Get Adobe Flash player

สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

 

 พุทธศาสนากับประเทศไทยของเรานั้น ดำรงคงอยู่มาอย่างเนิ่นนานตลอดทุกยุคทุกสมัย แม้นเวลาได้ล่วงเลยมาจนถึงยุคสมัยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาก็ไม่เคยเสื่อมคลาย โดยมีสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นตำแหน่งเป็นประมุขแห่งคณะสงฆ์หนึ่งในพระรัตนตรัย ผู้ซึ่งเป็นตัวแทนและเผยแพร่คำสอนในพุทธศาสนาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

“สมเด็จพระสังฆราช” เป็นพระยศสังฆราช พระมหาเถระผู้เป็นใหญ่สูงสุดในสังฆมณฑลในแต่ละประเทศ “พระสังฆราช” ในประเทศไทยนั้นเรียกว่า สมเด็จพระสังฆราช เปรียบ ดั่งประมุขแห่งคณะสงฆ์ซึ่งพระมหากษัตริย์ไทยทรงสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งสกลมหา สังฆปริณายก อันหมายถึงประมุขปกครองคณะสงฆ์ทุกนิกายในประเทศไทย

และนับตั้งแต่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 เมื่อปี  พ.ศ.2325 ได้มีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช นับตั้งแต่แรกเริ่มจวบจนปัจจุบัน รวมมีสมเด็จองค์พระสังฆราชทั้งสิ้นแล้ว 19 พระองค์

โดยแต่ละพระองค์นั้นมีที่ประทับที่แตกต่าง ตามแต่ละพระองค์จะเลือกสถิต ซึ่งน้อยคนนักจะทราบว่าแต่ละพระองค์สถิต ณ ที่ใด ซึ่งแต่ละวัดที่สถิตของทุกๆพระองค์นั้น ต่างมีประวัติความเป็นมาอันยาวนานเเละน่าสนใจ อีกทั้งยังมีความงดงามที่เป็นเอกลักษณ์ โดยรายนามวัดที่ทรงใช้เป็นที่สถิตมีดังนี้

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร” หรือ “วัดระฆัง” วัด แห่งนี้เป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยาเดิมชื่อ “วัดบางหว้าใหญ่” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์และได้ขุดพบระฆังลูกหนึ่ง จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำไปไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยทรงสร้างระฆังชดเชยให้ 5 ลูก จากนั้นได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดระฆังโฆสิตาราม” วัดแห่งนี้เป็นที่สถิตของสมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) โดยทรงเป็น สมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร” เดิมเรียกว่าวัดสลัก โดยตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังบวรสถานมงคล สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรมหาวิหาร” ตามชื่อวัดในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและเป็น ที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งวัดแห่งนี้ได้เป็นที่พระทับขององค์พระสังฆราช 4 พระองค์ คือ สมเด็จ พระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศุข),สมเด็จพระอริยวงษญาณ (มี), สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร), สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 2-5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตามลำดับ

 “วัดราชบูรณราชวรวิหาร” เป็นวัดเก่าแก่เดิมชื่อวัดเลียบ วัดนี้เป็นวัดหนึ่งตามธรรมเนียมประเพณีโบราณที่ว่า ในราชธานีจะต้องมีวัดสำคัญประจำ 3 วัด คือ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดราชประดิษฐ์ วัดแห่งนี้เป็นที่สถิตของสมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (นาค) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” หรือ วัดโพธิ์ เป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย จัดเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร และเป็นวัดประจำรัชกาลในรัชกาลที่ 1 เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศเนื่องจากเป็นที่รวมจารึกสรรพวิชาหลายแขนง และทางยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำโลกเมื่อ พ.ศ. 2551และนับเป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทยโดยมีจำนวนประมาณ 99 องค์ วัดแห่งนี้เป็นที่สถิตของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส(พระองค์เจ้าวาสุกรี สุวัณณรังสี) และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ(ปุ่น ปุณฺณสิริ) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 7 และ17 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร” เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาล สถาปัตยกรรมภายในวัดเป็นแบบไทยผสมยุโรปที่งดงาม ซึ่งวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามแห่งนี้ เป็นพระอารามหลวงสุดท้ายที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างตามโบราณราชประเพณีที่มี การสร้างวัดประจำรัชกาล โดยเป็นที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ (หม่อมเจ้าภุชงค์ ชมพูนุท สิริวฑฺฒโน)สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 11 และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 “วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร” เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ตามธรรมเนียมประเพณีโบราณที่ว่า ในราชธานีจะต้องมีวัดสำคัญประจำ 3 วัด คือ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดราชประดิษฐาน เช่นที่สุโขทัย และพระนครศรีอยุธยา วัดแห่งนี้เป็นที่สถิตของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร” เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นใน พ.ศ. 2350 เดิมพระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นก่อนเพื่อประดิษฐานพระศรีศากยมุนี (พระโต ) ซึ่งมาเสร็จบริบูรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชทานนามว่า “วัดสุทัศนเทพวราราม” และทรงผูกนามพระประธานในพระวิหาร พระอุโบสถ และศาลาการเปรียญ ให้คล้องกันว่า "พระศรีศากยมุนี" "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" และ "พระพุทธเสรฏฐมุนี" วัดแห่งนี้เป็นที่สถิตของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 “วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร” เดิมชื่อ วัดแหลม หรือ วัดไทรทอง ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใด ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างสวนดุสิตขึ้น พระองค์ทรงทำผาติกรรมสถาปนาวัดขึ้นใหม่และพระราชทานามว่า วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม อันหมายถึง วัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5 วัดแห่งนี้เป็นที่สถิตของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่14 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร” เป็นวัดโบราณในสมัยอยุธยา เดิมชื่อวัดสะแก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์และขุดคลองรอบพระอาราม แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดสระเกศ” ซึ่งแปลว่า “การชำระพระเกศา” เนื่องจากพระองค์เคยมาประทับทำพิธีพระกระยาสนาน เมื่อเสด็จกรีธาทัพกลับจากกัมพูชามาปราบจลาจลในกรุงธนบุรี เป็นที่ตั้งของพระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) และวัดแห่งนี้เป็นที่สถิตของสมเด็จพระสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่15 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 “วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร” พระบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริที่จะให้มีวัดเรียงรายอยู่ตามชายคลองเหมือนที่กรุงศรีอยุธยา จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นเคียงคู่กับวัดโสมนัสวิหาร ในขั้นแรกโปรดเกล้าฯ ให้เรียกชื่อว่า วัดนามบัญญัติ ครั้นเมื่อสิ้นรัชกาลจึงค่อยเรียกนามพระราชทานว่า วัดมกุฏกษัตริยาราม อันเป็นนามตามพระปรมาภิไธย วัดแห่งนี้เป็นที่สถิตของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 16 แห่งกรุงรัตโกสินทร์

 “วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร" สร้างขึ้นในสมัยพระ บาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ได้มีพระดำริโปรดให้สร้างขึ้น เป็นที่ตั้งของ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย โดยมีสถาปัตยกรรมเป็นแบบไทยผสมจีน ภายในพระอุโบสถ มีพระพุทธรูปสำคัญอยู่ 2 องค์ คือ พระพุทธชินสีห์ และหลวงพ่อโต ถัดจากพระอุโบสถออกไปเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์สีทองทรงกลมขนาดใหญ่ สร้างสมัยรัชกาลที่ 4 วัดแหงนี้เป็นที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราช 4 พระองค์ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้าฤกษ์ ปญฺญาอคฺคโต), สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ),สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์ สุจิตฺโต)และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) ทุกพระองค์เป็นสมเด็จองค์พระสังฆราชองค์ที่ 8,10,13,19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตามลำดับ

ซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่19 ได้ทรงสิ้นพระชนม์ไปเมื่อ วันที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมาอันนำความโศกเศร้ามาสู่พุทธศาสนิกชน แต่ได้ทรงประทานมหาอิทธิฤทธิ์ เพื่อคุ้มครองผองภัยให้ไทยอย่างกว้างขวางและเข้มขลัง ดังที่ทราบกันอยู่ในขณะนี้

 

รวบรวม และรายงานโดย   ณาฒ สหัชชะ