Get Adobe Flash player

ชีวิตยามเหงา..เดียวดาย โดย : ป. ปัญญาชน

Font Size:

                หลายวันที่ผ่านมานี้ จู่ๆร่างกาย จิตใจ อารมณ์ เหมือนถูกเจ้าความเหงา เศร้า โดดเดี่ยว ทุบกระแทกเข้าหาอย่างรุนแรงแทบแหลกลาญไปอย่างไม่มีชิ้นดี แถมเกิดเป็นโรคทันสมัยกับเขาด้วยอีกอย่าง นั่นคือ อาการปวดหลัง แทบจะนั่งไม่ได้เอาทีเดียว

                พายุ ไม่เข้าใจว่าทำไมเวลาเจอมรสุมชีวิตมันถึงได้มีอะไรต่อมิอะไรเพิ่มเติมหรือเข้ามาพร้อมๆกันเสมอ ประการหลังนั้นเขาพอจะเข้าใจได้ เพราะเขายังต้องทำงานหนักยกของเป็นประจำเนื่องจากนั่นเป็นอาชีพ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างมากก็เพียงระมัดระวังเวลาทำงานให้มากขึ้น

                แต่..อาการซึมเศร้านั้น มันยากที่จะเข้าใจ อย่าว่าแต่คนอื่นหรือคนในสังคมรอบข้างไม่สามารถเข้าใจได้ แม้แต่ตัวเขาเองก็เช่นกัน ทั้งๆที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาผ่านศึกสงครามกับชีวิตที่ลุ่มๆดอนๆมาตลอด แต่ก็ไม่เคยท้อหรือตำหนิตัวเอง โดยถือคติประจำใจว่า

                การตัดสินใจผิดร้อยครั้ง ดีกว่าคนที่ไม่กล้าตัดสินใจเลย !

                ยามชนะก็ไม่ได้ดีใจจนเกินเหตุ เวลาแพ้ชนิดหมดเนื้อหมดตัวก็ไม่เคยเสียใจ เพราะนั่นเป็นเพราะตัวเองที่กระทำโดยการตัดสินใจเอง ไม่เคยโทษใคร....

                เขามีหัวใจที่หล่อมาก เขาเกิดมาเท่าที่จำความได้ เขามีแต่ให้กับให้ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวพ่อแม่พี่น้อง แม้แต่เพื่อนฝูง ยามจำเป็นเขาเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ทุกคนจะเข้ามาหาและจะไม่พบกับคำว่า ผิดหวัง กลับไป

                จากนั้นเขาก็จะลืมสิ่งดีๆที่เขาทำไป ไม่เคยจดจำ ถือว่านั่นเรื่องธรรมดาที่สุดสำหรับคนที่พอมีก็น่าแบ่งปันให้กับคนอื่นๆบ้างก็เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งวิเศษอะไรนักหนา....

                อาจเป็นเพราะเขาเป็นลูกคนโตของครอบครัว จึงต้องรับผิดชอบน้องๆและเกือบทุกเรื่องในครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก พ่อซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวได้หายออกจากบ้าน หรือ หย่าร้างกับแม่ก็สุดที่จะเข้าใจได้ ถามแม่ก็ไม่เคยบอกอะไรมากไปกว่า พ่อตายไปแล้ว...

                ด้วยความยากจนและหน้าที่รับผิดชอบต่อครอบครัว ทำให้พายุแกร่งเกินเด็ก เขาทำทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อช่วยแม่จุนเจือครอบครัว

                พายุเล่าให้ฟังต่อไปว่า

                "ต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่เรียนชั้นประถม เพื่อช่วยแม่ขายกล้วยปิ้งที่หน้าตลอดสดแห่งหนึ่งเลี้ยงครอบครัว หนักเอาเบาสู้ แม้กระทั่งยอมเป็นเด็กซื้อโอเลี้ยงให้กับนักพนันในบ่อนแห่งหนึ่งในใจกลางกรุงเทพฯหลังจากช่วยแม่ตอนกลางวัน"

                จนกระทั่งได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของบ่อนเถื่อนแห่งนี้ให้รับหน้าที่ดูต้นทาง หากเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจ ซึ่งรับความไว้วางใจจากเสียเล้งจนสุดท้ายกลายมาเป็นคนสนิทของลูกพี่ไปอย่างเต็มตัว ไปไหนมาไหนมีลูกน้องติดตามคุ้มกันหลายคน

                "พี่ยุ..วันนี้ต้องระวังหน่อย สายข่าวรายงานมาว่ามีสายลับปะปนอยู่กับพวกเรา"

                พายุพยักหน้ารับรู้ พร้อมกับออกคำสั่ง

                "แล้วพวกเอ็งสงสัยใครบ้าง"

                ลูกน้องหลายคนต่างส่ายหน้า "กำลังมองๆอยู่เหมือนกัน"

                "ถ้างั้น ตรวจสายข่าวของเราให้ดีอีกทีแล้วกัน"

                เหตุการณ์ร้ายต่างๆพากันทยอยกันเข้ามาแต่เช้า พายุถูกเรียกตัวเข้าพบเสี่ยเล้ง เขาข้ามผ่านประตูเหล็กดัดด้านข้าง ส่วนประตูใหญ่นั้นยังปิดแน่น....

                ....นี่เป็นครั้งแรกที่เสี่ยให้มาพบที่บ้านพัก เขากวาดสายตาไปทั่วบริเวณ ตรงกลางบ้านหลังใหญ่เป็นสนามหญ้า ต้นไม้ใหญ่หลายต้นแผ่กิ่งก้านสาขาไปปกคลุมเกือบทั่วบริเวณ ด้านขวามือเป็นห้องเล่นบิลเลียด ซึ่งมีทั้งวัยรุ่นและขาใหญ่หลายคนกำลังเล่นกันอย่างเคร่งเครียด

                เขาเดินไปที่บ้านใหญ่ตามทางเท้าที่ราดด้วยปูนซีเมนต์ เข้าประตูไปภายในก็ดูเหมือนสำนักงานทั่วไป มีพนักงานทั้งหญิงและชายนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะ มีพนักงานต้อนรับนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ ถามเขาว่า

                "จะมาพบใครหรือคะ" "ผมพายุ เสี่ยให้มาพบครับ"

                "มีรหัสไหม" เขาบอกรหัสลับที่ใช้สำหรับในบ่อน "งั้นคอยเดี๋ยวนะ ไปบอกเสี่ยก่อน"

                พายุหันไปมองรอบๆที่ทำงาน ด้วยหัวใจที่ตื่นเต้นไม่น้อย เพราะไม่รู้ว่าจะมีเรื่องอะไรสำคัญหรือว่าจะต้องตกงาน หรือเสี่ยจะให้ไปทำอะไรพิเศษ ได้แต่คาดเดาไปต่างๆนานา

                เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง เขายังคงนั่งรออยู่ที่เก้าอี้รับแขกด้านนอก ห่างออกไปจากเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ติดริมหน้าต่างข้างฝา สามารถมองเห็นต้นไม้รอบๆรั้วบ้านร่มรื่นสบายตา

                แอร์เย็นเฉียบพัดมากระทบผิวจนรู้สึกหนาว เขาเคลิ้มหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ในฝันเขาเห็นแม่กำลังได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัสจากอะไรไม่รู้ เลือดสีแดงสดๆกระจายไปทั่วร่าง แม่ร้องเรียกชื่อเขาอย่างเจ็บปวด...

                "ไอ้ยุ ! ช่วยแม่ด้วย"

                เขาสดุ้งตกใจตื่นขึ้น เหงื่อแตกพลักๆ เขาดีใจมากที่เป็นเพียงความฝัน แต่ลึกๆแล้วเขาไม่แน่ใจ เพราะไม่เคยคิดถึงเรื่องแบบนี้มาก่อน ทำไมมันถึงได้ฝันร้ายขนาดนี้

                เขาคิดถึงแม่ขึ้นมาทันทีทันใด เป็นห่วงอย่างบอกไม่ถูก ระยะหลังเห็นแม่บอกว่าไม่ค่อยสบายแต่เขาก็ไม่เคยถามว่า แม่เป็นอะไร ได้แต่บอกเพียงให้แม่พักหรือหายากินเท่านั้นเอง

                เมื่ออดทนต่อความเรียกร้องของหัวใจไม่ไหว เขาเดินออกจากห้องนั้นทันใดโดยไม่ได้บอกใครเลย เดินเหมือนวิ่งไปที่วินมอเตอร์ไซค์แล้วรีบกลับไปหาแม่ที่แผงขายกล้วยทอดหน้าตลาดสด

เขาเร่งคนขับ

                "รีบๆหน่อย..เรื่องด่วน"

                คนขี่จักรยานยนต์รับจ้างหันหน้ามามอง ทำท่าไม่สบอารมณ์

                "จะรีบไปไหน ใครๆก็รีบทั้งนั้นแหละ"

                พายุชักมีอารมณ์ ตะคอกเสียงดัง

                "มึงจะเอาอย่างไงกันแน่ เวลาให้ขับช้าก็ดันขับเร็ว เวลาข้าต้องการเร็วมึงทำใจเย็นอยากขับช้า ถ้ายังอยากขับแถวนี้อีก ไม่ต้องพูด...ไปเลย...เร็ว"

                พอมาถึงที่หน้าตลาด เขาลงจากรถจ่ายค่าโดยสารเสร็จก็รีบวิ่งไปหาแม่ที่แผง ภาพที่เห็นไม่มีแม่อยู่ที่นั่น เขาใจหายว๊าบ...เขายังไม่ทันได้ถามแม่ค้าหรือคนแถวนั้น กลับมีเสียงตะโกนบอกกันจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง

                "เร็วๆ แม่เอ็ง เป็นลมล้มลงเมื่อกี้"

                พายุรีบถามอย่างตกอกตกใจ

                "แล้วแม่อยู่ไหนตอนนี้"

                "พวกเราที่นี่พาไปโรงพยาบาลแล้ว สงสัยจะไม่รอด"

                พายุรีบตามไปที่โรงพยาบาลตามที่แม่ค้าข้างร้านบอก ไปถึงห้องฉุกเฉินเห็นแม่ยังนอนอยู่บนเตียงคนไข้ เขารีบเข้าไปหาด้วยอาการตกอกตกใจ

                "แม่ๆ เป็นอะไร"

                แม่เบิกตาขึ้นอย่างยากเย็น แล้วค่อยๆหลับตาลงอีกครั้ง เขารีบเข้าไปจับไหล่แม่เขย่าไปมาด้วยน้ำอาบแก้ม "แม่ แม่.."

                เขาหันไปหาพยาบาลที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากเตียงเท่าไหร่ ถามพยาบาลอย่างรีบร้อน

                "คุณหมอ แม่ผมเป็นอะไรครับ" พยาบาล หันมามองหน้า

                "เห็นหมอ ท่านบอกว่าเส้นเลือดในสมองแตก"

                "แล้วแม่จะหายไหมครับ"

                "ยังไม่ทราบ ถามหมออีกครั้ง ถึงหายก็คงอาจต้องพิการหรืออัมพาต ใจเย็นๆรอเดี๋ยวคุณหมอคงมาบอกเองดีกว่า" เขาหันกลับมองแม่ ด้วยอาการโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง เห็นแม่พยายามจะพูดอะไรอยู่เหมือนกันเลยเอาหูแนบกับปากของแม่

                "ไอ้ยุ แม่ฝากดูแลน้องๆด้วย รับปากแม่นะ อย่าทำสิ่งที่เลวผิดศีลธรรม"

                "ครับแม่ ผมให้สัญญา"

                จากนั้นแม่ก็หลับไปอย่างสงบ.....

                ......ตั้งแต่แม่จากไป พายุเลิกยุ่งกับนักเลงหัวไม้ทั้งหลาย กลับกลายมาเป็นผู้รับผิดชอบครอบครัวเลี้ยงน้องทั้งสองคนอย่างเต็มกำลังตามที่รับปากกับแม่ไว้.....เวลาผ่านรวดเร็วมากราวกับกระพริบตา พายุทำงาน หามรุ่งหามค่ำเพื่อให้น้องๆได้เรียนหนังสือ และบัดนี้ก็ได้ทำสำเร็จ น้องทั้งสองคนจบปริญญาทั้งคู่ ต่างก็มีครอบครัวแยกย้ายกันไปอยู่คนละทิศละทาง

                เขาจำได้และไม่เคยลืม วันนั้น หลานถามเรื่องอะไรสักอย่างเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พายุบอกไม่รู้ให้ไปถามแม่ เสียงตะโกนออกมาจากครัว  

                "ลุงเขาโง่ ไม่ฉลาดเหมือนพ่อ ไม่รู้อะไรเลย เขาไม่ยอมเรียนหนังสือ .." ! !

คืนนี้..พายุนอนตาค้างเพ่งมองเพดานอย่างเดียวดายในบ้านที่พักคนชรา คิดถึงคำสัญญาให้กับแม่

                 "ข้าเหงา เดียวดาย ทำไมข้าต้องมาอยู่ที่นี่ มันไม่ยุติธรรม !"