Get Adobe Flash player

ยี..กับสัญญาใจ โดย : ป. ปัญญาชน

Font Size:

                ดีใจอย่างมากที่ได้พบปะแฟนพันธุ์แท้หลายท่านเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ถึงแม้ส่วนมากจะเป็นผู้สูงอายุก็ตาม เหมือนหยดน้ำใสสะอาดหวานชื่นใจปานน้ำทิพย์จากสวรรค์ที่หยดใส่หัวใจที่เกือบ จะเหือดแห้ง...ไม่มีอะไรจะให้กำลังใจแก่คนเขียนหนังสือได้ดีกว่านี้อีกแล้ว ....

                การได้พูดคุยกับผู้สูงวัยนั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะเหมือนกับเรากำลังพูดคุยกับแหล่งความรู้ ปัญญาจากประสบการณ์จริงของชีวิต เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์

                ผิดกับคนพันธุ์ใหม่พวกมนุษย์ก้มหน้า ทั้งหลายในสมัยนี้ที่มักไม่ยอมพูดไม่ยอมคุย เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเฝ้าดู คอยกดเจ้ามือถือ เฟซ ไลน์ หรืออะไรต่อมิอะไรยุ่งไปหมด ดูๆไปก็ที่น่าเวทนามากเหมือนคนติดเกมส์หรือเสพติดเทคโนโลยีใหม่ๆ จนไม่สามารถมีความสัมพันธ์แบบปกติกับคนอื่นเหมือนที่ผ่านๆมาในอดีต  

                การเรียนรู้ตามทันเทคโนโลยีใหม่ๆนั้นเป็นเรื่องที่ดีหากใช้ให้เป็นประโยชน์ สะดวกสบายกว่าหลายสมัยที่ผ่านมา แต่หากมัวแต่หมกมุ่นมากจนเกินไปก็ทำให้เกิดผลเสียได้เหมือนกัน มัวแต่เล่นเกมส์หรือติดจนงอมแงม ลืมแม้กระทั่งคนที่อยู่เคียงข้าง หรือรอบๆตัวในครอบครัว จนเกิดปัญญาตามมาดังเป็นข่าวในสื่อต่างๆทุกวันนี้ .....

                เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง สื่อนอกตีข่าว เด็กหญิงวัย 13 ปีชาวอินเดีย ตัดสินใจทำร้ายตัวเองถึงเสียชีวิต สาเหตุจากถูกคุณแม่ห้ามเล่นเฟซ.แถมให้ลบบัญชีออกอีกด้วย โทษฐานหมกมุ่นกับการแซทกับเพื่อนๆในสังคมออนไลน์มากเกินไปจนไม่สนใจทำอะไรอื่น.....

                คุณยาย พุ่ม วัย 98 ปี รูปร่างบอบบางสมส่วน สุขภาพยังดี สามารถเดินเหินได้เองถึงแม้จะช้าหน่อย ความจำยังใช้ได้ดี เล่าให้ฟังว่า มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งชื่อ

                ยี เดินทางมาจากประเทศจีนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตั้งแต่อายุเพียงหกเจ็ดขวบพร้อมแม่ ส่วนพ่อนั้นถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารในระยะนั้น ต้องรอนแรมมาบนเรือใบโดยสารพร้อมกับผู้โดย ผู้ใหญ่และเด็กจำนวนมาก

                ระหว่างทางโดนพายุฝนถล่มจนเรือเกือบล่มหลายต่อหลายครั้ง จนไม่รู้ว่าเรือกำลังลอยลำอยู่ในประเทศใด เพื่อความอยู่รอดไต๋ก๋งสั่งลูกเรือ ที่เป็นผู้ใหญ่เอาของหนักๆโยนทิ้งทะเล บอกว่าเพื่อให้เรือมันเบาลงจะได้ไม่จมน้ำ โต้คลื่นยักษ์ให้มันล่องลอยต่อไปได้

                น่ากลัวมาก ไหนจะต้องคอยระวังพวกทหารญี่ปุ่น หากพบเจอคงไม่รอดเหมือนกัน อีกใจก็หวั่นไหวต่อคลื่นลมทะเลที่ถาโถมเข้าใส่ เรียกว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะรอดตายมาได้อย่างไร

                เสียงหวีดร้องด้วยความกลัว ตะโกนเสียงดังของผู้โดยสารราวกับแผ่นดินไหว ทำให้ผู้คนบนเรือเกือบจะเป็นบ้าเพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมันรุนแรงเกินคาด แม้แต่ไต้ก๋งเรือก็ต้องทำงานหนักเป็นพิเศษ พร้อมเสียงตะโกน สั่งคนโน้นคนนี้ยุ่งไปหมด

                ส่วนฝ่ายผู้ช่วยในเรือหลายคนต้องทำงานหนักเป็นพิเศษ บางรายโดนกระแสน้ำคลื่นยักษ์ซัดเซไปเซมาเกือบตกลงในทะเลหลายครั้ง เป็นที่เสียวไส้อย่างยิ่ง

                พอคลื่นลมสงบไต๋ก๋งบอกว่า

                "ยังไม่รู้ว่าพวกเรากำลังอยู่ในเขตน่านน้ำของประเทศใด"

                พวกลูกเรือได้ยินต่างก็ตื่นตระหนกกันใหญ่ กลัวทหารญี่ปุ่นก็กลัว แถมยังไม่รู้ว่าขณะนั้นอยู่ที่ไหนอีก โอ๊ย...มันอะไรกันขนาดนั้น !

                ในไม่ช้า...น้ำดื่มก็หมด ทีนี้ยุ่งกันใหญ่ ไต๋ก๋งสั่งให้ทุกคนปัสสาวะใส่ถัง ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องปัสสาวะใส่ถัง พอมารู้ทีหลัง โอ๊ย...เป็นลมดีกว่า เพราะเขาจะเก็บไว้ให้ดื่มกินแทนน้ำ

                "แหม..คิดถึงแล้วจะเป็นบ้าตาย..."

                ส่วน จงโพ่ (พ่อครัว) บอกว่าต่อไปนี้จนกว่าจะถึงฝั่ง เราไม่มีอะไรกินแล้ว อาหารเหลือน้อยเต็มที ต้องกินปลาตากแดด ปลาแห้งอย่างเดียว ประทังชีวิต ลองหลับตาคิดดูสิมันจะขนาดไหน กินปลาแห้งกับน้ำฉุนๆแบบนั้น !....

                ยาย แสง นั่งฟังอยู่ใกล้ๆแทรกขึ้น

                "แล้ว..เรือลอยอยู่ในมหาสมุทรนานไหม?"

                ยายพุ่มเล่าต่อ         "เห็นเขาบอกว่า หลายเดือนเหมือนกัน ความจริงไม่รู้หรอกว่ากี่เดือน เท่าที่เขารู้สึกมันเหมือนตลอดชีวิตเลย นานเหลือเกิน...เห็นแต่น้ำกับฟ้าเท่านั้น"

                และแล้ว...ในที่สุดก็มาถึงเมืองไทย เข้ามาถึงท่าเรือกรุงเทพฯตรงแถวๆยานนาวา บางรักนั่นพอดี แต่...ซวยอีกแล้ว พอขึ้นฝั่งได้นึกว่ารอดตายแล้วดีใจกันใหญ่ ที่ไหนได้โดนเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกวาดเอาไปเข้าตารางอีก แม้แต่เด็กๆอย่างเราก็ต้องเข้าไปด้วย

                ทีนี้ต้องรอคนมารับรอง คนที่มีญาติพี่น้องก็เร็วหน่อยมารับรองแล้วก็ออกไปได้ ส่วนไอ้ยีกับแม่เนื่องจากไม่มีญาติพี่น้องอยู่ในเมืองไทยเลย ต้องให้เพื่อนของญาติอีกทีมารับรอง กว่าจะออก มาได้ เสียเวลาไปหลายวัน สูดอากาศหายใจในกรุงเทพฯได้เต็มปอดเสียที

                เนื่องจากบอบช้ำอย่างมากมายจากการรอนแรมในทะเลมหาสมุทรมาหลายเดือน ทำให้แม่ต้องล้มเจ็บลงกะทันหัน ต้องนอนซมอยู่กับที่พักชั่วคราวของเพื่อนของญาติ

                เรื่องไปหาหมอไปโรงพยาบาลนั้นเลิกพูดถึงเลย เพราะเราไม่มีเงินติดตัวมามากมายเหมือนคนอื่น อีกอย่างก็ไปไหนไม่ถูกนอกจากแถวบางรักและเยาวราชเท่านั้น ดังนั้นด้วยการไถ่ถามคนแถวนั้น จึงได้หาแต่หมอแมะ (หมอจีน) แถวนั้น เอายาแผนโบราณมาต้มด้วยหม้อดินปั้นให้เหลือน้ำเพียงครึ่งถ้วยน้ำเท่านั้น แล้วให้แม่กิน

                กินหลายสิบครั้ง แม่ก็ค่อยๆดีขึ้น แต่ไม่ได้หายขาด แม่ยังอ่อนแอ แต่อดทนมาก แม้ยังไม่แข็งแรงก็ได้ความรู้จากเพื่อนบ้านว่ามีสวนฝรั่งอยู่แถวตรอกจันทร์....

                ดังนั้นแม่ก็เลยไปรับฝรั่งจากสวนในตรอกจันทร์มาวางขายตามริมทางเดิน ครั้งแรกก็แถวๆบางรักก่อน พอขายได้บ้างแม่ก็ดีใจ เพราะนั่นหมายถึงค่าเช่าหรืออาหารสำหรับเราสองคนในแต่ละวัน ขายผลไม้ฝรั่งอยู่พักใหญ่ๆแม่ก็ไปรับผลไม้อย่างอื่นมาเพิ่มเติม เช่น พวกส้ม ลูกเงาะ เป็นต้น

                ...หลายปีผ่านไป ไอ้ยีโตเป็นสาวเกือบยี่สิบแล้ว เลยแบ่งส่วนหนึ่งไปตั้งขายอีกที่หนึ่งเพื่อจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ด้วยความขยันถึงแม้จะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ก็สามารถทำหามากินค้าขายได้ ทำให้มีรายได้พอเพียงสำหรับดำรงชีพอยู่ได้อย่างไม่ขัดสนแต่ประการใด

                มีอยู่วันหนึ่ง ไอ้ยีมันกำลังยืนขายฝรั่งอยู่ก็มีลูกค้ามายืนอออยู่หลายคน ส่วนมากก็เป็นหนุ่มๆที่มาขายขนมจีบนั่นแหละ จนทำให้ยีถึงกับเกิดอาการเขิน เลยถูกมีดเฉาะฝรั่งเข้าที่ฝ่ามือ คือเวลาคนซื้อต้องเฉาะให้เป็นซีกๆแล้วใส่ถุงกระดาษให้ ต้องไปเย็บถึงเกือบสิบเข็ม

                หลังจากวันนั้นยีและแม่ก็เปลี่ยนอาชีพไปเรื่อยๆ อะไรที่คว้าได้ก็คว้าไว้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเดินสายขายอาหารตักตามงานวัดหรืองานงิ้วตามสถานที่ต่างๆแม้แต่ต่างจังหวัดก็ไป และไม่นานนักสองแม่ลูกก็สามารถเก็บเงินสดซื้อห้องแถวได้ห้องหนึ่งและท้ายสุดก่อนแม่จะเสียชีวิตได้กลายมาเป็นคนรับเดินโพลหวยใต้ดิน ทำให้ร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว...

                ...เพื่อให้สั้นเข้า เรื่องของยีนั้นมีมากมาย...ยีก็รับงานแทนแม่เรื่อยมา วันหนึ่งไปรับหวยแถวโรงน้ำชาเยาวราชได้รับเด็กชายคนหนึ่งซึ่งแม่ทำงานในโรงน้ำชามาเป็นลูกบุญธรรม ยีตั้งชื่อให้ว่า ตี๋ จนแล้วจนรอดยีก็ไม่แต่งงานสักที เพราะมัวแต่ทำหามากิน

                พอสิ้นแม่ก็กลับมาทำหน้าที่แม่ให้กับตี๋อีก เวลาผ่านไปรวดเร็วมาก ตี๋เติบโตเป็นวัยรุ่นแล้ว ส่วนยีก็แก่เฒ่าไปตามอายุ เจ้าตี๋เป็นเด็กเกเร ยิ่งมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมของนักพนันนักเล่นหวยใต้ดิน เลยกลายเป็นเด็กไม่เอาไหน

                ไอ้ตี๋ตอนหลังสุดมันติดการพนัน เล่นบอล เล่นไพ่ตามบ่อนเถื่อนต่างๆจนบางครั้งไม่มีตังค์ก็มาขอแม่ยี เวลาไม่มีจะให้มันถึงกับทำร้ายเอา...

                เวรกรรมจริงๆ เจ้าตี๋มันก็รู้มาจากไหนไม่รู้ว่า มันไม่ใช่ลูกแท้ๆของยี มันก็ยิ่งกวนประสาทใหญ่ วันหนึ่งๆก็เอาแต่เล่นการพนัน ติดจนงอมแงม เวลาต้องการเงินก็มาขอยีทุกที เป็นแบบนี้มานานมาก จนยีมันทนแทบไม่ไหว ไล่มันออกจากบ้าน มันก็ไม่ยอมไป มันก็ตามตอแยกับยีอยู่เรื่อยไป

                ความจริงเจ้ายีมันทำมาหากินหลายอย่างด้วยกัน จนมีเงินเก็บมากมายพอสมควร แต่มันไม่ยอมให้เจ้าตี๋ เพราะรู้ว่าถ้าให้มันก็หมดอีกจนได้ การพนันไม่เคยทำให้ใครรวยและสุขสบายสักคนเดียว ด้วยเหตุนี้เจ้ายีเลยมีเงินสดมากมายแอบซุกซ่อนไว้

                มันบอกยายว่า ไม่เคยเข้าโรงเรียน อ่านหนังสือไม่ออก ไม่อยากไปธนาคาร จะซื้ออะไรก็ใช้เงินสดหมด ด้วยเหตุนี้ตอนหลังมันก็เอาเงินมาฝากยายไว้ ทั้งหมดเกือบสองล้านบาทได้มั๊ง บอกว่าถ้าหากมันตายก็เอาไปให้เจ้าตี๋ทำทุนแต่ต้องแน่ใจว่าไอ้ตี๋มันเลิกเล่นการพนันร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว...

                ยายพุ่มทิ้งท้ายไว้น่าคิดว่า พอมันตายข้าไม่รู้จะเอาเงินคืนมันได้ยังไง จะให้เจ้าตี๋มันก็ยังไม่เลิกเล่นการพนัน ข้าไม่อยากจะทำผิดสัญญากับไอยีเพื่อนรักของยาย ในที่สุดไม่รู้จะทำอย่างไรดี นาทีสุดท้ายตอนมันตาย ไปร่วมงานฝังศพของไอ้ยี ยายก็ไม่อยากเป็นหนี้ใคร ไม่อยากผิดสัญญากับใคร โดยเฉพาะกับเพื่อนรักยิ่งของยายคนนี้ สงสารมันจริงๆ เลยตัดสินใจ

                 "เขียนเช็คสองล้านใส่ไว้ในหลุมฝังพร้อมกับศพของมัน..ให้ไปเบิกเอง...."