Get Adobe Flash player

ผีกินกุ้ง !! โดย..เชิงภู

Font Size:

                ลมพัดเอื่อยๆ ใบชมพู่หลุดจากขั้วร่วงหล่นนิ่งอยู่บนหน้าอกเด็กชายที่นอนหลับสนิทบนเปลผ้าขาวม้าที่ผูกง่ายๆกับต้นชมพู่แฝดหน้าบ้าน มดแดงที่เกาะติดมากับใบชมพู่เริ่มไต่ผ่านเสื้อที่กระเพื่อมน้อยๆ ตามแรงหายใจ มันค่อยๆไต่จนถึงมุมปาก เด็กชายสะดุ้งสุดตัวเผลอตบปากตัวเองจนตื่นเต็มที่หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง

                “ ไอ้มดแดงบ้า กัดปากทำไมเนี่ย?” ขวอดบ่นพร้อมลุกออกจากเปล

                บ้านของขวอดปลูกอยู่ชายทุ่ง บ้านไม้เสาสูงมากจนบางครั้งเขาอดสงสัยไม่ได้ ทำไมเสาบ้านสูงอย่างนี้? เคยถามแม่ แม่บอกว่าทำบ้านให้สูงๆไว้หนีน้ำ แต่ทุกครั้งที่น้ำท่วมอยู่แค่ระดับหน้าอกของขวอดเท่านั้น น้ำไม่เคยท่วมไปมากกว่านี้ เลยยังสงสัยอยู่จนถึงทุกวันนี้

                ขวอดเด็กชายอายุ12 ปี เรียนอยู่ชั้นประถมหกโรงเรียนวัดใกล้บ้าน การเรียนไม่เก่งเท่าไหร่แต่การหากินตามทุ่งนาเป็นที่หนึ่ง  ขวอดชอบการดักไซเป็นชีวิตจิตใจ ไซขนาดเล็กยาวหนึ่งฟุตหรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าไซลาวเป็นอุปกรณ์หากินประจำตัวที่พ่อตัดไม้ไผ่มาทำตอกบรรจงสานตัวไซและงาที่เป็นรูปกรวยทางเข้าของเจ้ากุ้งฝอยนาพร้อมฝาปิดกลมเล็กหัวท้าย

                ทุกเย็นเป็นเวลาย่ำคันนาของเจ้าขวอด คันนาที่มีช่องระบายน้ำคือที่วางไซดักกุ้งของเขา

                หน้าเข้าพรรษาเป็นฤดูดักกุ้ง แต่ละเช้าขวอดจะได้กุ้งฝอยจากท้องนาไม่ต่ำกว่าสามกิโลด้วยไซลูกน้อยสิบลูกนั้นเอง

                “ เอ้ย! เอ็งเป็นอะไรวะ? เสียงดังเชียว” แม่ตะโกนถามขวอดจากบนบ้าน

                “ มดแดงมันกัดปากฉัน”  ขวอดส่งเสียงตอบ

                “ แล้ววันนี้เอ็งไม่ไปดักไซเหรอวะ?” แม่ถามต่อ

                “ ไปซิแม่ นี่ก็เกือบได้เวลาแล้ว” ขวอดตอบ

สี่โมงเย็นเงาต้นไม้เริ่มพาดเฉียงกับตัวบ้านมากขึ้น ขวอดเดินเข้าไปใต้ถุนบ้านที่เก็บไซ เขานั่งลงจับไซเคาะกับพื้นเบาๆให้ดินที่แห้งกรังหลุดออก

                “ แม่ ทำไมไม่มีใครไปดักไซแถวหลังวัดเลยละ? ไอ้เดียวมันบอกว่ากุ้งชุมนะ แต่มันไม่กล้าไปดักแถวนั้น” ขวอดหันหน้ามาถามแม่ที่กำลังเดินลงบันไดบ้าน

                “ เขาลือกันว่าผีมันดุ ” แม่ตอบ

                ” อ้า!! จริงเหรอแม่” ขวอดถาม

                “ ก็ไม่รู้ แต่เห็นเขาพูดกันอย่างนั้น” แม่ตอบพร้อมกับเดินหายไปหลังบ้าน

                ขวอดสีหน้าครุ่นคิด ลมทุ่งส่งความเย็นเข้าใต้ถุนบ้าน แดดเริ่มจาง เขายกไซสิบลูกสอดแขวนกับไม้ไผ่ลำยาวเกือบเมตรยกขึ้นบ่าแบกเดินตรงไปกลางทุ่ง

                เท้าเปล่าหนาดำเดินย่ำไปตามคันนา บนบ่าแบกไซเสียงไซกระทบสีกันไปมาบวกกับเสียงผิวปากเบาๆ ใบข้าวเขียวล้อเล่นลม ท้องนาไม่ขาดน้ำ บนท้องฟ้าฝูงนกเริ่มบินกลับรัง บางฝูงอย่างกับเครื่องบินเล็ก บินเรียงกันได้ระเบียบ ขวอดหยุดยืนแหงนหน้าขึ้นมอง

                “เออ นกมันก็เก่งนะ บินได้เป็นระเบียบเชียว ” เขาพูดลอยๆแกมทึ่ง

                ถึงช่องระบายน้ำแรกที่น้ำไหลช้าๆ ขวอดย่อตัวค่อยๆวางไซลงแล้วดึงออกมาหนึ่งลูก ค่อยๆหย่อนขาลงไปในนาข้าวอย่างระมัดระวัง ควักดินขี้โคลนวางในช่องระบายน้ำพอเป็นฐาน ก่อนขยับไซปิดสนิทบรรจงวางตามยาวลงในช่องระบายน้ำ ให้น้ำเลยพ้นงาไซ (ปากไซ) เล็กน้อยจากนั้นเอาดินขี้โคลนแปะอัดปิดด้านข้างไซ และเอาหญ้าแห้งวางบนไซเพื่อพรางตาพร้อมดินขี้โคลนวางแปะข้างบนเล็กน้อย เมื่อเสร็จเรียบร้อยเอามือแกว่งในน้ำพอสะอาด ยกไซขึ้นแบกเดินข้ามแปลงนาไปยังช่องระบายน้ำที่เขาเป็นเจ้าประจำ

                ไซลูกที่เจ็ดนอนสงบในช่องระบายน้ำใกล้คลองเล็ก เหลืออีกสามลูก ขวอดหันไปทางแปลงนาด้านหน้าอีกสามแปลงที่มีช่องระบายน้ำพอกับไซของเขาที่เหลืออยู่ แต่สามช่องระบายน้ำนั้นไซของเขาไม่ค่อยได้กุ้งสักเท่าไหร่ เขาค่อยๆหันหน้าไปทางแปลงนาท้ายวัด พร้อมตัดสินใจ

ไซลูกสุดท้ายจมอยู่ใต้กองหญ้าแห้งที่แปะด้วยขี้โคลนอีกที ลมเย็นยะเยือกพัดผ่านชวนให้ขนลุก เสียงใบกล้วยจากหลายกอในดงกล้วยท้ายวัดชวนกันเสียดสีใบส่งเสียงแปลกๆ ขวอดหันหลังไปมองตามเสียง แสงอาทิตย์อัสดงบรรจบตรงยอดโบสถ์ เป็นภาพที่ชวนวังเวงอยู่ไม่น้อย

                “บรรยากาศแบบนี้นี่เองถึงไม่ค่อยมีใครมาดักไซแถวนี้” ขวอดพึมพำกับตัวเอง รีบควักน้ำล้างมือ จับดุ้นไม้ไผ่เดินขึ้นคันนามุ่งหน้ากลับบ้าน เพราะไม่ค่อยชอบใจบรรยากาศเหล่านั้นสักเท่าไหร่....เช้ามืดขวอดรู้สึกตัวลุกขึ้นตามความเคยชิน เดินออกจากห้องนอนทรุดลงนั่งใกล้ครัวที่แม่กำลังหุงข้าว เขาค่อยๆคลานเข้าไปใกล้ๆแม่เพื่อขอความอุ่นจากเตาถ่านที่ประคองหม้อข้าวใกล้เดือดแล้ว

                “กี่โมงกี่ยามแล้วแม่ ทำไมมันมืดจังเลย?” ขวอดเปรยกับแม่

                “ตีห้าแล้ว แต่หน้านี้สว่างช้า แดดจ้าปุ๊บ ก็เจ็ดโมงแล้ว” แม่ตอบ

                “เอ็งจะไปเก็บไซแล้วรึ?” แม่ถามต่อ “ รีบไปเก็บหน่อยก็ดี เช้านี้ป้าแจ่มเขาขอซื้อกุ้งฝอย            สองกิโลนะ” แม่บอก

                ไม่มีเสียงตอบจากขวอดแม่หันมาอีกทีเขาอยู่ที่บันไดบ้านแล้ว ใส่เสื้อแขนยาวสวมหมวกปีกกว้างมือถือดุ้นไม้ไผ่และยัดกระบอกไฟฉายอันเล็กใส่กระเป๋ากางเกง

                ทุ่งกว้างที่ยังมืดมิดขวอดเดินดุ่มๆ ฝ่าความเย็นจากสายลมช่วงเช้ามืดไปข้างหน้าด้วยความเคยชิน มือขวาถือดุ้นไม้ไผ่ตีคันนาเป็นบางครั้ง ถึงไซลูกแรกเมื่อขาหย่อนลงน้ำขนลุกด้วยความเย็น เขาเอาปากคาบกระบอกไฟฉายสองมือเปิดหญ้าแห้งด้านบนออก มือสองข้างค่อยๆล้วงเข้าไปในขี้โคลนด้านข้างที่อัดตัวไซอยู่เมื่อดึงไซออกมาได้นำไปสั่นในน้ำจนขี้โคลนหลุดออกได้ยินเสียงกุ้งพร้อมใจกันกระโดดกระแทกกันภายในไซเพื่อหาทางออก เขาเอาไฟฉายส่องดูและยิ้มอย่างสุขใจเมื่อเห็นกุ้งฝอยตัวใสอัดแน่นเกือบครึ่งไซ

                แปลงนาท้ายวัด ลมพัดแรงดงกล้วยสั่นไหว ใบกล้วยตีกันพัลวัน ความมืดยังคลุมพื้นที่ เสียงครางอือ อา อืด อา ดังลอดออกมาจากดงกล้วยเป็นช่วงๆ ส่งผลให้ขวอดใจแกว่งเพราะเขาเป็นคนหนึ่งที่กลัวผีเช่นกัน เขาค่อยๆวางไซที่แบกอยู่ลงบนคันนา อะไรบางอย่างคล้ายหนูแต่ตัวโตกว่าวิ่งผ่านหน้าเขาไปอย่างเร็ว จนเขาตกใจเสียหลักล้มลงหงายหลังหันไปดูอีกทีเจ้าตัวนั้นเผ่นหายไปแล้ว “ทำไมบรรยากาศมันน่ากลัวอย่างนี้วะ?” ขวอดเอามือกอดอกหันซ้ายหันขวา รีบย่างลงน้ำเก็บไซล้างน้ำอย่างรวดเร็วแต่ต้องตกใจพร้อมดีใจเมื่อเห็นกุ้งฝอยอัดแน่นเต็มไซลูกน้อย กำลังเก็บไซลูกสุดท้าย เสียงครางดังกว่าเดิมลอดลอยออกมาจากดงกล้วย ขวอดไม่รอช้ารวบไซทั้งหมดในไม้ไผ่ยกขึ้นบ่าเดินแกมวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้หันไปมองด้านหลังที่มีเจ้าสัตว์ตัวเขื่องสามสี่ตัวค่อยๆคลานออกมาเอาจมูกดมที่ช่องระบายน้ำส่งเสียงฟูดฟิดๆ แล้วยืนสองขาหย่องแหย่งเขย่งมองตามหลังขวอดที่เดินลิ่วกลับบ้าน

                “เอ้ย!! ไอ้ขวอด ไซสามลูกสุดท้ายเอ็งไปดักตรงไหนวะ กุ้งเต็มทุกไซเลย” แม่ถาม

                “โน่น แม่ แปลงนาท้ายวัด” ขวอดตอบพร้อมพยักเพยิดหน้าไปทิศทางดังกล่าว

                “แล้วเอ็งไม่กลัวผีเหรอวะ?” แม่ถามต่อ

                “กลัวซิแม่ ตอนไปเก็บไซ ก็รู้สึกแปลกๆ เลยรีบกลับ ยังคิดอยู่เลยว่าเย็นนี้จะไปดักไซตรงนั้นอีกไหม?” ขวอดบอกแม่ แต่จนแล้วจนรอด ขวอดก็ไปดักไซแปลงนาท้ายวัดอีก เพราะได้กุ้งเยอะมาก เขาต้องข่มความกลัวเมื่อดักไซเสร็จรีบเผ่นกลับบ้าน

                อีกหนึ่งเช้ามืด ขวอดเดินดุ่มไปเก็บไซ เขาเดินไปยังแปลงนาท้ายวัดด้วยใจตุ๋มๆต่อมๆ กลัวก็กลัว อยากได้กุ้งก็อยากได้สุดท้ายเขาสูดลมหายใจเข้าอย่างแรงเพื่อเรียกความกล้าให้ตัวเอง

                ยอดโบสถ์ทะมึนนิ่งอยู่ข้างหน้าดงกล้วยรกทึบลมพัดใบกล้วยโยกไหวชวนให้จินตนาการด้านความกลัวเกิดในใจ อีกแล้วที่ขวอดได้ยินเสียงครางเบาๆลอยมาจากป่ากล้วยรกนั่น เท้าหยุดกึก แล้วค่อยๆเดินต่อ เมื่อไปถึงไซลูกแรกที่หญ้าแปะหน้าถูกรื้อออกแล้ว แต่เขาไม่สนใจรีบดึงออกจากโคลนอย่างรวดเร็วส่ายลงน้ำเล็กน้อย

                ขวอดรีบเดินต่อไปยังไซลูกที่สอง เขาตกใจเมื่อเห็นสภาพไซเละตุ้มเปะฉีกขาด กุ้งบางส่วนนอนตายนิ่งตัวที่เหลือไต่หนีลงน้ำ ใจเริ่มแกว่งพร้อมเสียงครางถี่ดังมากขึ้นจากดงกล้วย ขวอดรวบรวมความกล้าอีกครั้งเดินไปช่องระบายน้ำสุดท้ายที่ใกล้ดงกล้วยที่สุดเพื่อเก็บไซลูกน้อย

                “ อา..อือออ..อืดดดด...อือออออออ” เสียงครางดังชัดเจน ขวอดเข่าอ่อน เหงื่อแตกซิก ไซหลายลูกที่แบกบนบ่าไหลตกลงมาข้างตัว เขาค่อยๆ คลานไปที่ไซลูกสุดท้าย สายตาพบกับไซลูกน้อยเละเทะเช่นกัน เสียงครางเขย่าขวัญดังขึ้นอีก ขวอดหมดความอดทน ลุกขึ้นลากไซข้างตัวหันหลังวิ่งล้มลุกคลุกคลานไม่คิดชีวิต ร้องตะโกนดังลั่นทุ่ง

                “แม่ช่วยด้วย!! ช่วยด้วย!! ผีหลอก!! ผีกินกุ้ง!! ผีหลอก....แม่ ”

                 แต่เสียงแม่ตะโกนมาไกล                  

                "อย่ากลัวลูก ข้อมูลใหม่จากวิทยุ อาจไม่ใช่ผี ดูทั่วๆมีเครื่อง สกิมเมอร์กุ้ง แอบดูดกุ้งซ่อนอยู่แถวนั้นหรือเปล่า ???"