Get Adobe Flash player

มารศาสนา โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

เพราะจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ต้องการที่จะเข้ามาควบคุมอำนาจในวงการสงฆ์ จึงยุบระบบการปกครองแบบเก่าที่เป็นสภาสงฆ์ มีสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน ปฏิบัติตามระบบพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า อย่างแท้จริง

สฤษดิ์ ได้ตั้ง “เถรสมาคม” ให้มีฆราวาสเข้ามาควบคุมคณะสงฆ์ในการปฏิบัติการสำคัญด้วย นับจากนั้น วงการสงฆ์ ก็เกิดรอยค่างพร้อย ไปในหลายๆ เรื่อง จนที่สุดก็ครอบงำ เถะสมาคม ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ นับวันวงการสหฆ์ หรือ วงการ “จิ้งเหลือง” ก็เป็นแหล่งหากินของคนหลายระดับ จนน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก

ในวันนี้ ลองอ่านบทความที่ แจ่มแจ่ง ที่บรรยายโดย คุณเปลว สีเงิน ดูนะครับ

"นายพนม ศรศิลป์" คุณเป็น ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) หรือเป็นทนาย "ธัมมชโย"?

เอาให้แน่ซะอย่างนะ..........เพราะผมดูการทำหน้าที่ในฐานะ "เลขาธิการมหาเถรสมาคม" แล้ว บอกตรงๆ การทำหน้าที่ของคุณ แทนที่จะพิทักษ์รักษาและเชิดชูพระพุทธศาสนา แต่กลับเหมือนเอาทองบนความเป็นพระพุทธศาสนาไปห่อหุ้ม "มารโล้น" ที่ซุกคราบผ้าเหลือง สำนักพุทธวันนี้....

ไม่สมคบ ก็เหมือนสมคบขบวนการธัมมชโย-ธรรมกาย คล้ายเห็นดี-เห็นงาม กับการบิดเบือนทั้งพระธรรมวินัยและทั้งวิปริตในวัตรปฏิบัติสงฆ์ นอกจากหลอกขายนรก-ขายสวรรค์แล้ว ยังสร้างรูปแบบและพิธีกรรมพยายามครอบงำเพื่อกลืนพระพุทธศาสนา

สำนักพุทธวันนี้....

ไม่เพียงปล่อยปละ ตรงกันข้ามกลับสนับสนุนพฤติกรรมธรรมกายทุกรูปแบบ ถึงขั้น บ่ายเบี่ยงจะกระทำหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายนายพนม ศรศิลป์ ทางส่วนตัว ก็เป็นที่ประจักษ์ คุณคือสาวกธัมมชโย คลุกคลี-รับใช้ ร่วมธรรมกายมาตลอด นั่น...เป็นสิทธิ์ของคุณ

แต่ในตำแหน่งหน้าที่ คุณเป็น ผอ.สำนักพุทธ อยากถามว่า ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม

เมื่อ ๓ ม.ค.๕๙ .......พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดี DSI ทำหนังสือถึงคุณ ให้ดำเนินการกับธัมมชโยและเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง ในข่ายผิดอาญา กรณีถือครองที่ดินและทรัพย์สินโดยทุจริต เมื่อปี ๒๕๔๒  แต่ดูเหมือน...คุณละเว้นที่จะปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่ ในท้ายหนังสือ DSI กำชับชัดว่า........

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น กรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่า ยังคงมีประเด็นที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม

จะต้องพิจารณาดำเนินการต่อไปใน ๒ กรณี กล่าวคือ

๑.ดำเนินการให้พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกตามลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชที่ มีมติของมหาเถรสมาคมรับรองให้ถือเป็นคำสั่งที่ชอบและจะต้องปฏิบัติตามให้ครบ ถ้วน ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม๒.การพิจารณาความผิดและการดำเนินการกับเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการตามข้อ ๑

หากผลการดำเนินการเป็นประการใดขอได้โปรดแจ้งให้ทราบความคืบหน้าในการดำเนินการในเรื่องนี้โดยเร็วต่อไป

แต่จนถึงวันนี้ คุณก็ได้แต่อ้างว่า..........อยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารบ้าง เรื่องมันนานแล้วบ้าง เป็นเรื่องละเอียดอ่อนบ้าง กำลังสืบสวน-สอบถามผู้เกี่ยวข้องบ้าง

แล้วทำเฉไฉ.....การดำเนินการให้ธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกตามพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชนั้น   "สำนักพุทธไม่สามารถไปกำหนดให้เป็นปาราชิก ไม่เป็นปาราชิกได้"!   แถมเล่นบทข้าราชการศรีธนญชัย...

"DSI ไม่ได้กำหนดมาว่าต้องตอบกลับในวันไหน แต่โดยมรรยาท เราก็ต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด"

เร็วที่สุดของนายพนม ๑ เดือนผ่านไป ยังไม่มีอะไรกระดิก!

คุณไม่ต้องไปสืบสวนอะไรอีกแล้วล่ะ...คุณพนม  ไม่เห็นหรือ ในหนังสือที่อธิบดี DSI ส่งมาให้น่ะ ด้วยกระบวนการสอบสวน เขาทำมาให้หมดแล้ว ไม่เห็นที่เขาระบุมาในหนังสือหรือ นี่ไง......

"........กรณีการถือครองที่ดินและทรัพย์สิน จากการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ได้แก่ ศาล สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มหาเถรสมาคม กองบังคับการปราบปราม ผู้ตรวจการแผ่นดิน ฯลฯ

สรุปได้ว่า การกระทำของพระธัมมชโยถือได้ว่า เป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิดฐาน  'เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเอง หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต' และ

'เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗ และ ๑๕๗' ทุกประการแล้ว

แม้ในภายหลัง จะได้นำทรัพย์ที่ยักยอกไปแล้วมาคืนให้แก่วัดพระธรรมกายแล้วก็ตาม การกระทำดังกล่าว ก็เป็นเพียงการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดที่ได้กระทำลงไป

เพียงเหตุก็เพราะ ต้องยอมจำนนต่อพยานหลักฐานเท่านั้น หาใช่ไม่เป็นความผิดก็หาไม่!

การได้มาซึ่งที่ดินในคดีนี้ แทบทุกรายเกิดจากการให้ตัวแทนไปติดต่อขอซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดินโดยตรงแทบทั้งสิ้น

ไม่ได้เกิดจากการที่เจ้าของยินยอมยกที่ดินให้กับทางวัด หรือบริจาคเงินให้ทางวัด เพื่อไปซื้อที่ดินให้กับพระธัมมชโยเป็นการส่วนตัว

โดยเมื่อซื้อแล้ว พระธัมมชโยก็ได้อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินในบัญชีของวัดพระธรรมกายไปซื้อที่ดิน ดังกล่าว และกลับใส่ชื่อของตัวเอง แทนที่จะเป็นชื่อของวัดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

อีกทั้งมีการประวิงเวลา ไม่ยอมคืนทรัพย์สินให้แก่วัด กลับต่อสู้ทางคดี โดยคิดว่าจะชนะคดี ซึ่งการต่อสู้เรื่องนี้ใช้เวลานาน ๗ ปี

และก็รู้อยู่แล้วว่า หนทางเดียวที่จะทำให้พนักงานอัยการถือเป็นสาเหตุในการถอนฟ้องคดี จึงยินยอมคืนทรัพย์สินให้ทางวัด

การกระทำเช่นนี้ 'มีเจตนา' ในการกระทำความผิด! ไม่อาจทำให้การกระทำความผิดที่สำเร็จไปแล้ว กลับกลายมาเป็น 'ไม่มีความผิด' ไปได้   ซึ่งพระลิขิตของพระสังฆราช (ฉบับที่ ๓) ยืนยันการกระทำผิดนี้ชัดเจน ว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ"

เป็นไง...คุณพนม หายเมาสวรรค์ธัมมชโยหรือยัง ยังเหรอ...งั้นอ่านต่ออีกนิดก็ได้

".....เมื่อพระองค์ทรงมีพระวินิจฉัยในกรณีของพระธัมมชโยแล้ว มหาเถรสมาคมย่อมต้องสนองพระลิขิตที่สมเด็จพระสังฆราช ประทานมาทั้งหมด ตามที่มหาเถรสมาคมได้มีมติ ที่ ๑๙๓/๒๕๔๒  ให้สนองพระดำริโดยตลอด ให้ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎหมายมหาเถรสมาคม  แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการติดตามผลการดำเนินการเพียงเรื่องเดียวคือ ติดตามรับมอบและคืนที่ดินอันเป็นของวัดพระธรรมกายเท่านั้น

ซึ่ง ถึงบัดนี้ ที่ประชุมมหาเถรสมาคมยังไม่ได้มีมติตัดสิน หรือรับรองว่า พระธัมมชโย ต้องอาบัติปาราชิก ตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๒ แต่อย่างใด

ยังไม่ได้มีการพิจารณา การลงนิคหกรรมพระธัมมชโยให้ต้องอาบัติปาราชิกตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช

ที่มีมติของมหาเถรสมาคมรับรองให้ถือเป็นคำสั่งที่ชอบ และจะต้องปฏิบัติตามให้ครบถ้วน ทั้งที่ผลการดำเนินคดีทางโลกได้เสร็จสิ้นแล้ว"

ทีนี้ คืนสติแล้วกระมัง...คุณพนม?  DSI ไม่ได้บอกให้คุณไปจับธัมมชโยสึก แต่เขาให้คุณทำหน้าที่ ผอ.สำนักพุทธและเลขาฯ มหาเถรสมาคม   มหาเถรสมาคม เมื่อปี ๒๕๔๒ มีมติไว้แล้วว่า พระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎหมายมหาเถรฯ   แต่นี้ ที่ผ่านมา ปฏิบัติตามไปแล้วครึ่งเดียว คือครึ่งที่ไปเอาที่วัดคืน

ส่วนอีกครึ่ง คือครึ่งที่ "ธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิก"....."ยังไม่ได้ทำ" ให้เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคม ที่ ๑๙๓/๒๕๔๒ ที่รับรองว่า ......

"พระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช ที่ทรงวินิจฉัยว่า ธัมมชโย ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว นั้น ชอบด้วยกฎหมายและพระธรรมวินัย" เลย!   คุณพนม ในฐานะเลขาฯ มหาเถรฯ ก็บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระการประชุมมหาเถรฯ ซี มหาเถรฯ จะได้มีมติให้ดำเนินการในครึ่งที่ยังค้างคาอยู่

จะได้ชัดกันไปซะทีว่า มหาเถรฯ วันนี้ ....จะยึดมติมหาเถรฯ ที่ ๑๙๓/๒๕๔๒ ที่ชอบด้วยกฎหมาย ลงนิคหกรรมธัมมชโย ต้องอาบัติปาราชิก ให้พ้นจากความเป็นพระ   หรือ...จะขัดขืนมติ อุ้มธัมมชโยให้อยู่ในคราบพระ กัดแทะพระพุทธศาสนาต่อไปเรื่อยๆ?   จะได้จะจะ แจ้งๆ กันไป.........

"มหาเถรฯ-สำนักพุทธ" รวมหัวธรรมกาย "แข็งเมือง"!

02/05/2016