Get Adobe Flash player

มนุษย์..เหมือนตัวกินมด โดย : ป. ปัญญาชน

Font Size:

                สองปีที่ผ่านมานี้ มีทั้งเพื่อนรักและเพื่อนที่รู้จักต้องจากไปหลายต่อหลายคน บางคนก็เพียงแค่เห็นหน้าทักทายกันบ้างในบางครั้งเท่านั้น

                แต่...ส่วนมากผมมักจะอาสาไปถ่ายรูปให้ในงานพิธีฯเสมอๆ โดยคิดว่านั่นเป็นหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งที่เราพอจะทำให้พวกเขาได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินให้ผมแต่ประการใด มันไม่ใช่อาชีพหลัก แต่มันเป็นความสุขทางใจ..ที่สามารถช่วยงานเขาได้ทางหนึ่ง ถึงจะไม่มากนักแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

                ในระยะหลังนี้ที่เว้นไปบางงาน เพราะเวลาเดินนานๆมันปวดเมื่อยที่ขาแถวสะโพก เรื่องนี้ต้องเรียนให้ทราบ ผมไม่ได้เลือกงานครับ ไม่ว่าเพื่อนญาติ มิตรสนิทแค่ไหน หรือไม่สนิทเลย ผมไม่เคยเลือกงาน ขอกราบเรียนให้ทราบมา ณ ที่นี้ และต้องขออภัยต่อเจ้าภาพบางงานที่ไม่สามารถไปรับใช้ได้ อันเนื่องมาจากเหตุผลดังกล่าว ขอบคุณครับ

                เท่าที่สังเกตเอง ทำไมปีนี้สวรรค์ถึงได้เปิดรับคนใหม่ๆมากเหลือเกิน คนที่รู้จักกันมานานถึงได้จากไปเกือบสิบคนเท่าที่จำได้ ไม่ใช่ทุกคนจะมีอายุมาก บางรายอายุยังน้อยยังมีความฝันต้องไขว่คว้าอีกยาวไกลต้องมาหยุดลงอย่างน่าเสียดาย

                หลายคนเคยบอกว่า เส้นชัยมันไม่มาหาเราต้องวิ่งไปหามัน แต่ยามนี้กลับคิดตรงข้าม อะไรคือเส้นชัย หากหมายถึงจุดหมายปลายทางของชีวิตก็ละ เส้นชัยไม่ต้องวิ่งไปหามันดอกครับ ถึงเวลามันวิ่งมาหาเราเมื่อไหร่ก็ได้...

                หลายงานทีเดียวที่ทำให้ผมต้องร้องไห้จนน้ำตาเปียกเลนส์ เพราะได้ยินคำสรรเสริญสดุดีเยินยอด้วยน้ำตาของครอบครัวและเพื่อนๆฟังแล้วเคลิ้มยิ่งนัก แต่เนื่องด้วยความใกล้ชิด เรารู้เราเห็นว่าชีวิตจริงนั้น มันไม่ใช่ !

                ตอนมีชีวิตอยู่ครอบครัวลูกเต้าไม่เคยดูแลให้ความสุขแก่คนตายเลย ยังนึกในใจตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ว่า "ทำไมพวกเขาถึงได้ใจดำใจร้ายขนาดนั้น" แต่พอเธอจากไปกลับมาร้องห่มร้องไห้ปานจะขาดใจ เฮ้อ..คิดแล้วก็เศร้า..

                ยิ่งตอนมายืนดูไว้อาลัยหน้าศพ ยิ่งทำให้ปลงมากนักหนา ชีวิตมันมีเพียงแค่นี้เอง อะไรที่เคยสร้าง อะไรที่เคยต่อสู้ดิ้นรนมาทั้งหมด มันไม่มีความหมายสำหรับเขาอีกต่อไป หากทำดีหรือมีอะไรพิเศษทิ้งไว้บ้างก็จะถูกพูดถึงไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ จากนั้นแม้แต่ชื่อค่อยๆเลือนหายไปด้วย.....

                ก่อนที่ผมจะคิดอะไรเรื่อยเปื่อยต่อไป เจ้าชัยและคุณเล็กเพื่อนรักที่นั่งอยู่ใกล้ๆในร้านกาแฟ ถามว่า "คิดอะไรอยู่...เงียบไปเลย"

                ผมก็เล่าให้ฟังตามที่เขียนมานั่นแหละ พวกเขาก็เห็นด้วย ชีวิตนี้อนิจจังจริงๆ อย่าคิดมากเดี๋ยวประสาทกิน ขอให้เราอยู่กันวันต่อวัน ตื่นเช้ามายังมีชีวิตอยู่ก็ดีใจแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากเช้าทุกวันเราก็ไม่มีสิทธิ์รู้เหมือนกัน

                "บางคนตื่นเช้าขับรถออกจากบ้านไปทำงาน ตอนเย็นอาจไม่ได้กลับมาเลย..."

                ทันใดนั้น คุณเล็ก เอ่ยขึ้น

                "ถ้าคนเราสามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนอวัยวะได้เหมือนในฝันก็ดีนะ จะได้ไม่ต้องตายกันอีก อยู่มันไปตลอดนั่นแหละ อะไรเสื่อมเราก็หาอาหลั่ยมาเปลี่ยน"

                ฮา...เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน

                ชัยทำท่าขึงขัง

                "มันเป็นไปได้นะจริงๆ สมัยนี้ทำได้หลายอย่างแล้ว อย่างเช่นเลือดก็ไม่ต้องบริจาคต่อไปสามารถทำเลือดเทียมใช้ได้เลยกับทุกคน"

                ความจริงก็เคยคิดถึงโลกของวันพรุ่งนี้เหมือนกัน มันคงเป็นไปได้อย่างแน่นอน ได้ข่าวว่าโลกวุ่นวายกันนักหนาเพราะเจ้าทองคำสีดำหรือน้ำมันนี่แหละ แต่อนาคตอันใกล้นี้ เราอาจใช้น้ำทะเลเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ หรือแม้แต่อากาศก็สามารถนำมาใช้เป็นพลังแทนน้ำมันได้เหมือนกัน

                ถึงตอนนั้น หายใจก็ต้องเสียตังค์กันละคราวนี้ ! เมื่อเร็วๆนี้ได้ข่าวเขาทำน้ำทะเลเป็นน้ำจืดได้แล้ว คิดว่าไม่นานนักคงใช้ในแคลิฟอร์เนียนี่แหละ ทีนี้ก็คงไม่ต้องกลัวขาดน้ำกันอีก

                คุณชัยถามต่อ

                "หากทำน้ำจืดจากน้ำทะเล แล้วเกลือจะไปทิ้งที่ไหน"

                "ไม่ต้องห่วง มันต้องมีทางออก อาจเอาไปทำเป็นอุตสาหกรรมอื่นๆ"

                คุณเล็กนั่งฟังด้วยความตั้งใจ เอ่ยขึ้นบ้าง

                "ส่วนมนุษย์คงไม่ต้องไปทำงานที่ไหน นั่งทำงานในบ้านก็พอ อยากติดต่อใครก็เพียงแต่ส่งความคิดผ่านชิพที่ฝังในแว่นตา เหมือนกดเบอร์โทรศัพท์เท่านั้นแหละก็สามารถติดต่อสื่อสารกันได้แม้ไกลแสนไกล แถมสามารถมองเห็นภาพคู่สนทนาได้ด้วย เจ๋งไหม?"

                คุณชัย ชักตื่นเต้น

                "แบบนี้มันก็สามารถแปลภาษาต่างประเทศได้อีกด้วยในตัว พอติดต่อกับชาวต่างประ เทศเจ้าเครื่องที่ติดอยู่ในแว่นมันก็จะแปลให้เสร็จ"

                คุณเล็กย้ำ

                "ใช่แล้ว ไม่ต้องไปไหนกันอีกแล้ว ทำงานในบ้านนี่แหละ ใครๆก็เอางานมาทำที่บ้านกันหมด ทางสำนักงานก็ไม่ต้องให้ใครมาทำงานที่บริษัทอีกต่อไป รถยนต์ก็ไม่ต้องใช้แล้ว ถึงจำเป็นต้องใช้ในบางเรื่องก็ไม่ต้องมีคนขับ พอบอกมันเลขที่ ถนน เมืองเท่านั้นแหละ มันไปของมันเองได้"

                "คุณชัย ถามต่ออย่างสนใจ

                "แล้วมันไม่ชนกันแหลกเหรอ...อีกอย่างนะ ถนนหนทางก็เต็มไปด้วยรถไร้คนขับวิ่งกันเกลื่อนไปหมด เห็นแล้วเสียวไส้จริงๆ แต่..คิดอยู่เดี๋ยวคนมันก็ชินไปเองเนอะ"

                เล็กหันซ้ายแลขวา พลางนึกอะไรขึ้นมาเลยกล่าวเสริมขึ้น

                "เออ...อนาคต โลกพรุ่งนี้ เครื่องบินก็ไม่ต้องใช้คนขับ มันบินไปได้เอง เหมือนดรอนไปถล่มที่ไหนต่อที่ไหนนั่นแหละ แหม..คิดถึงเวลานั่งเครื่องบินแล้วไม่มีคนขับนี่มันเสียวไส้จริงๆ"

                ผมเห็นด้วย

                "ต่อไปในอนาคต เวลาสั่งซื้อสินค้า หรือแม้แต่สั่งอาหารโทกู มันจะใช้เจ้าดรอนเครื่องบินไร้คนขับนั่นมาส่งถึงบ้านเลย เราไม่ต้องไปกินอาหารนอกบ้านแล้ว

                แม้แต่จดหมาย หรือ สิ่งของจากไปรษณีย์มันคงส่งทางเครื่องบินไร้คนขับขนาดเล็กมาถึงบ้านทุกวัน แหม..แต่ก็คิดไปคิดมา มนุษย์เราคงตกงานกันหมด ไม่รู้จะทำงานอะไรแล้ว"

                โลกพัฒนาทางเทคโนโลยีกันมากเท่าไหร่คนก็ตกงานกันมากเท่านั้น อนาคตคงนำเจ้าหุ่นยนต์มาใช้งานแทนมนุษย์กันไป แม้แต่คนรับใช้ในบ้านก็ใช้เจ้าหุ่นยนต์นั่นแหละ"

                คุณชัย คิดเลยไปไกลกว่านั้น

                "เรื่องอาหารการกัน คงไม่ต้องกินกันแล้ว ถึงตอนนั้นเราคงกินแต่อาหารสำเร็จรูป เช่นทำเป็นเม็ด ทำเป็นแคปซูลกันหมด ชาวสวนชาวนาก็คงตกงานกันอีก เฮ้อ...คิดไปแล้วปวดหัวจัง"

                ผมชักจะเห็นคล้อยตาม

                "เรื่องนี้ทำให้หลายคนคิดหนักเหมือนกัน ต่างก็วิตกกังวลไปต่างๆนานา ว่าเจ้าหุ่นยนต์มันกำลังมาแรงในทุกๆเรื่อง เห็นทีมนุษย์คงเสร็จมัน

                ชีวิตตอนนั้นก็อยู่กันแบบเทียมๆ ครอบครัวก็ไม่ต้องมีกันแล้ว เห็นไหมตอนนี้เขามีรายการฝากไข่ของผู้หญิง ฝากเชื้อของผู้ชายกันแล้ว ชนิดเป็นธนาคารกันเลย

                อยากมีลูกกับเขาสักคน ไม่ว่าตอนนั้นเราอายุเท่าไหร่ก็ตาม หรือเป็นร้อยปี เราเพียงแต่ไปบอกเจ้าหน้าที่และธนาคารที่รับฝากเชื้อหรือได้รับการบริจาคไข่จากผู้หญิงหรือรับบริจาคจากผู้ชาย

                อยากได้หน้าตา ผิวสี นิสัยใจคอ ไอคิว สูงเตี้ยขนาดไหน เขาจัดให้แน่นอน โดยเอาไปผสมในขวดแก้วให้ออกมาเติบโตเหมือนต้องการเลยทีเดียว

                เดี๋ยว..ก่อนจะลืม เรื่องเงินนั้น เขาไม่ใช้กระดาษที่เป็นเงินอีกต่อไป เขาใช้เพียงตัวเลขเท่านั้น โดยฝังชิพไว้ที่แขน หรือที่ฝ่ามือ จะใช้อะไรเราเพียงแต่ใช้มือที่ฝังชิพนั้นทาบไปบนเครื่อง มันก็จะตัดเงินเราไป และเวลาเราได้รับเงินมันก็เข้ามาเป็นตัวเลข....

                ...อีกอย่างที่เขาทำแบบนี้ก็เพื่อกันมิให้มนุษย์ต้องสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ เพราะทุกวันนี้โลกมันทำท่าจะน้อยใจ เห็นไหม ดินฟ้าอากาศแปรปรวน ไอ้ที่ไม่เคยน้ำท่วมก็ท่วม เช่นตอนเหนือของอเมริกาในขณะนี้ เป็นต้น

                แผ่นดินไหวอีกหลายๆแห่ง เชียงรายก็แผ่นดินไหว คิดๆแล้ว เดียวนี้อยู่ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัยสักประเทศเดียว อะไรต่อมิอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ"

                คุณเล็กกล่าวสรุปน่าตาเฉย อยากรู้เหมือนกันหน้าตามนุษย์ยุคนั้นจะเป็นอย่างไรหนอ?

                "มนุษย์คง หัวโตมาก ปากเหมือนตัวกินมด..พวกเราไปดีกว่า เสียงระฆังดังแล้ว...!!"