Get Adobe Flash player

ข้าวอินทรีย์ “ขวัญน้ำอ้อม” ต้นแบบเกษตรไทย ทำดีไม่มีจน โดย โดย:บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

Font Size:

ใครว่าอาชีพเกษตรกรทำแล้วมีแต่จน ไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้ ทว่า“วิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนน้ำอ้อม”แห่ง ต.น้ำอ้อม จ.ยโสธร พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าขอเพียงรวมกลุ่มกันให้เข้มแข็ง มีการวางแผนการผลิตดีมองให้ขาดว่าตลาดต้องการอะไร สินค้าอันเป็นผลผลิตจากเกษตรกรรมย่อมทำเงินและสร้างเนื้อสร้างตัวให้เกษตรกรได้อย่างแน่นอน

กว่าจะมารวมตัวกัน เป็นเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเข้มแข็งเช่นวันนี้ “สายันต์ สีถาน” ในฐานะกรรมการและการตลาดเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนน้ำอ้อม ต.น้ำอ้อม จ.ยโสธร เล่าว่าในอดีตนั้นเกษตรกรในชุมชนเคยปลูกข้าวโดยใช้สารเคมีมาก่อน ทั้งปุ๋ยเคมีสารกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช ผลกระทบที่ตามมาคือเกิดการปนเปื้อนในผลผลิตและแหล่งน้ำ รวมถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรพลอยย่้ำแย่ตามไปด้วย

จนเมื่อปี พ.ศ. 2542 ชาวบ้านหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง บทสรุปที่ได้คือ การเปลี่ยนมาปลูกข้าวตามแนวทาง “เกษตรอินทรีย์” เพื่อลดต้นทุนในการซื้อสารเคมี ใช้เวลาประมาณ 4 ปี ในการปรับปรุงบำรุงดินค่อยๆ ลดการใช้สารเคมีลง และเติมจุลินทรีย์ ปุ๋ยพืชสด และมูลสัตว์ลงไปทดแทนจนดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิม

ข้าวอินทรีย์ที่ปลูกได้จากดินที่ดี ไม่ทำให้ชาวนาตำบลน้ำอ้อมต้องผิดหวัง เพราะได้ทั้ง “ราคา” และ “มูลค่า” ที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อข้าวอินทรีย์จัดเป็นสินค้าระดับบนในตลาด เฉพาะกลุ่มโดยเฉพาะในหมู่ผู้รักสุขภาพที่ต้องการบริโภคข้าวอินทรีย์ปลอดสารเคมี ทางเครือข่ายจึงสามารถกำหนดราคาขายข้าวอินทรีย์ได้เองไม่ต้องพึ่งพามาตรการภาครัฐ หรือราคาผันผวนไปตามกลไกตลาด

“ยอมรับว่าช่วงแรกไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรแต่พอลงมือทำ มันเห็นผลจริงๆ เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราเพิ่งปรับกระบวนการปลูกข้าวอินทรีย์แบบใหม่จากนาหว่านที่เคยใช้เมล็ดพันธุ์ 25-30 กิโลกรัมต่อไร่เปลี่ยนมาเป็นนาหยอดข้าวแห้งที่ใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 5-10 กิโลกรัมต่อไร่จึงช่วยลดต้นทุนด้านเมล็ดพันธุ์ในการปลูก ไปได้มากโดยใช้วิธีหยอดเมล็ดพันธุ์ด้วยเครื่องจักรสอดรับกับนโยบายภาครัฐ ที่ต้องการให้ใช้เทคโนโลยีในการทำเกษตรยุค 4.0

ที่สำคัญเราได้ผลผลิตต่อไร่ที่ดีกว่าจากนาหว่านที่ได้ 500 กิโลกรัม เพิ่มเป็น 600-700 กิโลกรัมเมื่อทำนาหยอดสภาพดินก็ร่วนขึ้นเมื่อหันมาใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ ปุ๋ยคอกส่วนยาฆ่าแมลงก็ทำเองจากสารสกัดธรรมชาติทำให้ต้นทุนในการทำนาลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมต้องลงทุนไร่ละ 4,800บาท ตอนนี้เหลือ 2,400 บาท ทำให้ชาวนามีเงินเหลือมากขึ้น”

สายันต์เล่าต่อว่า เมื่อดินดีพร้อมจะผลิตข้าวอินทรีย์ป้อนสู่ตลาดทางกลุ่มได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนเมื่อปี พ.ศ.2552 ขณะนี้มีเนื้อที่ปลูกข้าว รวมกว่า 20,000 ไร่ได้รับการรับรองเป็นพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ 80% มีโรงสีชุมชนและโรงบรรจุภัณฑ์ข้าวอินทรีย์จดทะเบียนภายใต้ตรา “ขวัญน้ำอ้อม” ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่ม 937 ครัวเรือน ครอบคลุม 5 จังหวัด คือ ยโสธรบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอำนาจเจริญ จาก 4 ตำบล 3 อำเภอโดยสมาชิกเกิน 80% อยู่ในตำบลน้ำอ้อม จ.ยโสธร

สำหรับกำลังการผลิตข้าวในปัจจุบัน มีข้าวเปลือกอินทรีย์อยู่ราว 4,000-5,000 ตันต่อปี เพื่อผลิตเป็นสินค้าตามออเดอร์ลูกค้าภายใต้ตรา“ขวัญน้ำอ้อม” ประกอบด้วยข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวกล้องมะลิแดงอินทรีย์ข้าวกล้องสามสี ข้าวมะลินิลอินทรีย์และตระกูลข้าวแข็งที่นิยมนำไปผลิตเป็นเส้นพาสต้าและเส้นบะหมี่ส่วนผลิตภัณฑ์เด่นของกลุ่มต้องยกให้แก่ “ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้” จ.ยโสธรซึ่งส่งออกไปต่างประเทศเป็นหลักกว่า 90% อาทิ ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม ออสเตรียเนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง ไต้หวัน เป็นต้น

ทั้งนี้ ข้าวอินทรีย์ “ขวัญน้ำอ้อม” ได้รับการคัดสรรเป็นสินค้า OTOP ระดับ 4 ดาว และได้รับอนุญาตให้ใช้สัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (Geographical Indications : GI) สำหรับข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งออกโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาอีกทั้ง สินค้ายังได้รับการยอมรับในตลาดสากลการันตีด้วยมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จาก BCS/USDA สหภาพยุโรปและได้เป็นหนึ่งในสมาชิกตลาดการค้ายุติธรรม หรือแฟร์เทรด (FLO) ทั้งยังได้ใบรับการตรวจรับรองแปลงปลูกข้าวมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ จากสถาบันรับรองเกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรปหรือ สถาบัน BCS ประเทศเยอรมนีอีกด้วย

“ทุกวันนี้ทางกลุ่มได้นำระบบ QR Code มาใช้เพื่อทำระบบสืบย้อนกลับจากมือผู้บริโภค ถึงแหล่งผลิตโดยจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างยโสธร กับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติรวมไปถึงสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการตรวจสอบสินค้าไปยังผู้บริโภค เมื่อสแกน QR Code บนบรรจุภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ทั้ง 6 ชนิดผู้บริโภคจะได้เห็นข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ของชุมชนและทราบว่าข้าวชนิดนี้มาจากนาแปลงไหน ผลิตอย่างไรซึ่งช่วยสร้างตัวตนให้กับชาวนาตำบลน้ำอ้อมอย่างมาก ทั้งยังเป็นช่องทางในการส่งเสริมการขายได้อีกด้วย”

ทั้งหมดแสดงให้เห็น ถึงก้าวย่างที่สำคัญของเกษตรกรไทยในการยกระดับคุณภาพสินค้า และเป็นแบบอย่างในการรักษาเสถียรภาพของราคาผลผลิตทางการเกษตรแบบยั่งยืนในอนาคต สายันต์บอกว่าปัจจุบันทางกลุ่มให้ความเป็นธรรมกับสมาชิก โดยได้ตั้งราคารับซื้อข้าวเปลือกอินทรีย์จากสมาชิกตามปริมาณสัดส่วนอยู่ที่ 14-15 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาสูงกว่าข้าวที่ปลูกปกติทั่วไป นอกจากนี้ทางกลุ่มยังไม่เคยมีปัญหาเรื่องข้าวค้างสต๊อกเพราะจะทำผลผลิตตามออเดอร์เท่านั้น และขายปีต่อปีโดยมีระบบการขายตามลำดับที่ลูกค้าสั่งจะไม่ผลิตออกมาจนล้นตลาดไม่มีใครรับซื้อเด็ดขาด

อย่างไรก็ดีที่ผ่านมา ทางกลุ่มเคยประสบปัญหาเรื่องเงินทุนเพื่อจะรับซื้อข้าวจากสมาชิก จำต้องอาศัยเงินกู้เพิ่มจึงได้หันหน้าเข้าปรึกษาธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนที่ใกล้ตัวเกษตรกรมากที่สุดด้วยความที่สมาชิกมีความเข้มแข็ง มีแผนธุรกิจที่ชัดเจนจึงได้เงินทุนเพิ่มมาอีก 3.5 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เงินก้อนแรกยังไม่เพียงพอต่อการนำไปต่อยอดธุรกิจ จำเป็นต้องขอสินเชื่อเพิ่มอีก ซึ่งทางบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย.เข้ามามีบทบาทสำคัญช่วยเหลือในเรื่องค้ำประกันเงินกู้ให้แทน ในโครงการ “หนึ่งตำบลหนึ่ง SME เกษตร” ผลักดันกลุ่มให้ได้รับเงินทุนมาหมุนเวียนในธุรกิจเพิ่มอีก 18.5 ล้านบาทช่วยเสริมสภาพคล่องสามารถรับซื้อข้าวของสมาชิกเพื่อรอการขายได้มากขึ้น

“หากเราไม่ได้รับการช่วยเหลือจาก บสย.ทางสมาชิกก็จะยังคงติดปัญหาเรื่อยไป เพราะด้วยเงินทุนที่ทางกลุ่มมีนั้นไม่เพียงพอต่อผลผลิตที่ทางกลุ่มนำมาขายให้ได้ต้องขอขอบคุณ บสย. อย่างมากกับการสนับสนุนการค้ำประกันเงินทุนให้กับทางกลุ่ม ซึ่งช่วยต่อชีวิตให้สมาชิกได้มีรายได้และทำมาหาเลี้ยงชีพต่อไป”

สำหรับสมาชิกใหม่ ที่ต้องการเข้าร่วมกลุ่มกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนน้ำอ้อมนั้นจำเป็นต้องผ่านเกณฑ์การตัดสิน และผ่านระเบียบการคัดเลือก จากคณะกรรมการก่อนเพราะทางกลุ่มต้องการได้เกษตรกรที่มีความตั้งใจจริง และพร้อมทุ่มเทให้แก่การปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เพียงเข้ามา เพื่อหวังผลประโยชน์ด้านราคาและกำไรในการขายข้าวเนื่องจากทางกลุ่ม เน้นการควบคุมคุณภาพในการปลูกข้าวเป็นสำคัญ

สุดท้าย สายันต์ย้ำว่าการทำเกษตรอินทรีย์ คือ “ทางรอด” ไม่ใช่ “ทางเลือก” ของเกษตรกรไทยเพราะการทำเกษตรอินทรีย์มีต้นทุนต่ำ แต่ให้ผลผลิตสูง แถมมอบสุขภาพที่ดีราคาที่ดี และสร้างพลังในการต่อรองตลาดให้กับกลุ่มเกษตรกรได้เพียงพลิกมุมคิดใช้ “ตลาด” เป็นต้นทางไปกำหนดกำลังการผลิตรับรองว่าเกษตรกรจะสามารถยืนได้ด้วยขาของตนเองอย่างเข้มแข็งมีรายได้ที่มั่นคงและชีวิตที่ยั่งยืนได้อย่างแน่นอน

สนใจสั่งซื้อข้าวสามารถติดต่อได้ที่ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนน้ำอ้อม อ.ค้อวัง จ.ยโสธรโทร.045-756-980, 085-222-7553 หรือ E-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. เฟสบุ๊คเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนน้ำอ้อม