Get Adobe Flash player

เส้นทางชีวิตของศิลปินดัง โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

ชีวิตของแต่ละคนเหมือนถูกกำหนดมาแล้วจากพระเจ้า หรือ กรรมเก่า ว่าจะต้องเป็นไปในทางไหน เด่นดังหรือ ดับ ทั้งที่เจ้าตัวก็ไม่เคยใฝ่ฝันในวิถึทางนั้นๆ มาก่อนเลย

ในอดีตย้อนหลังไปเพียงเจ็ดสิบปีเศษๆ การที่จะก้าวชีวิตมาเป็นดารานักแสดง ดารานักร้อง ต่างเข้ามาในวงการยากมาก เพราะในวงการเขาก็จะเฟ้นคนที่มีแววไปในทางนั้นๆ และนำเข้ามาฝึกแบบเอาเป็นเอาตายด้วยกรรมวิธีหลายอย่างจนเหลือแต่แก่นแท้ของการแสดงนั้นๆ เพราะเหตุนี้ บรรดานักแสดงและนักร้องรุ่นเก่าเขาถึงดังเป็นอมตะ เข่นหนุ่มชาวนาบ้านนอกจากพระนครศรีอยธยาสามทานคือ

คุณบุญชู สัตยวงศ์ เป็นเด็กขนเครื่อง ยกฉากอยู่สองปี จึงได้ขยับมาเป็นนักแสดงละครเวทีศาลาเฉลิมกรุง แต่มาเป็นเพียงตัวที่พอออกฉากก็โดนยิง หรือ ฟันตาย เท่านั้น พอขึ้นปีที่สาม บังเอิญพระเอกละครสั้นเรื่องหนึ่งเกิดมีปัญหา ไม่ยอมแสดง เวลาก็จะถึงเปิดฉาก หัวหน้าก็จับ คุณบุญชู ออกแสดงแก้ขัด ผลปรากฎว่าเขาแสดงได้ดีเยี่ยมคนที่ชมหน้าเวทีปรบมือต้อนรับและเชียร์กันอย่างกึกก้อง หลังจากนั้นเขาก็ได้แจ้งเกิดเป็นนักแสดงเต็มตัวในตำแหน่งพระเอก ในนาม “สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์”  และต่อมาก็เป็นพระเอกผู้ยิ่งใหญ่ในวงการภาพยนตร์

พิทยา เทียมเศวต เอก หรือ กรีพงศ์ เทียมเศวต เป็นเด็กหนุ่มร่างสันทัดผิวคล้ำหน้าคม มีหน้าที่ขนเครี่องฉายภาพยนตร์และเครื่องมือต่างๆ ในกองถ่ายของอัศวินภาพยนตร์ และบางครั้งเมื่อตัวประกอบที่เข้ากล้องแบบ “โป้งแอะ” ขาด ท่านมุ้ยก็มีคำสั่งเรียกให้เอกเข้ามาทำแทน ออกจะบ่อยหน่อย อยู่มาวันหนึ่งพระเอกที่จะมาแสดงในภาพยนต์เรื่อง “มันมากับความมืด” เบี้ยวสัญญา ท่านมุ้ยก็สั่งให้เอกลองแสดงดู ปรากฎว่า การแสดงเข้าตาท่านมุ้ยและคณะในกองถ่ายอย่างยิ่ง เมื่อนำภาพยนตร์ออกฉาย ก็มีการแนะนำพระเอกใหม่ “สรพงษ์ ชาตรี” ท่านมุ้ยได้เอาพระนามของท่านสองพยางค์มาเป็นนามสกุลพระเอกใหม่ด้วย มหาชนทั่วประเทศต่างต้อนรับกันอย่างมโหฬาร หลังจากนั้นเขาก็เป็นพระเอกภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ติดต่อกันมา 600 เรื่อง ได้รับตุ๊กตาทองถึงสามตัว และได้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปการแสดงเมื่อ พ.ศ. 2551 ทั้งได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ศิลปศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา จากมหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา อีกด้วย ที่พิเศษอีกอย่างคือเขาเป็นลูกเขยกรุงเทพมหานคร จันทบุรี และนครราชสีมา น่าทึงจริงๆ

หนุ่มอีกคนเป็นคนบางปะอิน มีศักดิ์เป็นอาของ ดร.อิสระ มธุรส ผู้มีวิสัยทัศน์ในทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมยอดเยี่ยม เป็นน้องรักศิษย์เก่าชิคาโก คาลิฟอเนียร์ และอินเดียน่า อาคน นี้มีอดีตเป็นพระเอกยี่เก มีศิลปการแสดง ร้องรำทำเพลงชนิดหนึ่งไม่มีสอง ได้ภรรยายอดรักหวังจะยึดเป็นเรือนใจ แต่เจอแม่ยายเขี้ยวสุดๆ ต้องจำใจจาก “สุดระกำระทมอมอุรา หนีเมียจากมาด้วยระอาแม่ยาย เราเป็นเขยถูกแม่ชัง ดังเป็นควาย อกลูกผู้ชายแสนอายยามอับอาภัพยากจน..” ซมชานเข้ากรุงเทพฯ มาสมัครเป็นลูกหาบในวงดนตรี “จุฬารัตน์” และที่นี่เองเขาก็ได้เกิดเป็นนักร้องดังยังกับพลุ เช่น เพลง “บัวตูมบัวบาน” “น้ำตาลาไทร” และที่พิเศษคือ เพลง “จำใจจาก” ที่ยำแม่ยายจนลือลั่นไปเลย ดังเนื้อร้องข้างต้น ครับ เขาคือ บุญสม พรภิรมย์ หรือ พร ภืรมย์ ยอดนักแหล่ นั่นแหละครับ ต่อมาเป็นภิกษุ ครองสมณศักดิ์ระดับพระราชาคณะ จนหมดอายุขัย เลยครับ

วันหน้าผมจะนำเส้นทางชีวิตของศิลปิน และนักเขียนจากเมืองนครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี มาเล่าสู่กันฟังอีกชุดหนึ่งครับ ได้แก่ นคร มงคลายน นคร ถนอมทรัพย์ (กุงกาดิน) บดินทร์ กัญญามาลย์ (ดอกดิน) ปรีชา บุณยเกียรติ และ สุรินทร์ เจริญปุระ(รุจน์ รณภพ) ซึ่งท่านก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว เพียงแต่ผมนำบางมุมมาเล่าสู่กันฟัง ในฐานะที่เขาเหล่านั้น เป็น “คนของประชาชน” ครับ