Get Adobe Flash player

การรดน้ำสังข์ โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

               

วันนี้บังเอิญผมได้พบกับเพื่อนที่รักนับถือกันกลุ่มหนึ่ง หนึ่งในนั้น ได้กล่าวเชิญผมให้ไปในงานรดน้ำสังข์พิธีมงคลสมรส ผมได้กล่าวทีเล่นทีจริงว่า

ทำไมต้องรดน้ำสังข์ เขาตอบว่าเป็นน้ำพระพุทธมนต์ให้เป็นมงคลแก่เด็กๆ  ผมก็ตอบว่า

ยิ่งแล้วใหญ่ ถ้าเป็นมงคลพ่อกับแม่ผู้ให้กำเนิดสองฝ่ายรดก็ประเสริฐแล้ว

พูดแล้วก็หัวเราะให้แก่กัน ก็แยกย้ายกันไป แต่คำโต้ตอบของเรา ทำให้คนคู่หนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ ได้ยินตลอด ทั้งเขาจำได้ว่า ผมเป็นคนเขียนคอลัมน์ “ตามใจผู้เขียน” ใน นสพ. เสรีชัย ก็เข้ามาคุยด้วยทั้งอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ผมก็บอกว่า ถ้าอยากทราบเรื่องทำนองนี้ผมจะเขียนอธิบายเท่าที่ผมจำได้ลงหนังสือให้อ่านกัน ดังต่อไปนี้

เมื่อพ่อขุน บางกลางหาว(บางตำราว่า บางกลางท่าว) ได้ประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย โดยการสนับสนุนของพ่อขุน ผาเมือง เจ้าเมืองราด เมื่อประมาณ พศ 1610 หมู่ชนในละแวกนี้ทั้งหมดยอมรับนับถือศาสนาพราหมณ์ ซึ่งผ่านขอมที่เรืองอำนาจอันยาวนาน ได้นับถือในพระเป็นเจ้าสามองค์กล่าวคือ

พระพรหม เป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ สัตว์ ทั้งหมด

พระอิศาร หรือ พระศิวะ เป็นผู้ทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เลวร้าย

พระนารายณ์ เป็นผู้ปราบ บรรดายุคเข็ญทั้งมวล  พระนารายณ์ จึงมีอิทธิฤทธิ์ เป็นพิเศษ มีสี่พระกรทรงซึ่ง พระขรรค์ ตรี จักร และหอยสังข์

พระนารายณ์ใช้หอยสังข์ในการหลั่งน้ำอวยความสุขให้แก่มนุษย์เป็นมหามงคลในการดำรงชีพและให้ผล ในการทำมาหากิน

ในยุคต้นของอาณาจักรสุโขทัยการปกครองเป็นระบบ “พ่อปกครองลูก” ชื่อของผู้ปกครองก็ยังถือเป็นตั้งแต่องค์แรก คือ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (พ่อขุนบางกลางหาว) พ่อขุนบาลเมือง พ่อขุนรามคำแหง พ่อขุนลิไท พ่อขุนเลอไท และพ่อขุนไสเลอไท

ในศิลาจารึกหลักที่หนึง ได้จารไว้ว่า ศาสนาพุทธได้ถูกอัญเชิญเข้ามาโดย “สังฆราชได้ลุกจาศรีธรรมราชมา ได้ประดิษฐาน ณ อรัญญิก” ซึ่งเป็นเนินเขาในทิวเขาโซกพระร่วง ซึ่งยังคงอยู่ใจปัจจุบัน

จึงถือได้ว่าพระพุทธศาสนา ได้มาประดิษฐานคู่กับพราหมณ์ตั้งแต่ยุคนี้         

แต่ พอถึงยุคพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่พระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนาราชวงศ์ขึ้น ได้ยกเลิกระบบพ่อปกครองลูกมาเป็น “พระเจ้า” ครองอาณาจักร ในสภาพของระบบศาสนาพราหมณ์เต็มพิกัด ยิ่งมาถึงรัชกาล สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยิ่งชัดที่สุด แต่ศาสนาพุทธก็รุ่งเรืองควบคู่กันมา

การหลั่งน้ำสังข์ ในตอนต้น ก็เป็นน้ำที่หลั่งจากพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงทำในนามของพระนารายณ์บนสวรรค์ ระยะหลังๆ พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงมอบหมาย ให้บรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่กระทำการแทน ลดหลั่นกันลงมา จนเข้ามาในหมู่ประชาชน กระทำต่อกันในเชิงมงคล กันแพร่หลาย

และเพราะศาสนาพุทธก็เจริญควบคู่กันมา การหลั่งน้ำสังข์เพื่อเป็นมงคล จึงได้น้อมนำน้ำพระพุทธมนต์จากพระสงฆ์ มาผสมผสานกันไป

เดิมการแต่งงานของคู่บ่าวสาว เป็นเพียง ฝ่ายชายโดยบิดา มารดามาสู่ขอ ลูกสาว ฝ่ายพ่อแม่ ของสาว ถ้าตกลง ก็จัดพิธี ส่งมอบเจัาสาวด้วยการส่งมือลูกสาว ให้เจ้าบ่าวรับพร้อมรับคำอวยพรทั้งสองฝ่ายก็เสร็จพิธี หลังจากนั้นก็มีการรับไหว้ของบิดามารดาของท้้งสอง ว่าจะรับไหว้ด้วยอะไร ก็มี เช่น ที่ทำกิน บ้านเรือน  หรือทรัพย์สินอื่นๆ

แต่พอมาถึงระยะหลังๆ เมื่อศาสนาเข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิต ก็ได้เอาพิธี รดน้ำสังข์ ประกอบน้ำพระพุทธมนต์เข้ามาผสมผสาน จนเป็นพิธีใหญ่โต จนถึงพระราชพิธี ถึงทุกวันนี้

คนไทยโบราณ เขาจัดการแต่งงาน ซึ่ง ภาษาไทยดั่งเดิมเขาเรียก “เอากัน” เป็นคำสุภาพเดี่๋ยวนี้ยังใช้ในภาคเหนือ และในประเทศลาว เขาทำกันในวงศาคณาญาติเท่านั้น ไม่ได้เชิญแขกเหรื่อภายนอกเลย เพิ่งมาออกหน้าออกตาก็เมื่อประมาณไม่เกินแปดสิบปีมานี้ เพราะเอาวัฒนธรรมของฝรั่งมาเป็นแนวปฏิบัติด้วย

ในอดีต คนทางภาคใต้ เขาเรียก พิธีการแต่งงานว่า “พิธีกินเหนียว” คือในวันแต่งงานก็มีการป้อนข้าวเหนียวระหว่างเจ้าบ่าว และเจ้าสาว ให้กัน นัยว่า เป็นการครองคู่อย่าง “เหนียวแน่น” ตลอดไป

หลังจากกินข้าวเหนียวแล้ว เจ้าพิธี คือเฒ่าแก่ จะยกกริชขึ้นมาตั้งบนฝ่ามือให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวจับกริช  ถ้าทั้งคู่จับกริชที่ด้าม ทำนายว่า จะไม่ยอมลงให้กัน ถ้าจับปลาย จะทำนายว่า ต่างคนต่างยอมกัน ถ้าจับตรงกลางกริช จะทำนายว่า มีน้ำหนึ่งในเดียวกัน แต่พิธีนี้ตอนหลังยกเลิก เพราะรู้เคล็ดกันถ้วน ไม่ขลัง

ในความเห็นผม การรดน้ำสังข์ เป็นการสร้างภาระเกินกว่าเหตุ เมื่อเราเป็นพุทธ  เราก็ถือว่า “เป็นบุพเพสันนิวาส” เป็น “ปุพเพ กต ปุญญตา” ที่สร้างสมกันมาจากอดีตชาติ และให้พ่อแม่อวยพร พร้อมกับตั้งใจครองรักให้แน่วแน่ มันอาจจะขลังกว่าในทุกพิธีการ ก็ได้

อยู่ที่ใจของคนสองคน เท่านั้น