Get Adobe Flash player

ใคร..ทำร้ายตี๋ใหญ่ ? โดย : ป. ปัญญาชน

Font Size:

               จู่ๆอากาศเกิดร้อนตับแตกขึ้นมาซะงั้น ขณะปั่นต้นฉบับอยู่นี้ยังเหงื่อแตกพลักๆ แบบนี้คงสร้างจินตนาการได้ยากเหมือนกัน แต่..ทำยังไงได้ เมื่อมันเป็นหน้าที่ก็ต้องทำ จะมัวแต่ยักย้ายส่ายสะโพกเต้นสามช่า...ผัดผ่อนไปเขียนวันอื่นคงไม่ทัน เพราะยุคนี้อะไรต่อมิอะไรมันเปลี่ยนเร็วมากชนิดเป็นนาทีต่อนาทีแล้ว ขืนชักช้า..มีหวังตกงาน !

               นาย ก๊ก วัย 86 ปี นอนเอกเขนกอยู่บนเตียงพับผ้าใบวางอยู่ข้างโต๊ะทำงานตัวเก่าที่เคยนั่งมานานแสนนานมาแล้ว แวดล้อมด้วยชิ้นส่วนอาหลั่ยรถยี่ห้อต่างๆและเครื่องชิ้นส่วนเครื่องมือจักรกลตามพื้นซีเมนต์ ด้านข้างเป็นตู้ยาวในตู้กระจกทั้งสองข้างเต็มไปด้วยสินค้าดังกล่าวเต็มรกรุงรังตามแบบที่เคยเห็นในร้านขายอาหลั่ยรถยนต์ในบ้านเรา

               "อาเล้ง ไอ้ตี๋ใหญ่มันไปไหนเช้านี้?" นายก๊กเอ่ยถามภรรยาซึ่งกำลังชงน้ำชาเอาใจอยู่ข้างๆด้วยความสงสัย

               "ไม่รู้เหมือนกัน มันไม่ได้บอก เดี๋ยวถามให้"

               อาเล้งส่งเสียงคล้ายตะโกนถามลูกๆซึ่งกำลังคุยกับลูกค้าอยู่ตรงหน้าตู้กระจกยาวสำหรับวางโชว์สินค้าอาหลั่ยชนิดต่างๆ แข่งกับเสียงรถที่วิ่งไปมาบนถนนหน้าบ้านห้องแถว

               "ใครรู้บ้างว่าไอ้ตี๋ใหญ่มันหายไปไหน?"

               เสียงตะโกนตอบจากหน้าร้าน

               "เฮียแกไปทำกิจกรรมบัณฑิตอาสาสมัครกับเพื่อนๆในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด เห็นบอกว่าจะไปหลายวันเหมือนกัน" นายก๊กแทรกขึ้นมา

               "แล้วมันจะกลับมาวันไหน" เสียงเด็กในร้านตะโกนตอบแข่งกับเสียงรถยนต์

               "เฮียไม่ได้บอกครับ"

               นายก๊ก ผู้พ่อ ความจริงแกไม่ได้เรียนหนังสือไทย อ่านได้เฉพาะภาษาจีนเท่านั้น แต่ด้วยความอดทนขยันขันแข็งเป็นลูกจ้างร้านขายอาหลั่ยแถวเยาวราชมาก่อน

               หลังจากมีประสบการณ์และได้พบปะลูกค้าทั้งผู้ขายส่งและขายปลีกถึงกว่าสามสิบปี ในที่สุดเมื่อมีโอกาสโดยการสนับสนุนของเพื่อนๆเขาได้เปิดร้านขายอาหลั่ยของตนเอง

               ตอนแรกก็ขายเพียงบางชิ้นที่แกรู้จักอย่างดี ต่อมาได้ขยายกิจการเป็นตัวแทนจำหน่ายอาหลั่ยของรถหลายยี่ห้อ แกมีลูกสามสี่คนเป็นลูกชายล้วนๆ ไม่มีลูกสาวเลย

               ลูกๆก็เติบโตไล่ๆกัน กลายเป็นกำลังช่วยเหลือกิจการงานในครอบครัวได้อย่างดีเยี่ยม จนกลายเป็นร้านที่ได้รับความเชื่อถือ ขายดิบขายดีในทุกวันนี้

               เรื่องการเงินหรือรายได้ตลอดค่าใช้จ่ายต่างๆก็ใช้ในกงสี (ส่วนรวม) ตลอดมา ลูกๆก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างไร ใครต้องการใช้เงินเพื่อการใดก็ตาม เบิกเอาจากพ่อได้ตลอดโดยไม่มีการสอบถามแต่ประการใด แถมยังไม่ต้องมีบัญชีอีกด้วย อาหารการกินก็กินด้วยกันโดยมีแม่ครัวคอยดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ เวลามีปัญหาอะไรก็มักใช้เวลากินข้าวเย็นนั่นแหละ พูดคุยกัน

               ก๊ก ถอนหายใจเฮือกใหญ่ กล่าวช้าๆอย่างเบื่อหน่ายกับภรรยา

               "อั้วไม่เข้าใจลูกคนนี้ ทำไมมันไม่ชอบค้าขาย ทั้งๆที่เราก็มีกิจการให้มันทำ ตั้งใจจะให้มันคุมธุรกิจของเรา แต่มันกลับชอบไปทำกิจกรรมอาสาสมัคร ชอบไปต่างจังหวัดบ่อยๆ เห็นมันบอกว่าอยากไปอยู่กับธรรมชาติใช้ชีวิตเงียบๆ ไม่อยากทำการค้าเพราะยุ่งยาก...มันไม่ชอบชีวิตแบบนี้.."

               ภรรยาได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย เพราะรู้สึกเหนื่อยหน่ายในการพูดโน้มน้าวให้ลูกชายคนโตมาเป็นผู้จัดการแทนสามีซึ่งแก่ชรามากแล้ว อยากจะวางมือในกิจการงานทั้งหมด เพื่อพักผ่อนสักทีหลังจากที่ต้องทำงานหนักมาตลอดชีวิต เอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันหน้ามามองสามีซึ่งนอนพักผ่อนอยู่

               "เราก็พยายามแล้ว ช่างมันเหอะ มันอยากทำอะไรก็ให้มันทำตามใจมันก็แล้วกัน แต่คิดว่าหากมันกลับมาเราลองพูดกับมันหน่อยว่า มันไม่ชอบทำการค้าด้านนี้ ลองดูว่ามันชอบทำอะไร มัวแต่ไปช่วยคนยากคนจนตามจังหวัดต่างๆก็ตามใจมัน แล้วมันจะได้อะไรตอบแทน..แปลกจริงๆ ไอ้ลูกคนนี้"

               ตี๋ใหญ่ หรือเพื่อนๆในมหาวิทยาลัยมักเรียกชื่อเล่นว่า ใหญ่ เป็นคนที่มีอัธยาศัยดี ค่อนข้างจะเป็นคนติดดิน ลุยไปกับเพื่อนๆ ทำกิจกรรมอาสาสมัครด้วยไฟแรง

               ขณะนี้ก็ใกล้รับปริญญาแล้ว แต่ยังคงเป็นบัณฑิตอาสาสมัครอยู่เหมือนเดิม ใหญ่มีเพื่อนสาวอยู่คนหนึ่งที่ระยะหลังสนิทสนมเข้ากันด้วยดี มีอะไรก็มักจะปรึกษาหารือ เปิดเผยให้รู้ซึ่งกันและกันได้

               ด้วยความสนิทสนมใกล้ชิดนี่เอง ทำให้กลายเป็นความเข้าใจและกลายเป็นความรักหวานชื่น ใบตาล รูปร่างหน้าตาบอบบาง สูงโปร่งแต่ดูแข็งแกร่ง ผิวดำแดง ดวงตากลมโต หน้าหวานดูยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา ไว้ผมยาวพองาม

               ทั้งคู่เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้เข้าสู่พิธีสมรสอย่างเรียบง่าย เพียงเชิญญาติๆของทั้งสองฝ่ายและเพื่อนๆที่สนิทสนมเข้าร่วมในงานสมรสเท่านั้น โดยไม่ได้จัดงานใหญ่โตตามโรงแรมหรูๆเหมือนเพื่อนๆอีกหลายราย

               "พี่ใหญ่ พี่แน่ใจหรือว่าจะไปอยู่กับตาลที่บ้านแม่"

               ตาลถามสามีอีกครั้งเพื่อความแน่ใจหลังจากที่เขาบอกว่าจะไปอยู่ต่างจังหวัดไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ อีกอย่างเนื่องจากตาลต้องการกลับไปอยู่ต่างจังหวัดซึ่งมีเพียงแม่ดูแลสวนยางอยู่ตามลำพัง

               "แน่ใจตาล พี่ไปอยู่กับตาลที่สวนยาง แม่มีสวนยางถึงห้าสิบกว่าไร่ เราไปอยู่กับท่าน ช่วย กันดูแลทำสวนยางดีกว่าที่จะให้ตาลมาอยู่ที่กรุงเทพฯทำงานอยู่กับครอบครัวของพี่ ถึงแม้จะต้องแหกกฎกันบ้างก็ไม่เป็นไร พี่จะพูดกับพ่อแม่เอง ท่านเป็นคนจีน เวลาแต่งลูกสะใภ้ต้องมาอยู่กับครอบครัวฝ่ายสามี แต่นี่ก็กรณีพิเศษ คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ไหนๆน้องๆของพี่ก็สามารถรับภาระการงานของพ่อแม่ที่นี่ได้"

               ตาลดีใจอย่างยิ่งที่สามีจะไปอยู่เพื่อช่วยแม่และตาลดูแลสวนยางที่ทางใต้ซึ่งความจริงมีถึง 70 ไร่ ตั้งแต่พ่อจากไปแม่ก็ดูแลอยู่คนเดียว โดยจ้างคนงานตัดยาง (กรีดยาง)แทน โดยแบ่งผล ประโยชน์กับคนตัดยางห้าสิบห้าสิบ ซึ่งก็พอกินพอใช้ได้อย่างสบายๆ แถมมีเงินส่งเสียตาลจนสำเร็จการศึกษามาจนตราบทุกวันนี้....

               ....หลายปีผ่านไป บัดนี้ใหญ่ผันตัวเองจากพ่อค้าอาหลั่ยมาเป็นชาวสวนยางเต็มตัว กลางวันก็นอนพักเอาแรง เช้ามืดก็ออกกรีดยางเหมือนเพื่อนบ้านทั่วไป เวลาฝนตกหรือหน้าร้อนมากต้นผลัดใบก็ไม่ได้ทำอะไรมากนัก

               ต้องนอนแต่หัวค่ำเพื่อตื่นเช้ามืดไปสวนไปกรีดยางเหมือนคนงานทั่วไป เมื่อได้น้ำยางก็เอาไปตากเป็นยางแผ่น หรือ น้ำนำยางไปขายยังแหล่งรับซื้อซึ่งอยู่ตามหมู่บ้าน

               เนื่องจากใหญ่เป็นคนขยันขันแข็ง มีความคิดริเริ่มและนักพัฒนาซึ่งเขาเคยทำมาตลอดตั้งแต่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย ดังนั้น ไม่ช้าเขาก็ได้ปรับปรุงพื้นที่บางส่วนมาปลูกผักปลูกพืชไร่อย่างอื่นแซมไปด้วย...

               สมัยนั้น นับว่ามีอยู่เพียงครอบครัวใหญ่เท่านั้นที่เริ่มขยับขยายไปปลูกสวนครัว ขุดบ่อเลี้ยงปลา จนกระทั่งสามารถนำผักไปขายได้เป็นรายได้เสริม

               อยากกินอะไรก็ไม่ต้องไปซื้ออีกต่อไป พืชผักสวนครัวมีพร้อมในที่ดินของตนเอง จนเป็นที่เล่าลือไปทั่วทั้งบาง และต่อมาที่บ้านขยับขยายเป็นที่เรียนรู้สำหรับการทำสวนผสมผสาน ซึ่งทำให้หลายๆครอบครัวทำตามต่างก็อยู่ได้อย่างสบาย

               ถึงแม้ราคายางจะตกต่ำลงในระยะหลัง แต่ละครอบครัวก็ไม่เดือดร้อนมากมายอะไรนัก เพราะนอกจากได้น้ำยางขายแล้ว ยังมีพืชผัก ผลไม้อีกหลายชนิดเป็นรายได้เสริมด้วย

               เรื่องนี้ทำให้ใหญ่สามารถเข้ากับชาวบ้านได้อย่างดี ต่างให้ความนับถือเป็นเพื่อนอย่างดี จนถึงกับเรียกเขาว่า อาจารย์ใหญ่ เพราะชีวิตเขามีแต่ให้ ใครเดือดร้อนอะไรใหญ่ก็ให้ความช่วย เหลือหรือแม้แต่วิชาความรู้ในเรื่องการทำเกษตรก็สอนให้โดยไม่คิดเงินแต่ประการใด...

               เช้ามืดวันนี้เมื่อใหญ่ตื่นนอน หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จก็คว้าชุดกรีดยาง พร้อมด้วยตะเกียงใส่หัว มีดตัดยาง เพื่อออกไปปฏิบัติงานในสวนยางเหมือนทุกวันที่ผ่านมา ความจริงก็มีคนช่วยงานอยู่หลายคน แต่เขาก็อยากลงมือลงไม้ด้วยตัวเองอีกแรง คิดว่าอย่างไรก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ

               "พี่ๆ อย่าลืมวันนี้ฉันมีนัดในเมือง จะมีประชุมครู"

               ใหญ่หันมาตามเสียงภรรยาที่เรียก

               "เดี๋ยวสายๆจะกลับมารับ พี่จะขับรถไปส่ง"

               ใหญ่รู้สึกมีความสุขยิ่งนัก มองไปรอบตัวมีแต่ป่าสวนยางรายรอบด้วยต้นไม้นานาชนิด เช่นมะละกอ มะม่วง ต้นกล้วย และพืชสวนครัวอีกหลาย ดอกไม้กำลังบานส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว บ้านใหญ่หลังคามุงด้วยหญ้าแห้งและใบจาก...

               ตลอดชีวิตไม่เคยเป็นศัตรูกับใคร ชีวิตช่างมีความสุขจริงๆ เสี้ยววินาทีนั้นใหญ่ได้ยินใครก็ไม่รู้ร้องสั่ง..และนั่นคือนาทีสุดท้ายของเขา..ในโลกนี้...           

               .... แม้แต่ตำรวจและชาวบ้านไม่รู้ว่าใครสั่ง...?  "ยิงตุ๋มเสียนิ !"

--------------------------------