Get Adobe Flash player

ธัมมชโยอยากครองโลก แต่พระลูกวัดดันตกม้าตาย โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

ที่มาของบทความ "ธัมมชโยอยากครองโลก แต่ลูกศิษย์ดันตกม้าตาย" http://kaeake.blogspot.com/2015/03/blog-post.html

ณาฒ สหัชชะ ขออนุญาต นำเสนอเพราะเห็นว่า น่าจะเป็นข้อมูล ที่ทำให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาใช้วิจารณญาณ   


 

“หลวงพ่อไม่ต้องการเป็นสังฆราชหรอก แต่หลวงพ่อต้องการครองโลก โลกทั้งใบ” ประโยคคำพูดที่ตราตรึงอยู่ในใจของ นพ.มโน เลาหวณิช หรืออดีตพระมโน เมตตานันโท อดีตพระสำคัญลำดับ 3 แห่งวัดพระธรรมกาย นับตั้งแต่ได้รับฟังยังคงอยู่ในห้วงความคิดของเขาจนถึงปัจจุบัน และคนที่พูดคำนี้หาใช่ใครอื่น

“พระธัมมชโย” เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย คือเจ้าของคำพูดนั้น บ่งบอกได้ชัดเจน ถึงแรงปราถนาอันแรงกล้าอย่างน่ากลัวของผู้นำความคิดแห่งวิชาธรรมกาย

ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิอกภูมิใจตามความคิดของคู่สนทนาสำหรับ “โพสต์ทูเดย์” ที่เข้ามาจับเข่าคุยกับ นพ.มโน อดีตศิษย์รัก ศิษย์คนสำคัญของพระธัมมชโย อดีตที่เคยไว้วางใจบอกทุกเรื่องราว

 “หมอมโน” แยกทางจากพระธัมมชโย เมื่อปี 2541  เพราะรับไม่ได้กับพฤติกรรมสงฆ์ของพระธัมมชโย พร้อมชำแหละถึงด้านมืดและความเสื่อมของพระธัมมชโย ที่แปรเปลี่ยนวัดพระธรรมกาย รวมถึงพุทธศาสนาให้ผิดเพี้ยนจนเกิดความเสื่อมไปทุกระแหง

ขาดความรัก พ่อแม่แยกทาง

นพ.มโน เปิดฉากเล่าว่า ในช่วงวัยรุ่น พระธัมมชโยในคราบของนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เพื่อนร่วมรุ่นก็มีอยู่ในพรรคเพื่อไทย เช่น ปลอดประสพ สุรัสวดี  และเขาเป็นคนที่ใฝ่ความรู้ ชอบอ่านหนังสือ และแผงหนังสือย่านสนามหลวงคือที่สิงสถิตย์ ส่วนใหญ่แล้วพระธัมมชโยจะมักไปยืนอ่านหนังสือฟรี เพราะไม่มีสตางค์จะไปซื้อมาเป็นของตัวเอง และหนังสือที่ชอบมากที่สุดคือประวัติศาสตร์บุคคล

“มาวันหนึ่งตอนแกอยู่ชั้นมศ.4 มาอ่านหนังสือที่สนามหลวง ไปเจอเรื่องปาฏิหารย์ แม่ชีคุณยายจันทร์ปัดลูกระเบิด แกเลยดิ่งมาหาคุณยายจันทร์ที่วัดปากน้ำทันที มานั่งสมาธิกับคุณยายจันทร์เรื่อยมา ซึ่งตอนนั้นคุณยายจันทร์เอ็นดู ดูแลมาตลอดเพราะสงสาร และเริ่มสอนการบอกบุญ ให้ทุนการศึกษากับธัมมชโย และได้เข้าเรียนที่ม.เกษตร คณะเศรษฐศาสตร์”

“เขาชอบศึกษาบุคคลที่สำคัญๆ ว่าเขาสำคัญมาได้อย่างไร คนที่ชอบมากที่สุดเรียกว่าบูชาเลยก็ว่าได้คือ อดอฟต์ ฮิตเลอร์ ผู้นำเผด็จการพรรคนาซี ถือเป็นบุคคลในฝันของธัมมชโย และใช้เป็นต้นแบบในการบริหารวัดพระธรรมกายอีกด้วย ส่วนหนึ่งที่ชื่นชอบอาจจะมีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง ทั้ง วันเกิดที่ฮิตเลอร์เกิดวันที่ 21 เม.ย. แต่พระธัมมชโยเกิดวันที่ 22 เม.ย. เวลาตกฟากเดียวกัน และที่สำคัญคือเริ่มจากศูนย์เหมือนกัน นั่นจึงสะท้อนแนวคิดของพระธัมมชโยว่าทำไมเขาจึงอยากครองโลก”

อดีตในวัยเยาว์ของพระธัมมชโย เป็นเด็กที่มีปมด้อย เนื่องว่าพ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่ได้ขวบปี และต้องระเห็จไปอยู่บ้านญาติชนิดที่เรียกว่าย้ายบ้านทุกเดือน และโหยหาความรักมาตลอด แต่จุดเด่นคือ ให้เกิดความละเอียดอ่อนในตัวเองจะเป็นคนที่จ้องความรู้สึกของคนอื่นอยู่ตลอด และมีคำถามว่า คนนี้รักเราหรือเปล่า ทำอย่างไรเขาจะรักเราให้มากที่สุด

“และข้อเสียจากความผิดพลาดในครอบครัว ก็เป็นแรงผลักดันให้พระธัมมชโยเกิดความทะเยอทะยาน ด้วยว่าทำไมเราต้องเป็นอย่างนี้ เราต้องเป็นใหญ่ จึงเกิดการอยากได้ทุกอย่าง อยากได้อำนาจ ถ้าได้โลกทั้งโลกก็เอา นี่คือตัวตนของเขา” หมอมโน ย้อนภาพให้เห็น

แววออก เป็นเชียร์ลีดเดอร์เกษตร คุมคนนับพัน

นพ.มโน เล่าว่า แต่แววผู้นำของพระธัมมชโยมามาเห็นชัดที่สุด คือได้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ที่เก่งถึงขนาดคุมคนนับพันให้เชื่อฟังได้ ยังไม่พอพระธัมมชโยหรือในขณะนั้นคือนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ยังเป็นหัวหอกยืนจังก้าใส่กางในตัวเดียวขับไล่อธิการบดีของมหาวิทยาลัยฯ อีกด้วย

“เขามีแววการเป็นผู้นำตั้งแต่ต้น โดยได้เป็นผู้นำเชียร์ลีดเดอร์ของม.เกษตร ถือว่าไม่ง่ายนะ เพราะต้องมีทริคใน การคุมคนเป็นพันให้เชื่อฟังเรา ให้เงียบ และทริคนี่เองทำให้รู้จักวิธีคอนโทรลว่าทำอย่างไรให้เงียบ ทำไงให้เดินเป็นแถว และวิธีนี้เองที่นำมาใช้กับคนหมู่มากในวัดพระธรรมกาย แกเป็นผู้นำในกิจกรรมของนักศึกษา ตอนนั้นที่สำคัญคือการประท้วงเดินขบวนไล่อธิการบดี มจ.จักรพันธ์ฯ  สมัยก่อนโดนธัมมชโยไล่ ยืนใส่กางเกงในตัวเดียวตะโกนเรียกอธิการบดีมาคุยด้วย มีความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง

“เขาเอาระบบของ ม.เกษตรมาใช้ และระบบการบริหารของฮิตเลอร์ตอนมานุ่งผ้าเหลือง วิธีการคล้ายกัน เพราะ ฮิตเลอร์สร้างลัทธินาซีขึ้นมาโดยเริ่มจากเยาวชน นักศึกษามหาวิทยาลัย พอได้มาแล้วก็เข้าสู่พวกนักธุรกิจ และปลุกผีให้เกลียดพวกยิว ระดมเงินจากนักธุรกิจมาตั้งพรรคนาซี ไม่ต่างจากวัด

พะธรรมกายที่เริ่มจากเยาวชน

ธัมมชโย หรือ คุณครูไม่ใหญ่ แห่งโรงเรียนอนุบาลในฝัน ได้พูดสอนแบบนี้จริง ๆ ตามคลิปด้านล่างบทความ

นพ.มโน เล่าว่า ตอนนั้น พระธัมมชโยเองไม่เคยสนใจว่าควรทำธุรกิจหรือไม่ควรทำธุรกิจ เพียงแต่ต้องการหาช่องทางเพื่อดันตัวเองให้สู่ความยิ่งใหญ่ แกเคยพูดกับผมประโยคหนึ่งว่า “หลวงพ่อไม่ต้องการเป็นสังฆราช แต่หลวงพ่อต้องการครองโลก” แนว คิดเดียวกับฮิตเลอร์เป๊ะ ไปดูการจัดแถวของธรรมกายได้กับการจัดงานของฮิตเลอร์ปานถอดแบบมา แกเดินตรวจในฐานะผู้นำ ฮิตเลอร์เป็นอย่างไรในที่ประชุม แกก็ทำตาม

ลัทธิลับ สอนเฉพาะคนสนิท

“พระธัมมชโยก็บอกว่าการบริหารวัดในรูปแบบนี้คือลัทธิธรรมกายเป็นลัทธิลับ สอนให้เฉพาะคนสนิทใกล้ชิดเท่านั้น หรือที่รักจริงๆ แต่ธรรมกายแตกต่างจากวัดปากน้ำ คือ หลวงพ่อสดคนเดียว ตอนเทศ 93 กัณฑ์ มีประโยคทองอยู่วรรคหนึ่งว่า เมื่อผู้เทศน์ได้เข้ามาบวช จึงได้รู้ว่าพระต้นธาตุใช้ให้มาปราบมาร หากปราบไม่สำเร็จจะยอมตายที่วัดปากน้ำแห่งนี้ ซึ่งท่านก็ตาย ปราบไม่สำเร็จ แต่การปราบมารของท่าน คือการเข้าไปพบโลกอีกโลกหนึ่ง หรืออีกขั้วหนึ่งของธรรมกายที่ดำมืด เป็นมาร เป็นอีกมิติหนึ่ง ดังนั้น จึงเป็นการต่อสู้ระหว่างด้านสว่างกับด้านมืด ท่านต้องการขจัดตรงนี้ออกไปให้หมด เข้าไปบู๊ไปล้างผลาญมุมมืด”

แก่นแห่งการชักนำจูงผู้คนให้หันเข้าหาตามวิชาพระธรรมกายสำหรับพระธัมมชโย คืออ้างอิงเรื่องบุญ ทำ ให้คนกลัวและให้อยากได้บุญ วิธีคือจะเป็นการคุมบุญทั้งหมด ที่อ้างว่าได้รับมาจากพระพุทธเจ้าจากชั้นนิพพาน เพื่อให้พระธัมมชโยแจกจ่ายบุญนั้นให้กับประชาชน แลกกับการซื้อบุญ

“ใครที่เลวมาจากไหน โกงใครมา ทำผู้คนย่อยยับ มาล้างบาปซื้อบุญกันที่นี้ได้หมด เสียเท่าไหร่เท่ากันแต่ได้บุญ สั่งให้บุญใครก็ได้ ให้มั่งคั่งให้รวย ขณะเดียวกันจะลงโทษใครที่ไม่ทำตามคำสั่ง ก็อ้างบุญเช่นกัน ขู่ญาติโยมต่างๆ จะเอาบุญสำหรับที่จะใช้ไปใส่เซฟ ในคุกลับ ตายไปไม่ได้ผุดได้เกิดเป็นพันๆ หมื่นๆ ชาติ คนก็กลัว กลัวก็ต้องทำตาม”

กลเม็ดในการคุมคนจึงเกิดขึ้นตามมา ขณะที่พระธัมมชโยตัดสินใจมานุ่งผ้าเหลืองและพกพาความคิดตามบุคคลที่เขาบูชา ติดตัวมาด้วย และสิ่งนี้เองที่แปรเปลี่ยนเขาไปตลอดกาล จากวัดกลายเป็นธุรกิจ มีผลประโยชน์มหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวัดล้วนแต่ขัดหลักธรรมคำสอนตามพุทธศาสนา กระทั่งฟางเส้นสุดท้ายระหว่างศิษย์รักกับพระอาจารย์ที่เคารพรักนับถือกัน ได้สะบั้นลง

แฉธุรกิจอาวุธ จุดแตกหัก

“ผมมารู้เพราะใกล้ชิดกันมากเหมือนกับญาติ เหมือนกับพ่อแม่เราเอง ผมเป็นศิษย์รัก เรารู้นิสัยทุกอย่างของเขา ผมทำงานให้ทุกอย่างด้วยผลลัพธ์ที่สำเร็จ งานทุกอย่างที่เขาหวัง ที่อยากได้ ผมเนรมิตรให้ได้หมด กระทั่งเรียนจบจากอ็อกซ์ฟอร์ด  ตอนนั้นเป็นตอนที่เศร้าที่สุด ญาติโยมเอาเอกสารมาให้ดูว่าเขาเปิดบริษัทอะไรไว้บ้างเมื่อปี 2526 เอาเงินส่วนตัวมาตั้งบริษัท ไว้หลายแห่ง บางแห่งใช้ชื่อลูกศิษย์เพื่อทำธุรกิจต่าง ๆ แต่ที่หนักที่สุดคือมีบริษัทค้าอาวุธที่เชื่อมโยงไปถึงพระธัมมชโยด้วย เพราะมีการชักจูงจากสีกาคนหนึ่งที่มีพี่ชายเป็นนายพลทหารในสวนรื่นฯ เข้ามาซื้อขายอาวุธให้กับทางกองทัพ ผมเข้าไปเตือนเขาว่าให้หยุดเถอะ ไม่ดี แต่เขากลับตอบมาว่าอย่ามายุ่ง นี่คือเรื่องส่วนตัว เท่านั้นผมก็พอ เพราะไม่ใช่พุทธแล้ว นี่คือธุรกิจของธัมมชโย เพื่อต่อยอดให้เขาได้ความยิ่งใหญ่”

“ตอนนั้นผมชนกับท่านอย่างรุนแรงเมื่อปี 2532 ผมกะว่าท่านแย่แน่นอน เพราะทำอะไรผิดพลาดไว้เยอะ แต่ผมต้องการจะช่วยวัดเอาไว้ก่อน ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างบริหาร ประชุมอยู่นาน เพื่อกระจายอำนาจการบริหารวัดพระธรรมกาย แต่ผมเอาไม่อยู่ เขาจึงเขียนโครงสร้างออกมามีธรรมนูญการปกครอง และตอนนั้นเองมีโครงสร้างที่แน่นหนามาก มีแผนงานชัดเจนแบบสมัยใหม่ วิธีหล่อหลอมผู้คน เรียกว่ามั่นคง เป็นอาณาจักร มีแผนขยายตัวไปต่างประเทศ แบบที่ทุกอย่างยังเป็นธรรมกายอยู่ มีการระดมทุนตลอด และการเคลื่อนไหวทุกอย่างจะคู่ขนานไปกับกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่เข้ามาสนับสนุน มันน่ากลัวมาก

อดีตศิษย์พระธัมมโชย เล่าว่า ต่อมาเมื่อปี 2542 ธรรมกายถูกโจมตีอย่างหนัก แต่เพราะโครงสร้างอันนี้ ทำให้พระธัมมชโยรอดพ้นเงื้อมมือของกฎหมาย นั่นเพราะความแน่นหนาของโครงสร้าง มีฐานมวลชนมหาศาลเป็นกำแพงให้พิง มีความรัดกุมมีประสิทธิภาพ  ขณะเดียวกันเจตนาของโครงสร้างธรรมกายครั้งนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ช่วยเหลือผู้คน แต่ผู้มีอำนาจสูงสุดนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง และรวบอำนาจนั้นมาอยู่ในมือทั้งหมด ทำให้พระธัมมชโยใช้อำนาจได้มากขึ้น ก็รวบอำนาจไว้อย่างเดิม แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“มีการแบ่งหน่วยงานชัดเจน ถ้าคุณได้ฟังในที่ประชุมของธรรมกายนะ คุณจะเหมือนไปอยู่เมืองนอกเลย หรืออีกโลกหนึ่งเลย เขาจะมีศัพท์เฉพาะที่เข้าใจระหว่างกัน มีโค๊ทภาษา ธรรมนูญการปกครองของวัดมีเป็นปึก คุณจะไม่เข้าใจเลย นักธุรกิจที่เข้ามาก็มาใช้ประโยชน์ เพราะมีฐานมวลชนอย่างแน่นหนาและมหาศาล เป็นการระดมธรรมคู่ระดมทุน”

ขยายฐาน การเมือง มวลชนนับล้าน

เมื่อชื่อเสียงมากมาย และมีระบบการปกครองภายในวัดที่แน่นหนา ยากที่คนนอกจะเข้ามายุ่งเกี่ยววุ่นวายได้ หนำซ้ำยังมีมวลชนอีกจำนวนนับล้านที่หลงเชื่อคอยหนุนหลังพระธัมมชโย

นพ.มโน มองว่า จึงไม่แปลกที่ทั้งนักธุรกิจและนักการเมือง รวมถึงบุคคลสำคัญระดับประเทศ จะวิ่งเข้ามาพระธัมมชโย เพื่อสร้างผลประโยชน์ระหว่างกัน

นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อัญเชิญผ้าไตรบรมจักรพรรดิมหาสมบัติ 2552 ปีเดียวกับที่เซ็นเช็คให้ธัมมชโยหลายร้อยล้านบาท

นพ.มโน ยกตัวอย่างให้เห็นถึงวิธีการเอื้อผลประโยชน์ระหว่างกัน เช่น คดีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องหาฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่เข้าหาพระธัมมชโยเพราะเห็นมวลชน มาตกลงทำสหกรณ์เครดิตมงคลเศรษฐีขึ้นมา คือให้กู้สำหรับคนที่อยากทำบุญกับวัด ผ่อนได้ คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 คนให้ทุนจะได้ผลตอบแทนร้อยละ 8 ผู้คนจึงแห่เอาเงินมาลงทุน เพราะอย่างไรเสียก็อยู่กับวัด และมีพระธัมมชโยการันตีอีกด้วย

แต่เงินตรงนี้มีการแบ่งระหว่างศุภชัยและพระธัมมชโย มีการถ่ายเงินออกเป็นระลอกโดยการเอาไปฝากกับลูกศิษย์คนต่างๆ นับร้อยล้านบาท และโอนย้อนกลับมาตรงมายังพระธัมมชโย และเจ้าอาวาสคนดังก็ใช้เงินตรงนี้ในนามของวัด และมูลนิธิเข้าไปซื้อที่ดินต่างๆ แต่ถือครองเอง เป็นกรรมสิทธิ์เอง

เมื่อหน่วยงานรัฐเข้าไปตรวจสอบก็ไปยึดไม่ได้ จะยึดได้อย่างไรในเมื่อซื้อในที่วัดที่เป็นของหลวงอยู่แล้ว แต่จริงๆ คือการสร้างอำนาจให้ตัวเองยิ่งใหญ่มากขึ้น (อ่านต่อฉบับหน้า)