Get Adobe Flash player

สามเกลอ...ร่วมฝอย ! โดย..เชิงภู

Font Size:

               ฝนแรก..ยามเม็ดฝนตกกระทบพื้นฝุ่นฟุ้งกระจาย ดินแห้งผากเก็บสะสมความร้อนมาครึ่งค่อนวันมีควันฉุยลอยอ้อยอิ่งส่งกลิ่นไอดินหอมไปอีกแบบ ฝนสาดเทกระหน่ำเจ้าดินแห้งรีบซึมซับน้ำเข้าตัวอย่างเริงร่า เมื่อสายฝนซาความสดชื่นชุ่มฉ่ำปกคลุมไปทั่วทุ่ง

               ณ ขนำน้อยฝากระดานผุพังหลังคาหุ้มด้วยสังกะสีเก่าเป็นรู บนหลังคาเต็มไปด้วยใบจากต้นตะโก โอบล้อมด้วยทุ่งข้าวเขียวสลับเหลือง ข้างๆ ขนำเป็นคลองน้ำที่เมื่อก่อนน้ำเริ่มแห้งขอด แต่ตอนนี้น้ำเต็มคลอง ประปรายด้วยดอกบัวน้อยใหญ่ชูช่อล้อลม

               “อา! สดชื่นๆ ข้าชอบจริงๆ อากาศหลังฝนตกเนี่ย ข้ารู้สึกว่าเนื้อตัวมันสะอาดดี!!”

               “ข้าก็เหมือนกัน น้ำฝนเย็นชื่นใจ ข้าหายใจคล่อง !!”

               “แต่ข้ามีความสุขมากกว่านั้น....ข้าอิ่มเอมและสุขใจ !!”

               เสียงพูดคุยกัน...เพิ่งเริ่มต้นหลังฝนหยุด

               “ธรรมชาติเดี๋ยวนี้แปลกไปนะ ฝนตกไม่ตรงฤดู หน้าแล้งก็แล้งจริงๆ ไร้เม็ดฝน ส่วนหน้าฝนมาไม่ตรงเวลา พอตกได้ก็เหมือนอัดอั้นตกซะน้ำท่วมทุ่ง” เสียงพูดยังคงดำเนินต่อไป

               “ อืมมมม นี่ดีนะวันนี้เจ้าฝนมันตกพอประมาณ กำลังดีเลยเชียวล่ะ”

               “ช่ายยย ข้ามีความสุข แหงนหน้ารับน้ำฝนจากฟ้า...อา”

สายลมพัดฉิว ไอฝนปลิวกระทบผิว เสียงพูดคุยขาดหายไป เหมือนกำลังดื่มด่ำกับความสดชื่น

               “อา...อากาศดีเสียจริงๆ ....ว่าแต่วันนี้ใครมีเรื่องอะไรมาเล่าสู่กันฟังบ้าง วันนี้ขอคุยนานๆหน่อย ค่อยออกไปหาของกิน” 

               “นั่นซิ!  อ้อ วันก่อนข้าได้ยินตามั่นกับหลานที่มาจับปลาแถวนี้พูดว่า เขาจะถมคลองสายนี้นะจะทำเป็นถนนตัดผ่านไปหมู่บ้านฝั่งตะโน้นแน่ะ เป็นเรื่องจริงหรือเปล่าข้าก็ไม่รู้นะ แต่ถ้าเป็นจริง ข้าว่ามันน่าเสียดาย แล้วข้าก็จะเสียใจมากด้วย ข้าเกิดมาก็เจอคลองนี้แล้ว เวลาน้ำในนาข้าวแห้งก็ใช้น้ำจากคลองนี้หล่อเลี้ยงต้นข้าว จะถมทำไม?”

               “อย่าเพิ่งคิดมากไป ข้าไม่เชื่อว่าจะถมกันได้ง่ายๆหรอก มีผู้เสนอถม ก็ต้องมีผู้ค้าน เชื่อซิ! คลองอยู่มาตั้งแต่ปู่ยาตายาย... ” ลมพัดผ่านมาอีกระลอกพร้อมกับเสียงพูดที่หยุดลง เจ้าของเสียงกำลังเล่นกับสายลมที่แตะผิว

               เสียงฝีเท้าคนเดินบนคันนาใกล้เข้ามา ...

               “ใครมาเหรอ?”

               “เดี๋ยว...ขอข้าดูให้ดีๆ ก่อน”

               “เอ็งมองไม่ชัดหรอก เอ็งหลบไปก่อนไป! ...เดี๋ยวข้าดูเอง ......อ้อ เจ้าขาวหลานยายปริก มันคงปักเบ็ดไว้แถวนี้แหล่ะ อย่าไปสนใจมันเลย”

               เจ้าขาวเดินผ่านทั้งสามไปอย่างไม่สนใจ ค่อยๆ ก้มลงดูเบ็ดที่ปักไว้ข้างคลองเอามือยกสายเบ็ดว่างเปล่าขึ้นมาดูพร้อมส่ายหน้า ค่อยๆเอาไส้เดือนเกี่ยวเบ็ดแล้วปล่อยลงน้ำอีกครั้ง

               “เอ้ย! มันเดินไปโน่นแล้ว ออกมาๆ”

               “จริงเหรอ...ขอบใจที่บอก”

               “ว่าแต่ทำไมนาหลายแปลงฝั่งโน่นถึงว่างเปล่าล่ะ? เจ้าของไม่คิดจะทำนาหรืออย่างไร?ปล่อยทิ้งรกร้างทำไมนะ? ”

               ลมพัดแรงกิ่งตะโกไหวกระเพื่อมน้ำฝนที่ค้างอยู่ตามกิ่งใบตกเปาะแปะกระทบหลังคาสังกะสี..ทำให้เสียงคุยหายไปอีกช่วง

               “ทำนาไม่ได้ผล ฝืนทำก็มีแต่เข้าเนื้อ เลยต้องทิ้งที่นาว่างเปล่า ลูกหลานทิ้งทุ่งพากันเข้ากรุงหางานทำ ที่ผ่านมารัฐบาลสัญญาก็ไม่เป็นสัญญา..กำลังใจชาวนาถดถอย ชะอุ๋ย!! ที่พูดเนี่ยเพราะได้ยินยายปริกพูดเมื่อวันก่อน..อิอิ ”

               “เอ็งก็พูดไปได้  ”

               “เอ้อ!! มันก็คงเป็นจริงตามนั้น ส่วนคนที่มีกำลังทำนาได้ มีอุปกรณ์ครบทุกอย่าง แต่ไม่ใส่ใจในขั้นตอนการทำเลย กระหน่ำใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ยาฉีด ทุกวันนี้ฟางข้าวอย่าไปแตะเชียวนะ มีแต่สารเคมีตกค้าง!! สมัยก่อนเอาฟางข้าวไปเพาะเห็ดฟางได้ ตอนนี้เหรอ!! อย่าเชียวนา ถึงตาย”

               “ขนาดนั้นเชียว?”

               “นั้นซิ! ขนาดนั้นเลยเหรอ?”

               “มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ สมัยนี้การทำนาเปลี่ยนไป ไม่มีใครสนใจแม่โพสพ!! ไม่ค่อยมีใครสำนึกบุญคุณผืนดิน!! มุ่งหวังให้ได้เงิน สมัยก่อนปลูกข้าวเป็นช่วงนาปี นาปรัง สมัยนี้นะเหรอ!! ไม่มีปีปรัง หมุนเวียนทำใช้ปุ๋ยเร่ง..จนผืนดินช้ำ..คิดแล้วก็ระกำใจ.. ”

               เสียงเขียดส่งเสียงร้องแอ๊บๆ เบาๆ สักพักพร้อมใจกันส่งเสียงร้องแอ๊บๆ ผสานกันแล้วค่อยๆ แผ่วหายไป

               “อย่าเศร้าไปเลย อย่างไรก็ต้องมีคนทำนา คนกินข้าว ไม่ทำก็ไม่มีข้าวกิน ต้องทำอยู่วันยังค่ำ” เสียงพูดให้กำลังใจ

               “เอ้ยๆ เศร้ากันไปใย หยุดๆ นี่มาเรื่องนี้ดีกว่า...เมื่อวานเจ้าขาวกับเจ้ามุกมันมาปักเบ็ดแถวนี้ข้าได้ยินมันพูดกันว่าคืนนี้จะมีหนังกลางแปลงในหมู่บ้านที่ลานวัดโน่นแน่ะ”

               “หนังกลางแปลงยังมีอยู่เหรอ? สมัยนี้จะมีใครดู ยุคนี้เป็นยุคทีวีดิจิตอลแล้ว ทีวีไม่รู้ตั้งกี่ช่องดูกันไม่หวาดไม่ไหว ทั้งช่องธรรมดา ช่องแฟมิลี ช่องเอสดี ช่องเอชดี มากมายจนช่องบางช่องจะเป็นจอดำอยู่แล้ว...ชะอุ๋ย!! พูดตามผู้ใหญ่บ้าน เห็นมาบ่นอยู่กลางทุ่งเมื่อวาน”

               ฟ้าครึ้ม แดดเริ่มจาง เมฆสีหม่นรวมตัวกันบนฟ้าสูง เป็นสัญญาณบอกว่าฝนกำลังจะโปรยอีกรอบ สักพักฝนเริ่มปรอย....แต่การสนทนายังดำเนินต่อไป

               “ข้ายังสงสัยไอ้หนังกลางแปลงอยู่นะ จะมีมาฉายจริงๆเหรอ แล้วมันจะมีใครไปดู?”

               “เห็นไอ้ขาวมันพูดว่า กลุ่มผู้อนุรักษ์หนังกลางแปลงเขาเอามาฉายเพื่อรณรงค์ไม่ให้หนังกลางแปลงหายไปจากสังคมไทย”

               “อ้อเหรอ! ก็เป็นสิ่งที่ดีนะ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า ใครจะไปดูวะ?”

               “นั่นซิ! อ้อ ก็ไอ้ขาวกับไอ้มุกอย่างไรล่ะ”

               “หนังกลางแปลงมันเหมาะกับยุคสมัยเก่า เวลาเปลี่ยน ทุกอย่างก็เปลี่ยน แล้วหนังกลางแปลงมันมีประโยชน์อย่างไร? อ้อ! มีซิ มี หลายวันก่อนตาฉ่ำมาวิดน้ำเข้านายังพูดแซวเมียอยู่เลยว่าตั้งแต่วันที่จีบกันตอนคืนหนังกลางแปลงฉายจนตอนนี้เมียก็ยังสวยเหมือนเดิม...นั่นไง! ประโยชน์...ฮ่า ฮ่า ฮ่า ”

               “เอ็งมันนิสัยเสีย ไปแอบฟังเขาพูดทำไมกัน?”

ฝนที่ปรอยๆ เริ่มขาดเม็ด บรรยากาศครึ้มชวนให้น่านอนพักผ่อนหรือเกิน

               “พวกเอ็งว่าไหม สมัยนี้อะไรมันก็เปลี่ยนไปนะ โลกพัฒนามากขึ้นเท่าไหร่ ความละเมียดละไมในจิตใจคนก็จางหาย ”

               “อืมม ข้าเห็นด้วย ยุคนี้เป็นยุคความรักจืดจาง พ่อแม่ไม่รักลูก ลูกไม่รักพ่อแม่ สุดท้ายสังคมขาดความรัก เหมือนสังคมจะต้องยืนหยัดด้วยเทคโนโลยี”

               “ โอ้โห เอ็งเอาคำพูดมาจากไหนเนี่ย ”

               “ เสียงตามสายของหมู่บ้าน... ข้าได้ยินเมื่อเช้า”

เสียงโฆษณาจากรถกระบะที่แล่นอยู่บนถนนประกาศเชิญชวนให้ชาวบ้านไปดูหนังกลางแปลง ณ ลาดวัดของหมู่บ้านในค่ำคืนนี้ดังเป็นระยะๆ แต่ไม่ได้ขัดจังหวะในการเสวนา...

               “เคยได้ยินไหม ที่คนเขาเรียกสังคมสมัยนี้ว่า ..สังคมก้มหน้า.. มันเป็นอย่างไรเหรอ ไอ้สังคมก้มหน้าเนี่ย?”

               “ ข้ารู้ๆ วันก่อนยังได้ยินป้าก้อนบ่นอยู่เลย คงจะบ่นลูกสาวด้วยแหล่ะว่าติดโทรศัพท์มือถือ ก้มหน้าเล่นตลอด ยุคนี้สมัยนี้คนเขาเล่นแต่โทรศัพท์กันก้มหน้าเล่นได้เป็นวรรคเป็นเวร ไอ้สังคมก้มหน้าก็คงเป็นสังคมที่มัวแต่ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์จนพูดจากันไม่เป็นแล้ว”

               “ป้าก้อนไหน?”

               “ก็ป้าก้อนแม่นังแก้วที่มัวแต่เดินเล่นโทรศัพท์ตอนไปส่งข้าวที่กลางทุ่ง แล้วโดนรถชนอย่างไรล่ะ” “อ้อ ใช่ๆ ข้านึกออกแล้ว ป้าก้อนคนนี้ชอบบ่นว่าลูกสาวอยู่กลางทุ่งเป็นประจำ”

               “เอ้ยๆ ทำไมฟ้ามันมืดดำอย่างนี้? สงสัยต้องหลบฝนกันแล้วล่ะ”

สิ้นเสียงบ่นฟ้าคำรามดังครืนๆ เมฆฝนก้อนดำใหญ่ลอยลงต่ำ ลมพัดแรงสะพัดใบข้าวโบกอย่างไร้ทิศทาง ผ่านไปไม่กี่นาทีฝนเม็ดใหญ่รวมตัวกันกระหน่ำลงมาไม่ลืมหูลืมตา พร้อมกับคำสนทนาที่หยุดลง!!

               เจ้านกเอี้ยงสีดำเทาเกาะยืนบนหลังคาขนำน้อยกระพือปีกบินหลบเข้าไปในพุ่มกิ่งต้นตะโก  ปลาช่อนตัวเขื่องในคลองข้างขนำลอยตัวทำปากพะงาบๆอยู่เหนือน้ำรีบมุดน้ำดำหนีฝนเม็ดใหญ่  ต้นข้าวกำลังตั้งท้องใบเขียวชูชี้โน้มตัวลงคำนับยามเม็ดฝนหล่นกระทบ...

               "ทำไมงวดนี้ข้าวตั้งท้องมากกว่าปกตินะ" ตาฉ่ำถามด้วยความตื่นเต้น

               "สงสัย มันเป็นข้าวอุ้มบุญว่ะ... ! !"

------------------------