Get Adobe Flash player

ผู้ว่า ที่เป็น เจ้าเมือง (2) โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

เจ้าเมือง คือ ผู้รับมอบอำนาจจากพระเจ้าแผ่นดินต่างพระ เนตรพระกรรณให้กำกับ เมืองใดเมืองหนึ่ง เต็มอำนาจของพระราชา พิจารณาสังการ ติดตามผล ให้เลิก หรือกระทำต่อเหมือนพระราชาทรงทำด้วยพระองค์เอง เพียง แต่ในการลงโทษ ประชาชนในเมืองนั้นๆ ต้องตามที่รับมอบอำนาจตามกฎหมาย โดยเฉพาะโทษประหารชีวิตต้องมีกระบวนการกำกับ และต้องได้รับพระราชานุมัติจากพระเจ้าแผ่นดินก่อนในบางกรณี
ตั้งแต่สร้างอาณาจักรสุโขทัย ตลอดมาจนถึงอาณาจักรกรุงเทพทวาราวดีศรีรัตนโกสินทร์ บ้านเมืองเป็นปึกแผ่น ร่มเย็นมาตลอด จนเป้นที่กล่าวขานจากนานาประเทศ ที่เห้นได้ชัดคือ
สหราชอาณาจักร หรือ จักรภพอังกฤษ สมัยพระางเจ้าเอลิซาเบธ ที่ 1 ได้ส่งราชทูต เซอร์ จอห์น เบาริง มาสานสัมพันธ์สัน ถวไมตรีกับสยาม สมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี
ท่านราชทูต ได้มาประจำการอยู่ที่กรุงเทพ ฯ เป็นเวลา หนึ่งปี เมื่อกลัยไปประเทศอังกฤษ ท่านได้ทำบันทึกเพื่อกราบทูลพระนางเจ้า ฯ ในรายละเอียดเกี่ยวกับประเทศสยาม ดังนี้
ประเทศสยาม เป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ในทุกอย่างทั้งดิน ฟ้าอากาศ และแหล่งน้ำ เหมือนเทพประทานให้โดยเฉพาะ เช่น เดินทางไปที่ใดในประเทศ หักกิ่งไม้ข้างทาง แล้วปักไว้ไม่ต้องไปดูแลเลย ครบหนึ่งปี กลับไปดูจะพบว่ากิ่งไม้กิ่งนั้นงอกงาม มีผลให้เก็บเกี่ยวได้แล้ว ไม่มีที่ไหนในโลกเสมอเหมือน
พระเจ้าแผ่นดินสยาม มีทรงฤทธิ์ ทรงศักดิ์ เหมือนเป็นเทพเจ้า เป็นที่เคารพ เทอดทูน ของมหาประชาชน ทั้งทรงเป็นธรรมราชา อย่างเด่นชัด
มวลมหาประชาชน ต่างรักใคร่ปรองดองกลมเกลียวยิ่งนัก ไปที่ไหนๆก็เห็นแต่รอยยิ้มบนใบหน้าทั้งข้าราชการ ชาวบ้าน และกรรมกร จึงเรียกได้ว่า เป็น “สยามเมืองยิ้ม”
สรุปได้ว่า ประเทศสยามเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ เป็นมิตรกับทุกผู้ที่เข้าไปพึ่งบรมโพธิสมภาร และต่อไปก็จะเป็นมหามิตรของสหราชอาณาจักรตลอดไป ....
แต่...หลังจากได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น กลายเป็นความขัดแย้ง วุ่นวายไปในทุกเรื่องจนบัดนี้
ข้าหลวงประจำจังหวัด หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ใช้ชื่อนี้ ดูๆจะมีอำนาจเพราะเหมือนกับจะมาจากพระเจ้าแผ่นดิน คนก็เชื่อถือ แต่คณะปฏิวัติไม่พอใจจึงได้เปลี่ยนแปลงใหม่เป็น
ผู้ว่าราชการ คือ หัวส่วนราชการที่มาควบคุมการบริหารราชการตามนโยบายของรัฐบาล ไม่มีอำนาจในการสั่งการ ติดตามผลและแก้ไขปัญหาที่ไม่ได้เกิดเป็นการประจำ เพียงแต่รับรายงาน แล้วสั่งการลงไปตามระเบียบปฏิบัติ และภายใต้กฎหมายที่ตราไว้ชัดแจ้ง ถ้าเกินหน้าที่ก็ต้องรีบรายงานให้กับกระทรวงมหาดไทย รับทราบ และแก้ปัญหา
แต่ละจังหวัดมีปัญหาไม่ซ้ำซ้อนกัน น่าจะมีอำนาจแก้ไขความมีปัญหานั้นๆ ได้เอง เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ กลับทำไม่ได้ ต้องรายงานเช่นที่ว่าเพื่อขอคำสั่ง ดังกล่าว ซึ่งอาจจะสายเกินแก้ก็ได้
ในแวดวงมหาดไทย ข้า ราชการปกครอง ต่างก็เห็นว่า อำนาจของผู้ว่าไม่มีเอาเสียเลย มานั่งประจำในแต่ละจังหวัด เหมือนกับเป็น เจว็จ ประจำตามศาลเจ้า ยังไงยังงั้น
ดร.อดุล วิเชียรเจริญ อดีตเลขาธิการ และผู้ก่อตั้งคณะศิลปศาสตร์ ใน มธ. อดีตอธิการบดี ม.ศิลปากร กับ อดีตประธานมรดกโลก แห่งองค์การสหประชาชาติ ทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ ขององค์การนี้ด้วย
ดร.ธวัช มกรพงศ์ อดีตอาจารย์วิชารัฐศาสตร์ มธ. อดีต ผู้ว่าราชการ 7 จังหวัด และได้ทำบันทึกมอบให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวิญญู อังคณาจักษ์ ไว้ว่า “ข้าพเจ้านายธวัช มกรพงศ์ ขอทำบันทึกไว้ว่า ข้าพเจ้าขอรับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเท่านั้น ตำแหน่งอื่นแม้จะใหญ่กว่าก็ไม่รับ ถ้าต้องรับก็ขอลาออกไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยตามเดิม”
ดร.หยุด แสงอุทัย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ และสอนวิชานี้ใน มธ. ตลอดมาจนเกษียณอาบุราขการ
ทั้งสามท่าน ได้ย้ำสอนในห้องเรียนว่า “การปกครอง การ เมือง จะโดยระบบใด ถึงจะเป็นมติของมหาชนถ้าไม่ใช้ธรรมนำหน้าบ้านเมืองจะไปไม่รอด เพราะคนหมู่มากถ้าขาดธรรมะ ก็เหมือนเป็นมติของโจร ผลร้ายจึงต้องตกกับประ เทศชาติอย่างหลีกไม่พ้น”
ท่านย้ำว่า ต้องให้อำนาจกับ ผู้ว่า ให้เหมือนสภาพของ เจ้าเมือง ในอดีต จะช่วยให้ชาติมีพลังสร้างสรรคฺ์อย่างใหญ่หลวง