Get Adobe Flash player

พระธรรมวินัย 227 ข้อ โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

 

บัญญัติอาบัติของภิกษุ ภิกษุณี ไว้ดังนี

1.  ปาราชิก (ผู้พ่ายแพ้ ขาดจากความเป็นภิกษุ)

2.  สังฆาทิเสส (ต้องอาศัยสงฆ์ในการออกจากอาบัติ)

3.  ถุลลัจจัย (อาบัติที่เกิดจากการกระทำที่หยาบคาย)  

4.  ปาจิตตีย์ (อาบัติที่ทำให้ความดีงามตกไป)

5.  ปาฏิเทสนียะ (อาบัติที่ต้องแสดงคืนกับบุคคลที่ทำให้ต้องอาบัติ)

6.  ทุกกฎ (อาบัติที่เกิดจากการทำที่ไม่ดีไม่เหมาะสม)

7.  ทุพภาษิต (อาบัติที่เกิดจากการพูดไม่ดีไม่เหมาะสม)

แต่มีอีกข้อที่ไม่ใช่อาบัติ แต่ข้อกำหนดที่คลุมพระวินัยทั้งหมดคือ “สมณสารูป” การวางตัวในทุกสถานการณ์ ให้เหมาะสมกับการเป็น สมณะ ช่างละเอียดอ่อนลึกซึ้งยอดเยี่ยมยิ่ง

อาบัติปาราชิกที่ขาดจากการเป็นพระทันที มีอยู่สี่ประการ คือ

1. เสพเมถุน คือการร่วมสังวาส หมายถึง การร่วมเพศระหว่างชาย หญิง จะเป็นทวารเบาก็ดี เป็นทวารหนักก็ดี ทวารปากก็ดี ทั้งนี้รวมถึงสัตว์เดรัจฉานด้วย เมื่อให้องคชาติอวัยวะล่วงล้ำ ฐานกำเนิดหรือ ทวาร เข้าไปเพียงแค่เมล็ดงาเดียวโดยยังไม่ได้หลั่งน้ำกาม หรืออสุจิ ก็ตาม ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว

2. ลักทรัพย์ หรือถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี มีราคาเกินกว่า 5 มาสก คือ ประมาณเกินกว่า 1 บาท มาเป็นของตน

3. ฆ่าคน หรือแสวงหาศาสตราอันจะนำไปสู่ความตายแก่ร่างกายมนุษย์

4. กล่าวอวดอุตริมนุสสธรรม อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถน้อมเข้าในตัวว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ แต่..ไม่รู้จริง เพียงโอ้อวดความสามารถว่าตนเองมี

การทำผิดพระธรรมวินัยร้ายแรง 1 ใน 4 ข้อ ข้างต้นเป็นอาบัติต้องโทษปาราชิก ที่ตัดขาดจากความเป็นภิกษุทันทีนี้ ไม่มีข้อยกเว้นให้ภิกษุรูปใดได้เป็นการจำเพาะ อีกทั้งภิกษุที่ปาราชิกไปแล้วจะบวชใหม่ไม่ได้ไม่ว่าในนิกายใดๆ วัดใดๆ ประเทศใดๆ โดยเด็ดขาด

ดังนั้น พระผู้ใหญ่และมนุษย์หน้าไหน แอบไปช่วยพระที่ทำผิดต่อพระธรรมวินัย อย่างร้ายแรงที่สิ้นความเป็นภิกษุไปแล้ว เพื่อจะให้พ้นผิดหรือคลายผิดจากหนักเป็นเบา ก็เท่ากับไปสมคบกับอลัชชี หรือ เดียรถีย์ ร่วมกันทำผิดซ้ำต่อพระธรรมวินัยโดยปริยาย อีกทั้งภิกษุที่เกี่ยวข้องในการลงโทษ ผู้ที่ทำผิดต่อพระธรรมวินัยร้ายแรง ยังนิ่งเฉยหรือจงใจปล่อยปละละเลยเดียรถีร์อยู่อีก จะต้องถือว่าเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมทำลายพุทธศาสนาพุทธอีกด้วย

ภิกษุบางรูปเป็นถึงเจ้าอาวาส ก็ยังมีข่าวเสพกามกับสีกา หรือ ชี ในวัดของตัวเองจนถูกจับสึกมาหลายรูป ภิกษุที่โด่งดังมีศิษย์และผู้ศรัทธามากมาย พอเป็นข่าวก็รีบลาสึกขาทันที แล้วแอบไปอยู่กินกับสีกาคนที่เป็นข่าวก็มีออกบ่อยไป แต่ไม่ว่าเป็นกรณีใดๆ ถ้ามีการจับได้มีพยานหลักฐานพอก็ต้องจับสึก หมดสภาพเป็นภิกษุทันที บางรายก็มีพยานหลักฐานต้องติดคุกอีกด้วย

ภิกษุที่มีความบกพร่องในเรื่องกามารมณ์ และทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์สิน จะเป็นของวัดส่วนรวม หรือของส่วนตัวเอกชน ก็ตาม ก็ถือได้ว่าเลวร้ายยิ่งกว่า “โจรอาชีพ” เสียอีก เพราะเมืองไทยได้บัญญัติศัพท์เรียก ภิกษุ ไว้อย่างศักดิ์สิทธิยิ่งใหญ่ว่า “พระ” หมายถึงว่าเป็นผู้วิเศษ ยิ่งใหญ่ เพราะมาจากคำว่า “วร” ซึ่งแปลว่า วิเศษ หรือ ประเสริฐ” ผัน วร มาเป็น พร แล้วประวิสัญชณีย์ เป็น “พระ” เมื่อทำตัวไม่สมคำ ก็เลวสุดมหาเลว เลย

พวกตลกรุ่นบรมครู เมื่อประมาณ 70 ปีมาแล้ว ได้เอาคำของอาบัติมาเยาะเย้ยถากถางว่า

ปาราชิก  สิกข์หาย - สังฆาทิเสส  เทศน์หาย - ปาจิตตี  ขี้หาย - ทุกกฎ  ตดหาย

ทั้งหมด หมายถึงหายจากอาบัตินั้นๆ ตามสภาพ โด่งดังมาก แต่กรมศาสนา ได้มีหนังสือห้ามนำไปเล่นซ้ำ แต่ช้าไปต๋อย คนจำได้ทั่วเมืองไปแล้ว ก็นำมาโจ๊กกันเองข้างนอกแพร่หลายทั่วเมืองจนได้      

 “ไชโยนะจ๊ะ” ยักยอกทรัพย์สินที่สหรณ์ฯ มอบให้วัด ไปเป็นสมบัติส่วนตนแน่นอนแล้วพอเป็นข่าวก็มีการคืนกลับให้มา ในกรณีนี้เป็นความผิดสำเร็จแล้ว แต่การคืนกลับเป็นการบรรเทาโทษในระบบกฎหมายอาญาว่าด้วยการยักยอกทรัพย์ เป็นเหตุให้ศาลจะลงโทษสภานะเบาได้ แต่ในรูปแบบอาบัติของศาสนามันผิดสำเร็จเด็ดขาดไปแล้ว ไม่มีเหตุบรรเทาโทษใดๆ

อีกทั้งยังโอ้อวดไปเจอกับ “สตีฟ จอบส์”แห่ง “แอปเปิล” แต่ไม่รู้ไปขโมย “ไอโฟน 7” กับ “ไอแพด 4” ของ “สตีฟ จอบส์” มาด้วยหรือเปล่า? ก็ต้องมาปรับกันดูว่า “เป็นการอวดอุตริความวิเศษที่ไม่มีในตนหรือเปล่า”

แต่ที่เป็น “อนันตริยกรรม” คือที่ประกาศว่าได้ไปตักบาตรกับพระพุทธเจ้า และเห็นพระอริยสงฆ์ชื่อดังที่หลุดพ้นไปแล้ว นั่งอยู่บนสวรรค์ตรงที่พระพุทธเจ้าอยู่กันสลอนด้วยนะจ๊ะ..เฮ้อ!

เยี่ยมยอด ตรงนี้เป็น อาบัติข้อใดครับ “พณ หัวเจ้าท่าน”