Get Adobe Flash player

สัตว์ – มนุษย์ โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

เพียงแต่เห็นและได้อ่านไตเติ้ล ท่านอาจจะมองว่าเป็นคำหยาบ ไม่สุภาพ แต่เมื่อท่านได้อ่านรายละเอียดจบแล้ว ท่านจะเห็นว่า เป็น สัจจธรรม ไม่หยาบเลย

ตั้งแต่โลกได้มีสิ่งมีชีวิตอุบัติืขึ้น จะมาจากธรรมชาติ ที่ได้อุบัติขึ้น หรือ

พระผู้เป็นเจ้า เช่น พระมหาพรหม  พระยะโฮว่า หรือ พระอัลเลาะห์ พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง เป็นผู้สร้างสัตว์ และพืชทุกชนิดให้กับโลก

สัตว์ คือ สิ่งที่มีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ ตา กระดูก และหนังหุ้มรอบ และมีขนเป็นเครื่องป้องกันอากาศ และการเสียดสี

สัตว์ ก็มาแบ่งแยกกันเองเป็น คน  และเรียกตนเองว่่า มนุส (มนุษย์) เพราะคำว่า คน มันแปลว่า ยุ่ง ปนเป ขาดระเบียบ จึงเรียกตนเองว่า มนุส ซึ่งแปลว่า ใจสูง (มน แปลว่า ใจ อุส แปลว่า สูง) ซึ่งสมารถรับรู้ ปรับเปลี่ยน จิตใจ ได้ตลอดเวลา ให้เข้ากับสถานการณ์ คือ สามารถได้รับการ “โปรด” จากผู้ทรงมหิทธานุภาพที่จะบันดาลทุกประการ ได้

ส่วนสัตว์ คือ เป็น เดรัจฉาน มีความคงที่อยู้ที่ความต้องการพื้นฐานของชีวิต คือ

หิว กาม (การสืบพันธู์) และกลัว หรือ ร้อน หนาวเย็น

อิ่ม กาม (การสืบพันธุ์) ปลอดภัย

เดรัจฉานยังแปลได้ว่า เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่โปรดในทางจิตเพื่อยกระดับไม่ได้    

ถ้าในแง่สรีระของสัตว์เดรัจฉาน และสัตว์มนุษย์ มีความแตกต่างกันดังนี้

กระดูกสันหลังของมนุษย์ เวลาทรงตัวตั้งฉากกับพื้นได้เป็นปกติตลอดเวลาที่ต้องการ

กระดูกสันหลังของสัตว์เดรัจฉาน เวลาเคลื่อนตัวเดิน หรือวิ่งจะขนานกับพื้น จะทรงตัวตั้งฉากได้เป็นครั้งคราว เช่น ลิง ค่าง ชะนี เท่านั้น

มนุษย์ หัวแม่มือ กระดิกได้ แต่บรรดาสัตว์อื่นทุกชนิด ไม่สามารถกระทำได้   

เบสิคนีด (Basic Need) คือ กิน กาม กลัว ทั้งสัตว์และมนุษย์มีเหมือนกัน เป็นพื้นฐานของสัตว์โลก ของสัตว์เดรัจฉาน คงที่ตลอดชีวิต (ไม่นับสัตว์ที่มนุษย์มาฝึกสอน ดัดแปลงได้เป็นบางพันธุ์ บางตัว)

ส่วนมนุษย์ มีการพัฒนาไปรอบทิศทาง โดยเฉพาะเรื่องกาม (เซ็กส์) มนุษย์ไม่เคยอิ่ม แถมสร้างภาระให้เกิดในสังคมรวมไม่รู้จบ ทั้งนี้ เพราะ

สมอง พลังจิต ของมนุษย์เปิดกว้างได้ไม่มีขอบเขตจำกัด เป็นอินฟินิตี้เลยทีเดียว   

พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า พลังสมองและพลังจิตของมนุสเป็น อนันต์ คือไม่มีที่สิ้นสุด จึงเวียนว่ายตายเกิดกันตลอดไป พระองค์จึงทรงค้นพบให้ยุติได้้ด้วยตนเอง คือ คุมจิตให้สงบแน่วแน่ ลด ละ เลิก และหลุด จากสิ่งร้อยรัดที่มี แต่งมงายไร้ขอบเขต จนเข้าสู่

นิรวาณ คือ ประตูนิพพาน เป็นยุติตลอดกาล

จึงเป็นกฎตายตัวว่า “เพราะมนุสมีกายหยาบครบบริบูรณ์จึงเป้นจำพวกเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิ์เป็นอริยบุทคล ตามที่เราสวดมนต์ “ยะทิธัง จัตตาริ ปุริสะ ยุคานิ อัฏฐะ  ปุุริสปุคคลา”  ได้แต่บุคคลสี่คู่ แปดจำพวก ได้แก่

โสดาปฏิมรรค    โสดาปฎิผล

สกิทาคามีมรรค  สกิทานามีผล

อนาคามีมรร       อนาคามีผล

อรหัตตมรรค       อรหัตตผล

ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติถูกทาง และปฏิบัติสมควร  ซึ่งควรที่เราจะกราบไหว้ เนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก ทั้งเป็นแหล่ง เพาะปลูก เผยแพร่ ความดีที่ยอดเยี่ยมหาใดเหมือนมิได้อีกด้วย

ส่วนเทวดา นางฟ้า ทุกภูมิ ทำบุญ รับบุญที่พระพุทธเจ้าและอริยบุคคลประทานให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ พวกท่านเหล่านั้น ไม่สามารถจะปฏิบัติธรรมให้ลุล่วงเป้น เพราะอรหันต์ ได้เลย

เดรัจฉาน แปลว่า สิ่งที่โปรดไม่ได้ จังหมดทางที่ได้บรรลุธรรมวิเศษไม่ว่าข้อใด