Get Adobe Flash player

ขอทำความเข้าใจ โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

บทความที่ผมเขียนในคอลัมน์ “ตามใจผู้เขียน” ที่ท่านสมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์ บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ “เสรีชัย” ได้ตั้งขึ้น โดยให้เหตุผลว่า

                “ผมมีประสพการณ์มากในหลายรูปแบบ และใช้ชีวิตอยู่หลากหลายสถานที่ ซ้ำเป็นคนที่ชอบแนะนำ อธิบายขยายความให้ผู้อื่นชนิดไม่เหน็ดเหนื่อย และไม่เบื่อ จึงเชื่อได้ว่าไม่มีการซ้ำซาก”

                ผมก็เรียนให้ทราบโดยทั่วกันว่า ข้อเขียนของผมทั้งหมด เป็นความทรงจำจากประสพการณ์ในอดีตล้วนๆ ทั้งจากที่เรียนมาโดยตรง เช่น นักธรรม นิรุกติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ กฎหมายและการบัญชี  วิทยาศาสตร์บางแขนง และที่พิเศษคือ วิชาโหราศาสตร์ กับการใช้สมุนแว้ง สมุลไพรในการรักษา ของหมอแผนโบราณบางประเภท

                ทั้งหมดนี้ ผมได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันในหลายท้องที่เป็นประจำ ทั้งตอนที่ผมรับราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานขององค์การยูซ่อมแห่งประเทศไทย

                ผมรู้มากทำได้มาก ระดับเหมือน “เป็ดที่ว่ายน้ำได้ บินได้ เดินได้ ร้องได้ และรำแพนได้” ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ชนิด “กูรู” ในแต่ละแขนงหรอกครับ

                 ก่อนที่ผมจะมาใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกา ผมมีอาชีพทำหน้าที่เป็น  “สามหมอ”

1.หมอความ เพราะผมเป็นทนายความชั้นหนึ่งนานกว่าสิบปี ทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ที่เป็นผู้ป่วยทางสังคม คือคดีความตามกฎหมาย ที่เขาได้รับ

2.หมอยา แผนโบราณบางแขนง เพราะมีผู้ป่วยทางกายภาพที่ไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาล ซึ่งต้องเสียเวลาในการเดินทางและต้องเสียเงินมากในบางกรณี วิชานี้ผมได้รับการประสิทธิประสาธน์จาก ขุนเดชแพทยาคม ซึ่งเป็นคุณตาของผม ตั้งแต่ผมอายุได้ 6 ปี เรื่อยมาครับ

3.หมอดู เพราะผมเรียนโหราศาสตร์มาจากขุนเดชแพทยาคม (คุณตาของผม) ท่านเจ้าคุณใหญ่วัดท่าโพธิ์ อาจารยอรุณ ลำเพ็ญ (หมอเถาวัลย์) อาจารย์อรุณ เทศถมทรัพย์ อาจารย์สิงห์โต สิณสัณเทศน์ อาจารย์เทพ สาริกบุตร และคณะจารย์จากสมาคมโหราศาสตร์ วัดบวรนิเวศน์ กรุงเทพมหานคร

ท่านอาจารย์เหล่านี้ได้สอนผมมา สรุปความได้ว่า เมื่อเขามีความทุกข์มาจากระบบสังคม ร่างกายและทางจิต เราต้องช่วยเหลือเขาให้รอดพ้นความทุกข์เหล่านั้น เท่าที่เราจะช่วยได้ โดยใช้หลักพรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นเครื่องมือ ห้ามเรียกร้อง หรือรับผลประโยชน์จากเขาเป็นตัวตั้ง จงมุ่งหวังเพียงอานิสงส์ของชีวิต ที่จะเป็นกองทุนในอนาคตชาติของเราเอง เราเป็นหลักยึด

โดยเฉพาะทางโหราศาสตร์ ต้องรับศีลโหรด้วยเพราะศาสตร์นี้ ว่าด้วยดวงดาว ต้องอ่านและอธิบายมุมดาวและองศาดาวแต่ละดวงที่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในดวงชะตา ว่ามีมุมสัมพันธ์กันอย่างไร มากน้อยแค่ไหน มีผลต่อวิถึชีวิตอย่างไรบ้าง อันเป็นหลักดาราศาสตร์ ในส่วนที่มีอิทธิพลต่อสิ่งที่สัมพันธ์กัน ต้องไม่ทำตัวเป็นผู้วิเศษ สามารถรู้บุญกรรมของใครๆ

                เพราะการที่จะเป็น “สัพพัญญู” มันเป็นได้เฉพาะตัว ใครทำใครได้ เป็นหนทางของ “โลกุตระ” ไม่ใช่ทาง “โลกียะ”

                โดยเฉพาะท่านอาจารย์ได้กล่าวย้ำว่า “เขาทุกข์มาหา อย่าใส่ทุกข์ช้ำให้เขา” คืออย่าเรียกหรือรับผลประโยชน์จนเกินสภาพ เกินฐานานุรูปของผู้ป่วย (ทางจิต)

ท่านผู้อ่านอาจจะสังเกตได้ว่า ผมเขียนถึงทางโหราศาสตร์ในคอลัมน์นี้น้อยมาก เพราะถ้าเขียนแบบคลุมจักรวาล บางท่านอาจจะนำไปใช้ในชีวิตเกินความจำเป็นก็ได้ เพราะการที่จะดูดวง ต้องพบกันต่อหน้า ผมจะได้ดูโหงวเฮ้งหรือนรลักข์ประจำตัว และลายมือ ลายเท้าให้ละเอียด เป็นรายๆ ไป ครับ

แต่ขอเรียนว่าเป็นตามมุมและองศาดาวนะครับว่าจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ การเงิน คู่ครอง การงาน รวมทั้งโรคภัย ที่จะพึงมีต่อเจ้าชะตา เพียงใด หรือไม่

                จึงกราบขออภัยต่อท่าน ที่โทรมาสอบถามรายละเอียดในดวงของท่าน เพราะบางโหรได้ทำนายไว้ว่า ท่านจะวิบัติในเรื่องการงาน หรืออะไรๆที่ร้ายๆ ผมก็ไม่สามารถจะบริการได้ตามเหตุผลดังกล่าว ไว้วันไหนที่ท่านสะดวก ก็โทรไปหาผม และนัดหมายในการพบปะกันได้ดีกว่านะครับ

                กราบขอบพระคุณที่บางท่าน ได้กรุณาติติงบทความบางบทที่คลาดเคลื่อน ในวัน เวลา ไปบ้าง ก็จากเหตุผลที่กล่าวตอนต้นครับ.