Get Adobe Flash player

บุญญาธิการ โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

 

บุญญ  มาจากภาษาบาลี ปุญ แปลว่า “เครื่องมือชำระกิเลส ความสุขสดชื่น ความสว่างสงบเย็นสบาย ความหมายอยู่ในกลุ่มคำที่แสดงนี้ในความเหมาะสมของพฤติกรรมที่พึงเกิด”

บุญญาธิการ เป็นคำสนธิของคำ บุญญ กับ อธิการ  แปลว่า การส่งผลแห่งความดีสู่ความยิ่งใหญ่

เมื่อมี บุญญาธิการ แล้ว ย่อมจะมีพลังที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างคือ

บุญญาภินิหาร (บุญญ กับ อภินิหาร) อันหมายถึง ความสำเร็จของความดีด้วยพลังอันยอดเยี่ยม เสริมเข้ามาเป็นจุดเต็ม ตามสภาพที่อิ่มตัวของพลังอันวิเศษนั้น

บุคคลที่เกิดมาดี เด่น ก็ย่อมมาจากพลัง บุญญาธิการ เป็นตัวนำ ขับเคลื่อน และผลักดัน ที่สร้างสมมาจากอดีตชาติ จึงส่งผลในชาตินี้

ในวันนี้ ผมจะขอบังอาจกล่าวถึง พระบารมีบุญอันสูงเด่นของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช แห่งวัดบวรนิเวศน์ ซึ่งจะมีการพระราชทานเพลิงพระศพในวันที่ 16 ธันวาคม 2558 ณ พระเมรุหลวง วัดเทพศิรินทราวาสวรมหาวิหาร

สมเด็จท่านเมื่อกำเนิดและอยู่ในเยาว์วัย ท่านเป็นคนที่เกิดในชนบท จังหวัดกาญจนบุรี ไม่ได้มีชาติกำเนิดมาจากคนชั้นสูง หรือ มีบรรดาศักดิ์ แต่อย่างใด

แต่ด้วยบุญญาธิการ ที่เกื้อหนุนท่านมาจากอดีตชาติ เมื่อบวชแล้ว ก็มีโอกาส มาจำพรรษาและศึกษาพระธรรมวินัย ณ วัดบวรนิเวศน์ กรุงเทพมหานคร

รายละเอียดพระประวัติ การศึกษา การงาน และการครองตำแหน่งทางสมณศักดิ์ของท่าน ตอนนี้ก็พิมพ์เผยแพร่ออกมาหลายระบบ ซึ่งคนทั่วประเทศก็ได้รับทราบกันกว้างขวางอยู่แล้ว จึงขออนุญาตไม่กล่าวซ้ำอีก

บุญญาธิการ ต่อมา คือ ท่านได้เป็นพระพี่เลี้ยงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตอนทรงผนวช เมื่อ พศ 2500 ถึงแม้จะได้รับใช้ใกล้ชิด “จอมคน” เพียง 15 วัน ก็ตาม แต่ “ปุทคล” ที่ทรงบุญด้วยกันในขั้น “อริยบุญ” ก็ย่อมจะเปล่งประกายแก่กันได้อย่างลึกซึ้ง

นับจากนั้นเป็นต้นมาพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงนิมนต์ พระอริยสงฆ์องค์นี้เข้าร่วมกิจกรรมระดับประเทศตลอดมาทุกพิธีกรรม

ระหว่างที่เป็นพระหนุ่มไฟแรงที่วัดบวรนิเวศน์ ท่านได้ร่วมทำพิธีกรรม กับ ภิกษุหนุ่มอีกองค์หนึ่งที่มีพลังจิตยอดเยี่ยมมาจากนครราชสีมา ท่านก็คือ พระคูณ ปริสุทโธ

เมื่อ พ.ศ. 2500 ได้มีพุทธพิธีฉลองยี่สิบห้าพุทธศตวรรษ ซึ่งรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ มีพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งไม่เคยมีพิธีใด ๆ จะยิ่งใหญ่เท่าเทียมมาก่อน ได้มีพระเกจิอาจารย์ที่เข้มขลังที่สุดทั่วประเทศ จำนวน 108 องค์ ร่วมกันปลุกเศกพระยี่สิบห้าศตวรรษ มี “พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์” แห่งจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในการปลุกเศก ในการนี้ได้มี พระหนุ่มที่เข้มขลังสององค์ คือ

พระญาณสังวร (ยศในขณะนั้น) และพระคูณ ปริสุทโธ ได้ร่วมปลุกเศกด้วย

ต่อมา หลวงพ่อคูณ ก็โด่งดังสุด ๆ ที่วัดบ้านไร่ นครราชสีมา

ท่าน เจริญ ก็ เจริญในกิจการบุญและบริหารกิจการสงฆ์ จนได้รับสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก และครองตำแหน่งยาวนานที่สุด จนเสด็จสู่สวรรคคัลไลย โดยปราศจากความมัวหมองไม่ว่าในทางใด ๆ

เมื่อ พ.ศ. 2553 ได้มีมารที่เกิดจากสัตว์นรกมาผจญท่านครั้งหนึ่ง ขณะที่ท่านประชวร ประทับอยู่ที่ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ ได้มีมารคู่หนึ่งได้นำมวลชนออกมาปล้นฆ่ามหาชน โดยมีประโยคสำคัญในการทำลายล้างประเทศว่า

 “เป๋าไปเลยพี่น้อง ป่มรับผิดชอบเอง”

จึงเกิดการทำลายล้าง ฆ่าคน และเผาเมืองวอดวายไปมหาศาล ซึ่งคนยังจำกันได้ไม่มีวันลืม

นอกจากนี้ไอ้สัตว์นรก “คางคกพันธุ์พระแสง” ที่ชีวิตส่วนหนึ่งก็เติบโตมาจากข้าวก้นบาตรวัดบวรนิเวศน์ มาระยะหนึ่ง แทนที่จะสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระสังฆราชพระองค์นี้ที่กำลังประชวรอยู่ในโรงพยาบาล มันกลับเข้าไปประกาศเผาโรงพยาบาล เป็นการแผด อำนาจนรก แทน

โรงพยาบาลจำต้องย้ายสมเด็จพระสังฆราชออกจากโรงพยาบาลกันอย่างโกลาหล

แต่ด้วยบุญญาธิการ ความเลวร้ายก็จบสิ้นลงในเวลาอันสั้น

ขอบุญญาธิการที่เป็นตัวนำมาให้ท่านกำเนิด ได้ทรง “บุญญาภินิหาร” ต่อชาติและมวลมหาประชาชน อยู่อย่างโดดเด่นตลอดมา จงได้นำท่านไปเสวยทิพยสุขในเนื้อนาบุญที่พระองค์ท่านได้ทรงเพียรสร้างสมตลอดพระชนม์ชีพ ในสัมปรายภพ อย่าง “อภิบรมสุข” ตลอดนิรันดร เทอญ

                ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

 

                ณาฒ สหัชชะ