Get Adobe Flash player

ความทรงจำที่เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

คุณสุนทรา (ต้อย) ยวงศรี น้องสาวที่น่ารัก อดีตเจ้าของร้านอาหารไทยอันลือชื่อ  และเป็นภรรยาของคุณประกิต ผู้สันทัดในวงการนาฏศิลป์ชั้นสูง ได้ค้นคว้ารวบรวมเรื่องบางอย่างที่สังคมอาจจะไม่ทราบในรายละเอียด เกี่ยวกับพระภัทรมหาราชเจ้าในพระบรมโกศ มาเล่าสู่กันฟัง ผมเห็นว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนับสนุนและเป็นคุณูปการต่อสังคมชาติไทยอย่างยิ่ง จึงได้นำมาเผยแพร่ในคอลัมน์เล็กๆ “ตามใจผู้เขียน” ดังที่ท่านได้ทัศนาอยู่ ณ บัดนี้ ครับผม

ณาฒ สหัชชะ 10/20/2016

1.ความยิ่งใหญ่รอบด้านที่ในหลวงได้ทรงแสดงออกมาต่อมวลชนไทยและทั่วโลกที่แสดงถึงอัจฉริยภาพของพระองค์ไม่เคยหมดสิ้น ทั้งเรื่องงา

นในหน้าที่ งานสาธารณะ งานที่พระราชทานแก่มวลชนทุกๆประเภท ได้มาจากสายเลือดและการปลูกฝังของสมเด็จย่าที่เพียรอบรมสั่งสอนว่า "ชื่อภูมิพล" หมายถึง “พลังของแผ่นดิน” ดังนั้นต้องติดดิน ต้องทำอะไรๆได้ทุกอย่างบนผืนแผ่นดิน อันจะก่อให้เกิดหิตานุหิตประโยชน์ต่อมหาชน และต้องทำได้ด้วยตนเอง จึงจะเป็นการสะท้อนให้คนอื่นเห็น ตังแต่ทรงพระเยาว์มา พระองค์ไม่เคยได้ของใช้ ของเล่นจากสมเด็จย่าแบบฟรีๆ ต้องทำเอาเอง เช่น การเก็บออมเงินค่าขนมเพื่อซื้อของเล่นหรือประดิษฐ์เอาเอง เป็นต้น ผลที่ได้ต่อมาตั้งแต่ครองราชย์จนปัจจุบัน ท่านทรงเป็นนักประดิษฐ์เพื่อบริการสาธารณะอย่างกว้างขวาง เช่น กังหันลมชัยพัฒนา การทำฝนเทียม ฯลฯ จนได้รับพระสมัญญานามว่า "king of kings of the world" จากสหประชาชาติ

2.ท่านได้ทรงเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ทั้ง 5 คือ ทรงพระพิชัยมงกุฎ ฉลองพระองค์ราชภัฎ(เสื้อที่ถอถักด้วยทองคำหนักถึง 8 กก.) พระขรรค์ชัยศรี ฉลองพระบาททองคำ และวาลวิชนี(พัด)ทองคำ(ของรัชกาลก่อน ๆ ไม่เหมือนกันทีเดียวต่างไปบ้าง) ถึง 5 ครั้ง ที่ได้ประทับบนพระราชอาสน์ ภายใต้เศวตฉัตร ซึ่งถือว่าครบถ้วนตามโบราณราชประเพณี ครังที่ 1 ตอนเถลิงราชย์ครั้งแรกพระชนมายุ 19 พรรษา ครั้งที่ 2 ตอนกลับจากการศึกษาจากยุโรป เป็นการทรงย้ำในการครองราชย์อย่างสมบูรณ์ เพราะครั้งแรกถือว่ายังไมทรงบรรลุนิติภาวะ ครั้งที่ 3 ตอนทรงลาสิกขาที่ทรงผนวช(การบวชต้องสละราชสมบัติ) เป็นการรับราชสมบัติคืนและเฉลิมฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ครั้งที่ 4 ตอนเฉลิมฉลอง "พระภัทรมหาราชเจ้า" ครั้งที่ 5 ตอนเฉลิมพระมณเทียร

พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ต้องเข้าพิธีอย่างครบเครื่องตอนครองราชย์ครัังเดียว เว้นแต่รัชกาลที่ 3 ไม่เคยทรงเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์แม้แต่ชิ้นเดียว

ไม่เคยได้สถิตย์บนพระราชอาสน์ภายใต้เศวตฉัตร เพราะพระองค์ถือว่า ครองราชย์ "ไว้ให้เขา" หมายถึงไว้ให้น้องชายที่เป็นเจ้าฟ้าชั้นหนึ่ง คือ เจ้าฟ้ามงกุฎ ส่วนพระองค์เป็นเพียงพระองค์เจ้าชาย(ทับ) กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ มีพระมารดาเป็นธิดาของพระยานนทบุรีซึ่งเป็นชาวมอญทั้งเจ้าฟ้ามงกุฎยังทรงพระเยาว์และบวชอยู่ไม่ยอมลาสิกขามารับราชสมบัติ รักษาการอยู่ 27 ปี จน ร.3 สวรรคต เจ้าฟ้ามงกุฎ จึงลาสิกขามารับราชสมบัติเป็น ร.4 ทรงพระราชอำนาจเต็มตามโปราณราชประเพณี เมื่อพระชนมายุได้ 47 พรรษา

3.พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เป็นสวนที่ ร.5 ทรงสร้างเพื่อเป็นการประพาสสวนธรรมดา ยามอยากประพาสป่า จึงสร้างตำหนักไว้หลังเล็กๆ เป็นที่ประทับส่วนพระองค์สมกับนามพระตำหนัก

ร.5 มีพระมเหสีเทวีในสายที่ 1 แห่งราชวงศ์สามพระองค์ ดังนี้

-พระนางเจ้าสุนันทากุมารีรีตน์ คือ พระนางเรือล่มที่ลานเท พระนครศรีอยุธยา

-พระนางเจ้าสว่างวัฒนาวรราชเทวี พระราชมารดาของเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ มกุฎราชกุมารพระองค์แรกของราชวงศ์ สิ้นพระชนม์เมื่ออายุได้ 17 ปี เจ้าฟ้าหญิงสิรินยาเทวี เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช พราะราชบิดา ร.8 ร.9

-พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ พระราชมารดาของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6

-พระองค์เจ้าสวัสดีโสภณ พรอนุชาองค์เล็กองค์เดียว เป็นต้นราชสกุล สวัสดิวัฒน์

-พระตำหนักนี้ ร.5 ได้พระราชทานให้สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาวรราชเทวี พระมเหสีเทวีเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์

 

จึงเป็นมรดกตกทอดมายังเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช พระราชบิดา และตกทอดมายัง ร.9 ตามกฎหมายมรดกปัจจุบันตกทอดมายังสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา

นี่คือสมบัติส่วนพระองค์ที่แท้จริงไม่ได้ตกเป็นมหาสมบัติส่วนพระมหากษัตริย์

พระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ได้รับพระราชทานวังศุโขทัย เป็นที่ประทับตามพระฐานันดร เป็นทางราชการ

ในหลวงท่านได้สร้างสรรค์ผลงานการเกษตร เช่น เลี้ยงปลานิล วัวนม และ ไร่นาสวนผสมในตำหนักนี้ เหมือนเกษตรกรทั่วไป จนดังไปทั้งโลก เพราะมีกษัตริย์พรองค์เดียวที่ทำการเกษตรด้วยพระองค์เอง พระเทพฯ ก็รับมาทำตามพระราชดำริตลอดมา

มีตำหนักที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากัตริย์ เพราะมหาชนสร้างถวายอีกสามแห่งคือ

-ตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์บนดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

-ตำหนักภูพานราชนิเวศน์ บนดอยภูพาน จังหวัดสกลนคร

-ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส

4.การที่ ในหลวง ได้ย้ำถึงนโยบาย "เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา" ต่อชนชาวมุสลิม ในสามจังหวัดภาคใต้ ได้ใจชาวมุสลิมเป็นที่สุด เพราะเป็นการมุ่งตรงเหมือนกับหลักของอิสลาม ที่แปลว่า "สงบสันติ" อย่างเต็มๆ คุณะกรรมการมัสยิดกลาง ได้แถลงว่าในหลวงคือ "เทพเจ้ามาเกิด" จึงได้มีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงชนาดใหญ่ไว้ในมัสยิดกลางที่จังหวัดปัตตานี เป็นครั้งแรกในโลกที่มีรูปเคารพอื่นในมัสยิด เพราะตามกฎแล้วจะมีรูปเคารพอื่นมิได้ มีเพียงดาวและพระจันทร์ครึ่งเสี้่ยวเท่านั้น

5 .มีคำศัพท์สองคำที่ใช้กับพระเจ้าแผ่นดินไทย คือ "สวรรคม และ สวรรคต"

สวรรคม คือ มาจากสวรรค์(เป็นคำสนธิ สวรรค์ + อาคม เมื่อสนธิกันก็ลดรูป) ส่วน สวรรคต คือ ไปสวรรค์(คำสนธิเหมือนกัน สวรรค์ + คต ลดรูป) อันหมายถึง พระเจ้าแผ่นดินของเราทุกพระองค์ เป็น "เทพมาเกิดเพราะสวรรคม ดังนั้น พอหมดบุญก็สวรรคตทันที

แต่ในหลวงค์รัชกาลที่ 9 เทพมาจุติ ในระหว่างทรงความเป็นมนุษย์ ท่านก็ได้เป็นหนึ่งในสี่ของอริยชน คือ เป็น "พระโสดาบัน" คือ สี่คู่ แปดจำพวก "จัตตาริ ปุุริสะยุคานิ อัฎฐ ปิริสปุคคลา" ได้แก่ 1) โสดาปฏิมรรค โสดาปฏิผล  2) สกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล  3) อนาคามีมรรค อนาคามีผล  4) อรหัตมรรค อรหัตผล

ในหลวง เป็นอริยบุคคล กลุ่มแรก ผู้ที่ยืนยันว่าท่านทรงเป็นคือ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาว หลวงพ่อชา และหลวงพ่อพุทธทาส

6.รัชกาลที่ 9 เป็นอิทธิพลของดาวพระเกตุ 9 คือมีความลึกลับไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้คนที่พระเกตุเป็นตัวนำมีความสามารถพิเศษ พลังพิเศษไม่มีใครเสมอเหมือน

1)  อายุ 19 ครองราชย์วันที่ 9 มิถุนายน 2489

2)  ผนวชปี 2499

3)  สวรรคตปี 2559 พระชนมายุ 89

4)  สวรรคตปี 2016 เอาเลขบวกัน ได้ 9

5)  วันที่ 13 ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 11 เอาเลขรวมกันได้ 9

6)  เมื่อเอา 9 คููณ 9 ช้องข้อ 4 กับ 5  ได้ 81 เอา 8 บวก 1 ได้ 9 อยู่ดี

เป็นอัศจรรย์มาก ๆ และ พิเศษด้วย

7.เมื่อคราวที่เสด็จไปประเทศออสเตรเลียของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีนาถ ได้ถูกกดดันจากนักศึกษาบางพวกที่มีทัศนะไม่ชอบประเทศไทย ได้ก่อหวอดในการประท้วงจนสมเด็จพระบรมราชินีแทบทนไม่ไหว ดังนี้

ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามือเย็นเฉียบ หัวใจหวิวๆอย่างไรพิกล รู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัว จนทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะมองขึ้นดูพระพักตร์ท่าน ด้วยความสงสาร และเห็นพระทัย

ในที่สุด ฝืนใจมองขึ้นไปเพื่อถวายกำลังพระทัย แต่แล้วข้าพเจ้านั่นเองแหละที่เป็นผู้ได้กำลังใจกลับคืนมา เพราะมองดูท่านขณะที่ประทับยืนกลางเวที เห็นพระพักตร์ทรงเฉย

ทันใดนั้นเอง คนที่อยู่ในหอประชุมทั้งหมดปรบมือเสียงสนั่นหวั่นไหวคล้ายจะถวายกำลังพระทัยท่าน พอเสียงปรบมือเงียบลง

คราวนี้ ข้าพเจ้ามองขึ้นไปบนเวทีอีก เห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดพระมาลาที่ทรงคู่กับฉลองพระองค์ครุย แล้วหันพระองค์ไปโค้งคำนับกลุ่มที่ส่งเสียงเอะอะอยู่ข้างนอกอย่างงดงามและน่าดูที่สุด

พระพักตร์ยิ้มนิดๆ พระเนตรมีแววเยาะหน่อยๆ แต่พระสุรเสียงราบเรียบยิ่งนัก

'ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมากในการต้อนรับอันอบอุ่น และสุภาพเรียบร้อยที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน'

รับสั่งเพียงเท่านั้นเอง แล้วหันพระองค์มารับสั่งต่อกับผู้ที่นั่งฟังอยู่ในหอประชุม

'ไทย…เป็นประเทศเล็กๆเมื่อเทียบกับออสเตรเลีย แต่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนาน มีอารยธรรมสูงส่งมานาน นานมาก…'

รับสั่งว่า ต้องขอโทษที่จะบอกว่า

(ถึงจังหวะนี้ ทรงหันไปทางผู้ชุมนุม แล้วน้อมพระเศียรลงเล็กน้อย)

'....นานจนข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่า ขณะนั้น ประเทศออสเตรเลียอยู่ที่ไหน…'

ผลปรากฏว่า นักศึกษาเงียบกริบทั้งบริเวณงาน และเปลี่ยนเป็นปรบมือสนั่นหวั่นไหว"

จึงเรียนมาเพื่อโปรดกรุณาทราบ