Get Adobe Flash player

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ‘อดีต’คือสิ่งยืนยันว่า‘โลกหมุน’จริง!

Font Size:

ฉะนั้น อย่าปฏิเสธอดีต..... จงใช้อดีตเป็น "สารตั้งต้น" ปัจจุบัน และใช้ปัจจุบันเป็น "สารเร่ง" สู่อนาคตที่ไม่ผิดพลาด "อดีต" เป็นรอยหมุน "มีคุณ" สถานเดียว! เป็นครูที่ไม่ต้องจ้าง สอนทุกอย่าง ส่วนจะสอนดี-สอนไม่ดี ไม่ได้อยู่ที่อดีตแต่อยู่ที่ตัวคนเรียนตะหากว่า จะเรียนรู้เอาเขลา หรือเอาปัญญา?

กรณี "หมุดฯ ลานพระบรมรูปหายไปไหน" หลายเดือนก่อน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ back to the future 2475 ตื่นตัวเรียนประวัติศาสตร์ "คณะราษฎร" เปลี่ยนแปลงการปกครองและค้นหา "ตัวบุคคล" ในเหตุการณ์นั้นกันมากผมเอ่ยพระนาม "สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ" คงไม่มีผู้เจริญแล้วท่านใด บอกว่า "ไม่รู้จัก" กระมัง?

พระองค์ทรงเป็นคนไทยบุคคลแรก..........."ยูเนสโก" ยกย่องให้เป็น "บุคคลสำคัญของโลก" ในฐานะพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย "วังวรดิศ" แถวๆ ตลาดสะพานขาว คือที่ประทับพระองค์ท่านปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์และหอสมุด สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพช่วงนี้ อยู่ในวาระครบ 33 ปี "วังวรดิศ" รับพระราชทานรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์มีอะไรอยากให้ท่านอ่าน ผมไม่ได้เขียนเอง หากแต่มีผู้บันทึกไว้ ดังนี้

"อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต"ความเชื่อมโยงชีวิตชาติและคน

....................................

ในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพมหานคร บนถนนหลานหลวงท่ามกลางตึกรามอาคารพาณิชย์ มีพื้นที่สีเขียวอยู่แปลงหนึ่งซึ่งเป็นที่หมายตาของนายทุนและชาวต่างชาติ เงินจำนวนมหาศาลถูกเสนอแล้วเสนออีก

แต่คำตอบคือ ไม่เพราะเจ้าของเห็นว่า ควรรักษาไว้เป็นสมบัติของวงศ์ตระกูลและสมบัติของชาติ ภายใต้ร่มเงาของเหล่าแมกไม้นั้น คือ "วังวรดิศ" ที่ประทับของ "สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ" บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งตกทอดมาแล้ว 4 รุ่นปัจจุบันอยู่ในการดูแลของเจ้าของวังทายาทชั้นปนัดดา (ชั้นเหลน) คือ "หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล" รวมอายุวังถึง 104 ปี

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล หรือ "คุณเหลน" ทายาทรุ่นเหลนซึ่งครอบครองดูแลวังอยู่ในปัจจุบัน พร้อมภริยาและบุตรชายได้เปิดวังต้อนรับแขกเหรื่อ เพื่อเปิดตัวหนังสือ "เรื่องเล่าจากวังวรดิศ" ธีมงานย้อนยุคโดยผู้เข้าร่วมงานแต่งกายชุดไทยสมัยรัชกาลที่ 5 สร้างบรรยากาศให้เข้ากับเรื่องราวในงานวันนั้น ที่ ม.ล.ปนัดดา เตรียมเรื่องราวของวังวรดิศที่ผ่านเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์มาเล่าให้ฟัง"วังวรดิศ" มีอายุ 104 ปีเคยใช้เป็นที่ถวายการรับรองการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมของ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" หลายรัชกาล ตลอดจนพระราชวงศ์จากต่างประเทศอีกทั้งได้ใช้เป็นที่ฝึกฝนนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง ในการศึกษาวัฒนธรรมตะวันตกการเรียนรู้ภาษา ก่อนที่จะจากบ้านเมืองไปศึกษาต่อยังต่างประเทศและ "วังวรดิศ" ยังผ่านเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมืองมาหลายครั้งยกตัวอย่างสำคัญ คือ วังวรดิศ กับเหตุการณ์ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ที่คุณเหลน เล่าความว่า

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เช้าวันนั้น สมเด็จทวดกำลังประทับเสวยพระกระยาหารที่ระเบียงวังทางทิศใต้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์" รีบเสด็จมาหาสมเด็จทวด แล้วตรัสถามว่า"ทรงทราบหรือไม่ว่ามีการยึดอำนาจในพระนครแล้ว" สมเด็จทวดตรัสอย่างพระทัยเย็น และยังชวนกันเสวยพระกระยาหารเช้า แต่เสวยได้เพียงไม่กี่คำก็มีคณะทหารเข้ามาล้อมวังไว้แล้วทั้งสองพระองค์ ก็ถูกเชิญเสด็จให้ไปประทับที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า ทรงเป็นองค์ประกันนั่นเอง

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง..... บ้านเมืองเปลี่ยนไปมาก ความเป็นอยู่ภายในวังก็ลำบาก อีกทั้ง "สมเด็จทวด" ท่านทรงมีลูกศิษย์ลูกหามากรวมถึงข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ที่รักและผูกพันกับพระองค์ท่าน ใครจะมาเยี่ยมหรือมาเฝ้าที่วัง ก็จะเกิดความลำบากใจเพราะมีตำรวจนอกเครื่องแบบ คอยมาแอบจดชื่อเพื่อไปรายงานว่าใครมาเข้าเฝ้าบ้างในแต่ละวันบางคนจึงแอบไปเข้าทางหลังวัง ซอยด้านตรงข้ามวัดสระเกศ (ภูเขาทอง) ชื่อถนนดำรงรักษ์ในปัจจุบันเพราะทางสายนั้น สามารถเชื่อมเข้าประตูด้านหลังของวังได้ แต่ก็ยังถูกจดชื่อรายงานอยู่นั่นเอง

"สมเด็จทวด" จึงได้ตัดสินพระทัยว่า "ไม่อยู่เสียดีกว่า" จะได้สบายใจด้วยกันทุกฝ่าย หากท่านอยู่แล้วเขาไม่มาหาก็จะกลายเป็นคนเนรคุณอกตัญญูท่านจึงตัดสินพระทัย เสด็จไปประทับที่เกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง..... ขณะนั้น คุณพ่อเพิ่งเรียนจบจากประเทศสหราชอาณาจักร และจะเดินทางกลับประเทศไทยโดยทางเรือ (หม่อมราชวงศ์ สังขดิศ ดิศกุล-เปลว)

"สมเด็จทวด" ทรงทราบข่าว จึงรับสั่งให้เข้าเฝ้าที่เกาะปีนังเสียก่อน ซึ่งจะมีลูกหลานเพียงไม่กี่คนที่ได้ไปเข้าเฝ้าครั้งนั้น ท่านทรงดีพระทัยมาก ขนาดเสด็จขึ้นไปรับคุณพ่อถึงบนเรือคุณพ่อเล่าว่า ท่านเห็น "สมเด็จทวด" ทรงกันแสงด้วยความดีพระทัยมีความปลื้มใจในความสำเร็จขณะนั้น ความเป็นอยู่ภายในวังวรดิศที่กรุงเทพมหานครอยู่ในช่วงลำบากมาก ถึงขนาดต้องเป็นหนี้เป็นสิน"สมเด็จทวด" ทรงแนะนำให้คุณพ่อกลับไปแก้ปัญหาเพราะพระองค์ท่านยังไม่เสด็จกลับ ยังคงประทับต่อที่ปีนัง (รวมเวลาที่ประทับอยู่ที่ปีนัง 9 ปีเศษ) คุณพ่อจึงกลับมาแก้ปัญหาด้วยความวิริยะจนผ่านพ้นช่วงวิกฤตนั้นมาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง และด้วยปรัชญาความพอเพียงอย่างแท้จริงตลอดห้วงเวลาการรับราชการ ท่านประทับอยู่ที่ปีนังจนทรงพระชราภาพมาก จึงตัดสินใจส่งพระรูปมาอำลาลูกหลานที่วังวรดิศและมีการสั่งเสียอย่างครบถ้วน เมื่อสิ้นพระชนม์จะให้ดำเนินการกับพระศพอย่างไรแต่ถือว่าเป็นโชคดี ในช่วงปีสุดท้ายกองทัพญี่ปุ่นมีความเห็นใจสงสารและทราบว่าทรงเป็นที่เคารพนับถือของคนไทย และลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมากโดยทราบว่า พระองค์ทรงพระประชวรมากแล้ว จึงได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้เสด็จกลับสู่ประเทศไทยขั้นตอนผ่านด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ยังถูกเจ้าหน้าที่เรียกให้สมเด็จฯ ออกจากรถที่ประทับ ซึ่งเป็นรถคันเล็กๆ ที่ประทับมากับพระธิดา เจ้าหน้าที่บอกให้ขึ้นมาบนโรงพักเพื่อรายงานตัวว่าได้กลับมาสู่ประเทศไทย แต่ท่านยังไม่ทันได้ขึ้น เพราะ ม.จ.พูนพิศมัย ร้องไห้ บอกว่า

"นี่หรือที่สมเด็จฯ ได้ทำประโยชน์หลายอย่างไว้ให้กับชาติบ้านเมืองด้วยความจงรักภักดีและกตัญญูรู้คุณ"

ขณะนั้น มีนายตำรวจผู้ใหญ่นายหนึ่งที่รู้จักท่านส่งเสียงดังลั่นทันทีว่า "ฝ่าพระบาทไม่ต้องเสด็จขึ้นไปรายงานตัวบนโรงพัก เดี๋ยวเกล้ากระหม่อมจะเป็นธุระจัดการเรื่องนี้ให้ทั้งสิ้น ขอให้ทรงสบายพระทัยเกล้ากระหม่อมเป็นศิษย์ของใต้ฝ่าพระบาทที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ"

เมื่อกลับมาถึงพระนคร..... เป็นปีที่น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ วังวรดิศก็ถูกน้ำท่วม ก่อนจะเสด็จกลับวัง ได้ประทับเรือแจวไปที่ปราสาทพระเทพบิดร ในพระบรมมหาราชวังเพื่อไปกราบบังคมทูลพระบรมอัฐิ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทุกรัชกาลว่า "ข้าพระพุทธเจ้าได้กลับคืนสู่ประเทศไทยแล้ว ที่ห่างเหินไปร่วม 10 ปีด้วยสาเหตุว่า ลูกศิษย์จะมาเยี่ยม จะทำให้เขาลำบากใจเป็นอันตรายต่อตำแหน่งหน้าที่ ไม่มาก็จะกลายเป็นคนเนรคุณ อกตัญญูสู้ไม่อยู่เสียดีกว่า"

คุณพ่อพูดให้ฟังว่า..... "สมเด็จทวด" ทรงลำบากในช่วงปลายของพระชนมชีพกลับมาประทับที่วังวรดิศได้ประมาณ 1 ปี ก็สิ้นพระชนม์ในขณะที่เป็นช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพาและสงครามโลกม.จ.พูนพิศมัย วันๆ ไม่ทำอะไร พอหวอดังที ก็คอยช่วยกันยกพระโกศศพ เพราะกลัวแรงระเบิดจะเป็นภยันตราย ยกไปที่โน่นที ที่นี่ที ในวังวรดิศด้วยความรักและความผูกพันที่คุณพ่อมีต่อ "สมเด็จทวด" และวังนี้เองคุณพ่อจึงทำทุกอย่าง เพื่อที่จะรักษาวังอันเป็นมรดกของสมเด็จทวดไว้ "ไม่ยอมขาย" ทั้งๆ ที่มีคนติดต่อมาขอซื้อ ขอเช่ามากมาย

ประการสำคัญ คือ คุณพ่อรับราชการมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและไม่มีความโลภโมโทสันวังจึงกลับกลายมาเป็น "พิพิธภัณฑ์แหล่งเรียนรู้" หรือ "โรงเรียนดำรงราชานุภาพ" ทันทีในปี 2520 ที่พ่อเกษียณอายุราชการจากการดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญ ผู้มีอำนาจเต็มประจำประเทศสมาพันธรัฐสวิส และนครรัฐวาติกันตราบจนทุกวันนี้ ที่ข้าราชการจากหลายกระทรวง รัฐวิสาหกิจและลูกหลานเยาวชน ครูอาจารย์กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มาศึกษาเรียนรู้โดยไม่มีการเสียค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น

ฟังไป คิดภาพตามไป "เรื่องเล่า" แสนประทับใจ จากอดีตที่คุณเหลนเล่านั้นนำความซาบซึ้งมายังแขกเหรื่อกว่า 100 ชีวิตที่แต่งกายย้อนยุคนั่งอยู่ในวังวรดิศในวันนั้น จนแทบน้ำตาร่วงกันเลยทีเดียว

(บทคัดย่อ:บันทึกความทรงจำเมื่อวันงานจากนวลมณี "ความดีงามมอบให้ไว้แก่ลูกหลาน")

มีข้อความแนบท้ายเรื่องนี้ ว่า..... แม้ท่านจะจากกระผมและครอบครัวไปแล้วหลายปี แต่ความเสียสละ อุทิศ ทุ่มเทที่เป็นแบบอย่างของการปฏิบัติหน้าที่ราชการสนองพระเดชพระคุณประเทศชาติ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและจงรักภักดี ไม่เคยเลือนรางจากไปไหนตราบทุกวันนี้กระผมขอต้อนรับคณะข้าราชการ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจหลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส. รุ่นที่๖๙) ทุกท่าน วันจันทร์ที่ ๑๕พ.ค.๖๐ เวลา ๑๒.๔๕ น. ณ วังวรดิศ ถนนหลานหลวง เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายครับ..."กระผม" ในที่นี้ คือ "คุณเหลน" ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาฯ ผู้เล่าเรื่องทั้งหมดนี่แหละ

สิ่งที่เรียนรู้จากอดีต คือ........."บรรพชน" สร้างเพื่อให้ "คนรุ่นใหม่" ทำลายเพื่อฮุบ!

(ที่มา คอลัมน์ ‘คนปลายซอย’ โดย เปลว สีเงิน นสพ.ไทยโพสต์)