Get Adobe Flash player

วาสนา..หัวเท่าบอกยน โดย : ป. ปัญญาชน

Font Size:

                หน้าร้อนปีนี้ มันช่างรุนแรงราวกับโลกจะแตกเป็นเสี่ยงๆ สังกะสีบนหลังคาโอดร้องเสียงดังอี๊ดอ๊าด ผนังห้องที่ปิดด้วยสังกะสีปนไม้กระดานเก่าๆสองด้าน นอกนั้นโล่งหมด ลมที่เคยพัดผ่านให้หายใจได้บ้าง วันนี้หยุดนิ่ง ไม่มีแม้กระทั่งเสียงใบไม้ที่เคยกระซิบกระซาบเวลาลมพัดโบกเพียงแผ่วเบาเหมือนวานวันที่ผ่านมา

                "โอ๊ย..มันจะร้อนไปถึงไหนกันวะ" เสียงเอกร้องตะโกนด้วยความหงุดหงิด

                เอก ลูกชายป้าเนียมซึ่งคนทั่วบางต่างก็รู้กันหมดว่า มันเป็นเด็กเกเร ชอบไปมีเรื่องมีราวกับเด็กวัยรุ่นในเมืองเสมอๆ หรือแม้แต่คนในพื้นที่เดียวกันก็ต่างให้ความเกรงใจในความกร่างของเขาอย่างมาก ทั้งๆที่แม่มีสวนผักและยาง ต้องทำงานหนักทั้งวัน ส่วนน้องสาวชื่อ น้อย โตไล่เลี่ยกันมาก็ช่วยแม่ทำสวนอย่างขยันขันแข็ง

                เพิงที่พักอยู่ปลายสวน สร้างด้วยมือของเอกนั่นเอง เขามักจะแอบมาอยู่ที่นี่คนเดียวในวันที่เขาตกงาน เห็นบอกว่าชอบเพราะมันเงียบดี แถมเย็นสบายอีกต่างหาก

                ความจริงแม่อยากให้เขามาช่วยทำสวนอีกแรงหนึ่ง แต่เอกไม่ชอบ บอกว่าไม่อยากเป็นชาวสวน เพราะทำเท่าไหร่ก็มีแต่หนี้เพิ่มพูนขึ้น ที่ดินก็ต้องตัดขายไปเป็นระยะๆ เบื่อเลยออกไปทำงานในเมืองเป็นผู้ช่วยร้านซ่อมจักรยานยนต์

                วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่เอกกลับมาบ้าน พอสายหน่อยก็หลบมาที่พักปลายสวน

                "พี่เอกทานข้าวหรือยัง" เสียงร้องเรียกมาแต่ไกลของน้อยน้องสาว

                เอกตะโกนตอบ

                "กลับมาแล้วเหรอ...แม่ล่ะ.?."

                "กลับมาพร้อมกันนี่แหละ แม่ให้ถามว่า เย็นนี้อยู่กินข้าวด้วยกันมั้ย"

                เอกตอบด้วยอารมณ์ดี

                "ได้ๆ ข้าจะอยู่กินด้วย ยังไม่ไปไหน พอดีงานมันหมด ตอนนี้เลยได้พักสักระยะหนึ่ง"

                ตกเย็น แม่ลูกสามคนกำลังทานอาหารอยู่ในบ้านอย่างเอร็ดอร่อย เพราะนานๆจะได้ทานฝีมือแม่สักครั้ง นอกนั้นก็กินข้าวนอกบ้านเสียจนเบื่อ ทันใดนั้นก็มีเสียงรถมอเตอร์ไซค์วิ่งไปมาบิดเสียงดังลั่นไปหมด แม่หันมามองหน้าเจ้าเอก พร้อมกันสั่นหัว

                "อีกแล้ว นัดใครไว้ คราวที่แล้วยังไม่เข็ดอีกหรือ?"

                เจ้าเอกยิ้ม

                "ข้าไม่ได้นัดใครไว้แม่ คราวที่แล้วโดนตำรวจจับเพราะถนนมันลื่นน่ะแม่"

                แม่พลอยเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยความอ่อนใจ

                "ถามจริงๆเถอะวะ ทำไมเอ็งชอบไปแข่งรถกับพวกนี้ มันเสี่ยงจะตายไป เผลอๆอาจตายหรือไม่ก็พิการได้"

                เอกเถียง "แม่ก็เห็นนี่นา..เห็นไหมไม่ไปแข่งกับมัน พวกมันก็มากวนมาท้าทำเสียงดัง ยกล้อหน้าวิ่งไปวิ่งมาหน้าบ้านเรา"

                น้อยผสมโรง ออกความเห็น

                "พี่ก็ไม่ต้องยุ่งกับมันก็ได้นี่นา แข่งมอเตอร์ไซค์นี่มันอันตรายจะตายไป ยิ่งแข่งกันบนถนนหลวง ไหนจะต้องระวังตำรวจยังต้องระวังรถสวนอีกต่างหาก"

                เอกทำท่ายักไหล่

                "เออ...มันท้าทายดี พี่ชอบ"

                น้อยเอ่ยเตือนพี่ชายอีกครั้ง พร้อมกับเดินไปยกน้ำให้แม่และพี่ชาย

                "ถ้าโดนตำรวจจับอีก เดือดร้อนแม่อีกตามเคยต้องไปประกันตัว พี่นี่แปลกจริงๆ"

                เอกทำหน้าครุ่นคิดสักพัก

                "ก็ได้ วันนี้อากาศมันร้อน แถมรถก็ยังแต่งไม่เสร็จ ฝากไว้ก่อนละกัน เดี๋ยวออกไปบอกพวกมันเอาไว้นัดวันกันใหม่ จะแข่งที่ไหนเมื่อไหร่ก็ว่ากันอีกที สบายใจได้แล้วแม่วันนี้"

                น้อยบ่นในลำคอ

                "ความจริง หาอย่างอื่นเล่นก็ได้ ทำไมต้องแข่งรถกันบนถนน ไม่เห็นเข้าท่าเลย ข้าไม่เห็นมันสนุกที่ไหน"

                เอกยังยืนยันอย่างแข็งขันว่า

                "มันท้าทายดี" พร้อมกับยิ้มที่มุมปาก

                แม่ทำท่าจะพูดอะไรต่อ ก็พอดีมีคนมาหาที่บ้านสองสามคนพร้อมกับเอ่ยทักขึ้น

                "แม่พลอยๆ ได้ข่าวว่า ที่บ้านมีต้นวาสนามันออกดอก พวกเราขอเข้าไปดูหน่อยได้ไหม เห็นใครๆบอกว่า ต้นวาสนานี่ออกดอกบ้านใดบ้านนั้นจะโชคดี ร่ำรวย เป็นบ้านคนมีบุญ พวกเราก็เลยอยากเห็นเป็นบุญตาหน่อย"

                แม่พลอยหรือแม่ของเอกนั่นเอง ลุกขึ้นต้อนรับเพื่อนบ้านด้วยอารมณ์ดี

                "แหม...ไม่รู้นะเนี่ย เจ้าต้นวาสนานี่มันจะเกี่ยวอะไรกับบุญวาสนา"

                เพื่อนบ้านรุกต่อ

                "เออน่า..ขอให้พวกเราได้เห็นหน่อยว่าหน้าตามันเป็นอย่างไรกันแน่ เกิดมาก็ยังไม่เคยเห็น"

                น้อยเสริมขึ้น

                "ต้นนี้พ่อปลูกไว้หลายปีมาแล้วก่อนที่พ่อจะจากไป ความจริงก็ไม่ได้ใส่ใจมันเป็นพิเศษอะไรดอก ดูต้นมันผอมแต่สูงชะลูดทีเดียว แต่ปีนี้มันเพิ่งออกดอก เคยเห็นกล้วยไม้พวกช้างกระ ช้างแดง ช้างขาวไหม มันคล้ายๆแบบนั้นแหละ แต่มันยาวเป็นยวงเหมือนหางกระรอก กลิ่นหอมเย็น อย่าบอกใครเชียว กลิ่นคล้ายมะลิหรือดอกแก้ว หรือราตรี"

                หลังจากนั้นแม่กับเจ้าน้อยก็พาเพื่อนบ้านสองสามคนเข้าไปหลังบ้าน ต้นวาสนาที่เห็นปลูกอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งข้างล่างมีจอมปลวกอยู่อันหนึ่งด้วย

                "ว๊าย...สวยจริงๆด้วย" เพื่อนบ้านส่งเสียงด้วยความดีใจที่ได้เห็น

                "เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกนะเนี่ย คงเป็นบุญวาสนาของเราแท้ๆ"

                เจ้าเอก ไม่ได้ตามเข้าไปดู เพราะต้องออกไปเจรจานัดแนะกับพวกนัดบิดที่มาท้าทายอยู่หน้าบ้าน เห็นชาวบ้านทยอยกันเข้ามาในบ้าน ก็รู้สึกไม่พอใจเท่าไหร่

                ยิ่งนับวันก็ยิ่งเพิ่มจำนวนคนมากขึ้น ทำอย่างกับมีงานวัดหรืองานบุญอะไรสักอย่าง เลยเข้าไปดูทีหลังบ้านว่ามันเกิดอะไรกันขึ้น ถึงมีคนมามากขึ้นทุกวัน

                "แหม พวกเรา นี่มันต้นไม้ธรรมดาๆนี่เอง ต้นวาสนาก็ออกดอกออกผลไม่เห็นน่าตื่นเต้นสักหน่อย"

                "ยายเนียน หนึ่งในจำนวนนั้นพูดขึ้นอย่างนอบน้อม

                "โถ...อย่าไปพูดแบบนั้น มันเป็นบุญวาสนาจริงๆนะ ต้นนี้ออกดอกบ้านไหนบ้านนั้นมีบุญมากจะร่ำรวยกันใหญ่แล้ว ยิ่งมาเห็นมีจอมปลวกด้วยแล้ว โห...ยิ่งศักดิ์สิทธิ์ใหญ่เลย"

                แม่พลอยเสริม

                "เอก ตอนลูกเด็กๆจำได้ไหม ชอบซุกซนไปฉี่ใส่จอมปลวก แล้วไอ้จู๋มันเกิดบวมขึ้นมา เอ็งร้องไห้ใหญ่เลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

                เอกไม่เชื่อ

                "มันไม่เกี่ยวกันดอก ข้าไม่เชื่อ รู้แต่ว่ามีคนเขาใช้ดินจากจอมปลวกไปผสมพอกทำไข่เค็มขายน่ะเป็นไปได้ และสมัยโบราณเขาเอาไปผสมหล่อโลหะของช่าง"

                เอกได้แต่สั่นหัวแล้วเดินจากไป ปล่อยให้แม่และน้องพูดคุยกับชาวบ้านที่พาคนมายืนดูจำนวนเพิ่มขึ้น จนวันหนึ่งเอกกลับมาบ้านอีกครั้ง

                คราวนี้ถึงกับตกใจ เกิดอาการหงุดหงิดเพราะต้นวาสนา จอมปลวกใต้ต้นไม้ ถูกผูกด้วยผ้าหลากสี แถมมีกระถางธูป ดอกไม้ ผลไม้ อ้อย และกล้วย เต็มไปหมด

                เพิงที่พักที่เคยเงียบสงบ บัดนี้มันกลายเป็นที่ตั้งขายดอกไม้ พวงมาลัยไปแล้ว เอกรู้สึกเคืองมากที่แม่และน้องปล่อยให้ชาวบ้านแห่กันเข้ามาบนบานขออะไรต่อมิอะไรวุ่นไปหมด

                แม่ปลอบใจเอกว่า

                "โลกทุกวันนี้มันเจริญมากขึ้นเท่าไร ต่างคนต่างอยู่ ต่างกันต่างแย่งกันหาแต่เงิน ไม่ได้พึ่งพาอาศัยกันเหมือนเมื่อก่อน มีอะไรก็ไม่เคยพูดเคยจากัน ดังนั้นมีอะไรที่พอเป็นที่พึ่งทางใจของพวกเขาได้ก็คว้าเอาไว้ ศาสนาก็ไม่เคยเข้าหาศึกษาอย่างจริงจัง"

                เอกยังไม่ชอบอยู่นั่นเอง จู่ๆวันหนึ่งด้วยความวู่วามเลยคว้าเจ้าพร้า (มีดพร้า) ไปตัดต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น เนื่องจากไม่เคยตัดมาก่อน เลยตัดไปรอบๆทีละนิด ไม่ช้าต้นไม้ก็ล้มลงมาทับตัวเองจนแขนหักแถมปากบวม แม่ต้องพาไปหาหมอที่โรงพยาบาล

                แถมรื้อเจ้าจอมปลวกออกด้วยความที่ไม่ต้องการให้คนเข้ามาวุ่นวายมากมายในบ้าน เพราะต้องการความสงบ แม่รู้สึกไม่สบายใจที่เอกทำเช่นนั้น แม่โมโหถึงกับหลุดปากด่าว่า....

"ตัดต้นไม้ ฟันวาสนา รื้อจอมปลวก เกิดชาติหน้า... ตัวเท่าลูกกรอก หัวเท่าบอกยน !!"

                (ตัวโตเท่าลูกกรอก หัวโตเท่ากระบอกตำหมากของทางใต้)