Get Adobe Flash player

ตำรวจที่ลืมรากเดิม โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

จริงๆ ด้วย ยกเลิกระบบนายพลตำรวจเสียที ทุเรศมากที่มียศเทียบเท่าทหาร ซึ่งควมจริง "ตำรวจ" คือคำที่มาจาก "ตรวจ" หมายเพียงแต่เหมือน "ยามเฝ้าประเทศ" เท่านั้น

ที่เพี้ยนเพราะ อีตา “เผ่า ศรียานนท์” หมดสภาพที่จะไปโตในวงการทหาร จึงผลักดันให้ ตำรวจมีสภาพเหมือน กองทัพ สังเกตไหม มีกองบินตำรวจ มีตำรวจรน้ำ ตำรวจตระเวณชายแดน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจทางเหลวง ตำรวจป่าไม้ ตำรวจภาษี ตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจสันติบาลตำรวจสืบราชการลับ

ที่น่ากลัวมี กองบัญชาการตำรวจกองปราบปราม มีอำนาจทั่วประเทศ ยุคนั้นใครจะโด่งดังเกิน พ.ต.อ.พันธศักดิ์ วิเศษภักดี และ พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ เป็นไม่มี และ เผ่าเอง ก็พยายามให้ลูกน้องเรียกขานตนเองว่า "ท่านจอมผลเผ่า" กันอย่างแพร่หลาย

กรมตำรวจมีกองปราบพิเศษ ออกฆ่าผู้ร้ายระดับ “ไอ้เสือ” ทั่วประเทศที่ทางการออกหมายให้ “จับตาย” แถมให้รางวัลในบางรายด้วย

หัวหน้าหน่วยปราบพิเศษนี้ คือ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช (บุตร พันธรักษ์) ที่เรียกกันว่า “นายพลหนังเหนียว” นั่นแหละ

นอกจากหนังเหนียวแล้ว ท่านมีพลังพิเศษจากอำนาจจิตที่ยิ่งใหญ่ของท่านเอง เมื่อแสดงออกแล้วจะเห็นผลทันตาเห็น เช่น ท่านจับมือใครไว้ ถ้าท่านไม่วาง อย่าหวังว่าจะดึงมือออกมาจากมือท่านได้ ไอ้เสือ หลายเสือ ท่านเคยจับด้วยมือเปล่ามาแล้ว

มีตำนานขำขันเล่าขานที่กรมตำรวจ โดยการบอกกล่าวของ พล.ต.ท.ประชา บูรณธนิต

“นายพลหนวดโง้ง” ประจำกรมตำรวจ แต่ท่านยิ่งใหญ่ฝ่ายบริหาร ท่านเล่าว่า..

วันที่ อธิบดี เผ่า เรียกตัวท่านขุนมารับหน้าที่ออกจับตายไอ้เสือ ท่านขุนเข้าไปรายงานตัวกับ เผ่า ที่ห้องทำงาน วังปารุสกวัน (กองบัญชาการตำรวจอยู่ที่นั่นในขณะนั้น) พอ เผ่า เห็นหน้าท่านขุน ก็ส่งเสียงทักว่า

“ลื้อไว้หนวด กวนชิบหายเลย”

ท่านขุนยิ้ม ยกมือลูบหนวดซึ่งดกเต็มริมฝีปาก และงอนเช้งขึ้นไปข้างแก้ม พร้อมพูดว่า

“ก็ท่านไม่มีหนวด จึงไม่ชอบหนวด..”

เผ่าโวยวายอีกหลายคำ แต่ก็มอบหมายงานจนเสร็จ

จากปี 2476 เป็นต้นมา ท่านขุนและกองปราบพิเศษออกกวาดล้าง ไอ้เสือ ทั่วประเทศ จนหมดสิ้นแผ่นดินไทย

ที่น่าแปลกตรงที่ ไม่มีตำรวจในหน่วยนี้คนไหนถึงแก่ความตายในการ ดวล กับ ไอ้เสือในหลายท้องที่เลยแม้แต่คนเดียว บาดเจับเล็กน้อยก็มีบ้าง

พ่อผมก็เป็นตำรวจชั้นประทวน ร่วมกับท่านขุนด้วยระยะหนึ่ง ประมาณ ห้าปี ตั้งแต่ พ่อผมถูกเกณฑ์ตำรวจ ยุคนั้นมีสิทธิเลือกรับเกณฑ์ตำรวจ หรือ ทหาร ก็ได้

พ่อเป็นพลตำรวจ จนได้รับยศ สิบตำรวจเอก ออกปราบไอ้เสือร่วมกับทานขุนตลอดมา พ่อผมไม่เคยมีพระเครื่อง เครื่องราง ของหลังใดๆ ติดตัวเลย มีแต่ใจอย่างเดียว ที่เชื่อว่าได้ทำความดีเพื่อชาติ เพื่อพระเจ้าอยู่หัว ย่อมจะมีพระบารมีคุ้มเกล้าได้เสมอ

และด้วยพระบารมีนี่แหละ พ่อผมไม่เคยได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย

วันสำคัญที่พ่อต้องออกจากกรมตำรวจ คือ

วันหนึ่ง ขณะออกปราบไอ้เสือในเขตจังหวัดปราจีนบุรี ล้อมยิงไอ้เสือในกระท่อมหลังหนึ่ง พ่อเป็นคนยิงปืนสวนไอ้เสือเข้าไปหนึ่งนัด ถูกไอ้เสือล้มลง โครม ใหญ่ พร้อมกับได้ยินเสียงเด็กร้องจ้าขึ้น พ่อได้วิ่งเข้าไปในกระท่อม จึงเจอภาพที่ต้องตกตะลึง

ไอ้เสือล้มฟาดตรงตักของแม่ เด็กน้อยอายุไม่เกินสามเดือน มือของไอ้เสือจับเท้าของเด็กนอนตาย พร้อมกับแม่ของเด็กร้องให้โหยหวน

พ่อคอตก เดินออกมาหาท่านขุนฯ พร้อมกับส่งปืนหลวงให้ท่าน และบอกท่านว่า

“ผมขอลาออกตั้งแต่วันนี้” พร้อมชี้ไปที่สภาพศพของไอ้เสือ “ผมก็กำลังมีลูกชายอายุพอๆ กับไอ้หนูคนนี้แหละครับ ไอ้เสือมันก็มีลูก ก่อนตายยังมีการแสดงออกถึงความรักลูก..”  ขณะนั้นพี่ชายของผมอายุได้สามเดือน เป็นลูกคนแรกของพ่อ

ท่านขุนรับทราบ ได้รับปืนจากพ่อไป พร้อมทั้งพูดว่า

 “ตำรวจที่ดีต้องทำงานเพื่อชาติและประชาชน นี่คือ รากแท้ ของตำรวจ ต้องไม่นึกถึงผลประโยชน์ของตนเอง และรากแท้นี่แหละที่เอ็งจะใช้มันผดุงชีวิตและผดุงธรรมในความเป็นประชาชนที่ดีต่อไป”

ผมภูมิใจในพ่อผม อย่างเป็นของสูงค่าที่สุดในชีวิตของผมตั้งแต่รู้ความจนพ่อผมถึงแก่กรรมเมื่อายุได้ 95 ปี

โดยไม่เคยได้รับบาดเจ็บหรือป่วยไข้รุนแรงเลย ซึ่งพ่อมั่นใจว่าจะไม่มีเพราะพ่อไม่ได้ทำบาปจากความโกรธแค้นใดๆ เป็นการส่วนตัว

ผมเชื่อว่า พ่อไปสู่สุคติภูมิที่ดีที่สุดจากงานเพื่อชาติดังกล่าวแน่นอนครับ