Get Adobe Flash player

เสนีย์ เสาวพงศ์ โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

 

‘ศักดิชัย บำรุงพงศ์’ เจ้าของนามปากกา ‘เสนีย์ เสาวพงศ์’ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2533 ผู้เขียนนิยายเรื่อง ‘ปีศาจ’ เสียชีวิตแล้ว ด้วยโรคชรา สิริชนมายุได้ 96 ปี

29 พ.ย.2557 เมื่อเวลา 16.42 น. เฟซบุ๊ก ‘ซาร่า ปทุมรส’ บุตรของ ศักดิชัย บำรุงพงศ์ หรือนามปากกา ‘เสนีย์ เสาวพงศ์’  นักการทูต นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ และศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2533 โดยซาร่าได้โพสต์ภาพประกอบข้อความระบุว่าบิดาตนเองเสียชีวิตลงแล้ว

ประวัติ นาย เสนีย์ บำรุงพงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 ในอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นบุตรคนสุดท้องของนายพงษ์และนางแพ บำรุงพงศ์ มีอาชีพทำนา และเป็นผู้ใหญ่บ้าน ศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนวัดจักรวรรดิราชาวาส ชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนบพิตรภิมุข สอบเข้าศึกษาต่อคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ต้องลาออกเมื่อบิดาเสียชีวิต หันไปทำงานหนังสือพิมพ์ และเรียนกฎหมายนอกเวลาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบการศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2484 และเปลี่ยนชื่อตัวเป็น "ศักดิชัย" ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีระเบียบบังคับให้ตั้งชื่อบุคคลให้แบ่งแยกเพศชัดเจน

ตั้งแต่เด็ก ศักดิชัย บำรุงพงศ์ สมัครเป็นลูกศิษย์หัดเรียนวาดรูปกับ เหม เวชกร และได้พบกับนักเขียนชื่อดังที่ไปพบปะกันที่บ้านครูเหม เช่น เสาว์ บุญเสนอ มนัส จรรยงค์ จึงเริ่มเขียนเรื่องสั้น ได้ตีพิมพ์ใน "ศรีกรุงวันอาทิตย์" "กรุงเทพวารศัพท์" เมื่อจบ ม.8 บิดาเสียชีวิตไม่มีเงินเรียนต่อ จึงไปทำงานที่หนังสือพิมพ์ "ศรีกรุง" และ "สยามราษฎร์" แผนกข่าวต่างประเทศ แต่ได้ลาออกพร้อมกับกองบรรณาธิการทั้งหมดในปี พ.ศ. 2482 เมื่อบรรณาธิการคือ อบ ไชยวสุ ถูกบีบบังคับให้ลาออก

ศักดิชัย บำรุงพงศ์ เริ่มรับราชการแผนกพานิชนโยบายต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐการ และสอบได้ทุนไป ศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนี แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับไม่ได้เข้าเยอรมนี เพราะเริ่มเกิดสงครามในยุโรปตะวันออกแล้ว จึงเดินทางกลับประเทศไทย ทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ "สุวรรณภูมิ" ร่วมงานกับ ทองเติม เสมรสุต อิศรา อมันตกุล เริ่มเขียนเรื่องสั้นโดยใช้นามปากกา "สุจริต พรหมจรรยา" เริ่มมีชื่อเสียงจากเรื่องสั้นชื่อ "อาเคเชียปลายฤดูร้อน" ซึ่งใช้นามปากกา "เสนีย์ เสาวพงศ์" เป็นครั้งแรก ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนได้รับการแปลเป็นภาษาจีน ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ตงง้วนรายสัปดาห์ และใช้นามปากกานี้เป็นหลักในเวลาต่อมา

เมื่อเกิด สงครามโลกครั้งที่สอง ศักดิชัยกลับเข้ารับราชการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อ ปลายปี พ.ศ. 2485 และร่วมงานกับเสรีไทยสายอังกฤษ ในช่วงท้ายของสงคราม พร้อมกับเขียนบทความใน "นิกรวันอาทิตย์" "สุภาพบุรุษ-ประชามิตร" "อโยธยา" "รุ่งอรุณ"

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 ศักดิชัย บำรุงพงศ์ เริ่มเป็นนักการทูตในต่างประเทศ ใช้ชีวิตอยู่ในรัสเซีย (2490-2497) อาร์เจนตินา (2498-2503) อินเดีย (2505-2508) ออสเตรีย (2511-2515) อังกฤษ (2516-2518) ได้เป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศเอธิโอเปีย เมื่อ พ.ศ. 2518 และเกษียณอายุราชการในตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศพม่า เมื่อ พ.ศ. 2521

หลังเกษียณอายุ ศักดิชัย บำรุงพงศ์ รับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาในเครือมติชน และมีงานเขียนนวนิยาย "คนดีศรีอยุธยา" (2524) "ใต้ดาวมฤตยู" (2526) และเขียนบทความประจำในหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ได้รับการเชิดชูเกียรติ รางวัลศรีบูรพาคนแรก ในปี พ.ศ. 2531 รางวัลศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2533 และรางวัลนราธิปประจำปี พ.ศ. 2541

ศักดิชัย บำรุงพงศ์ สมรสกับเครือพันธ์ ปทุมรส เมื่อ พ.ศ. 2496 มีบุตรธิดา 4 คน 

นามปากกา ที่ใช้มี อาทิ โบ้ บางบ่อ , สุจริต พรหมจรรยา , กรัสนัย โปรชาติ , วัลยา ศิลปวัลลภ , คมศานติ , หนานสีมา , เสนีย์ เสาวพงศ์

เกียรติยศที่ได้รับได้เป็น ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์เมื่อปี 2533 รางวัลศรีบูรพาเมื่อปี 2531 ซึ่งได้รับเป็นคนแรก รางวัลอมตะ รางวัลนราธิป   

ส่วนผลงานรวมเล่ม มีเช่น นิยายปีศาจ, ความรักของวัลยา, คนดีศรีอยุธยา, ดิน น้ำ และดอกไม้, ใต้ดามฤตยู, บัวบานในอะมาซอน  เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเขียนบทความลงตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง.

ผม ณาฒ สหัชชะ ขอฟุตโน๊ต เพิ่มเติมบทความนี้สักเล็กน้อยครับ

คุณศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ หรือ เสนีย์ เสาวพงศ์ เป็นนักเชียนที่อุดมด้วยสารัตถะ อ่านแล้วได้ความรู้ที่เขาอุตส่าห์ค้นคว้ามาให้อ่าน จนหลายเรื่อง หลายตอน ผมยังเอาไปอ้างิงในการทำรายงาน “เทอมเพเพอร์” ส่งอาจารย์ตอนเรียนที่ มธ มาแล้ว อย่างน้อยสองครั้ง

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังออกปากชมว่า ถ้านักเขียนทุกคน เขียนจากประสพการณ์จริง หรือ ค้นคว้ามาเขียนอย่าง คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ ทุกคน สังคมจะได้ประโยชน์เป็น หิตานุหิตประโยชน์ มหาศาลทีเดียว

ผมเคยพบคุณเสนีย์ ที่บ้านอาจารย์คึกฤทธิ์ ครั้งหนึ่ง ในการชุมนุมนักเขียน ซึ่งมีนักเขียนเล็ก ใหญ่ ไปกันเกือบสองร้อยคน วันนั้น ก็ได้คุยได้สัมผัส ยอดคน ทางการประพันธ์ กันถ้วนหน้า ถือว่าเป็นวัน “พิเศษ” สุด ๆ เลย

ที่เอารายงานนี้มาเสนออีกครั้ง เพราะอยากให้คนไทยที่บังเอิญได้อ่านบทความนี้ ได้ทราบว่า ยอดคน ๆ หนึ่งได้ลาโลกไปแล้ว แต่ผลงาน และคุณงามความดียังติดตราสังคมตลอดไป