Get Adobe Flash player

ไอ้เติม...ขาดหุ้น ! โดย..เชิงภู

Font Size:

                “เอ่..เอ๋...เด็กขี้ร้องจับใส่ข้องให้ไปร้องกลางนาลมพัดมาถูกเด็กขี้ร้อง..” เสียงร้องเพลงหยอกเด็กน้อยในเปลไกวจากหนุ่มใกล้เบญจเพสนามว่าเติม ทำให้เด็กน้อยในเปลวัยราวขวบเศษที่สวมเสื้อกล้ามตัวเก่าข้างล่างเปลือยเปล่าหัวเราะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่น้ำลายไหลย้อย

                เติมชายหนุ่มวัยยี่สิบสี่ที่คนในหมู่บ้านให้ฉายาว่า “ไอ้เติมขาดหุ้น (ไม่เต็มบาท)” มักจะมานั่งหยอกล้อเด็กน้อยข้างบ้านอยู่เป็นประจำเด็กคนนี้เปรียบเสมือนเพื่อน ไม่กลัวเขา มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้เขาเสมอ คนในหมู่บ้านคิดว่าเติมเป็นคนไม่เต็มบาทเนื่องจากเขาเป็นคนเงียบๆ บางครั้งก็ยิ้มให้สายลมแสงแดดและใบไม้ร่วง แต่เขาไม่เคยโกรธเคืองผู้คนที่ยัดเยียดสิ่งนั้นให้

                เติมอาศัยอยู่กับยายและแม่ ส่วนพ่อนั้นเสียชีวิตตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้แม่เล่าให้ฟังว่าพ่อตายเพราะถูกงูกัด ตั้งแต่เล็กจนโตเติมอยู่กับท้องนา มีท้องฟ้าเป็นเพื่อน อยู่กับกิจกรรมชีวิตเดิมๆ

                “เติมเอ้ย!” เสียงยายเรียกหา

                “อยู่นี่” เติมส่งเสียงตอบและเดินห่างจากเปลเด็กน้อย

                “มา มากินข้าวกัน ไม่ต้องรอแม่เอ็ง แม่เอ็งดำนาซ่อมข้าวอยู่กลางทุ่งโน่น” ยายพูดพร้อมเลื่อนชามข้าวและกับข้าวที่ประกอบไปด้วยปลาช่อนย่าง ผัดเผ็ดนกเป็ดน้ำ น้ำพริกกะปิพร้อมผักมากมาย เติมจับชามตักข้าวเข้าปากกินอย่างเอร็ดอร่อย ยายจับช้อนนั่งมองยิ้มๆ

                “เอ็งมันก็เก่งนะ หาปลา หานกมาให้ยายให้แม่ทำกับข้าวได้ตลอด” ยายพูดเบาๆ ส่งสายตามองหลานอย่างเอ็นดู

                “วันนี้มีอีกยาย จะเอามาให้ยายเยอะๆ” เติมพูดข้าวเต็มปาก ยายยิ้มเอามือลูบหัวเขาอย่างรักใคร่ พร้อมคิดถึงวันวาน..ถ้าไม่มีวันนั้น...หลานยายคงไม่เป็นแบบนี้...

                ย้อนกลับไปตอนเด็กชายเติมอายุได้สี่ขวบ วันนั้นเด็กน้อยเป็นไข้ตัวร้อน ความยากจนบวกความไม่รู้ของคนบ้านนอกได้แต่รักษากันไปตามมีตามเกิด เช้ามืดอาการตัวร้อนไม่ยอมหายจนตัวเริ่มแดงเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของเด็กน้อยพาลให้ผู้เป็นแม่และยายน้ำตาไหลร่วมด้วย 

เมื่อถึงสถานีอนามัยของหมู่บ้านเด็กชายเติมมีอาการชักตัวเกร็งโชคดีทีหมอช่วยไว้ได้ทัน แต่อาการชักครานั้นส่งผลให้เด็กชายกลายเป็นเด็กซึมๆไม่ร่าเริง การเรียนไม่ดี แต่ไม่ได้โชคร้ายทั้งหมด หมอบอกว่าร่างกายยังคงปกติดีทุกอย่าง การชักส่งผลต่อสมองบ้างแต่ไม่ทั้งหมด

                ล่าสุดเมื่อสองปีที่แล้วแม่และยายได้พาเติมไปตรวจเช็คร่างกาย หมอบอกว่าเขาแข็งแรงดีทุกอย่าง แต่อาจจะมีบุคลิกนิ่งเงียบและไม่ค่อยชอบการเข้าสังคม

                ยายตักข้าวเข้าปากและเงยหน้ามองเติมที่มีความสุขกับหัวปลาช่อนย่างจิ้มน้ำพริก ยายยิ้มพร้อมตักหัวปลีลวกใส่ถ้วยให้ เมื่ออิ่มกันแล้วเติมจัดเก็บสำรับกับข้าวและเอาจานไปล้างหลังบ้าน ไม่นานเดินกลับมาหายายพร้อมกล้วยน้ำว้าสุกหนึ่งหวี แล้วเดินไปหยิบหมวกสวมพร้อมข้องสะพายบนไหล่

                “นั่นเอ็งจะไปไหน? เจ้าเติม” ยายถาม

                “จะไปดูเบ็ดที่ปักไว้ เผื่อปลามันกินเหยื่อหมดจะได้เกี่ยวเหยื่อใหม่ จะไปดูบ่วงดักนกด้วย” เติมตอบยิ้มๆและย่างเท้าเดินลงบันไดบ้าน ยายมองตามด้วยสายตาเอ็นดู คนในหมู่บ้านจะว่าหลานอย่างไรแต่ในใจไม่เคยคิดซ้ำเติม

                เติมเดินเล่นลมไปตามคันนา ทุกครั้งที่ได้ออกทุ่งกว้างเขามีความสุขถึงแม้จะอยู่มาตั้งแต่เล็กจนโตแต่ทุ่งนาและฟ้ากว้างก็ทำให้สุขใจทุกครั้งอย่างไม่มีเงื่อนไข เท้าเปล่าสัมผัสหญ้านุ่มบนคันนาบางช่วงคันนาต่ำมีน้ำขังพอแฉะเติมย่ำเท้าไปมาสักครู่เจ้าลูกปูตัวเล็กๆก็ไต่ขึ้นมาให้เห็นบางตัวไต่ขึ้นบนหลังเท้าเขาก้มลงจับลูกปูใส่ข้องเมื่อได้ตามต้องการก็ย่างเท้าเดินต่อ

                มุมคันนาต้นข้าวเบียดเสียดมีช่องว่างเล็กน้อยเติมแหวกใบข้าวเพื่อดูเบ็ดที่ปักไว้กับดินข้างคันนาสายเบ็ดหย่อนลงในน้ำ ตอนนี้ตะขอเบ็ดว่างเปล่าเติมแหย่มือลงในข้องควานหาลูกปูได้แล้วเอาตะขอเบ็ดเกี่ยวตัวปูเพื่อเป็นเหยื่อล่อปลาต่อ

                เดินต่อไปยังเบ็ดคันใหม่ข้างมุมนาใกล้คลองเมื่อแหวกใบข้าวก็มีรอยยิ้ม ปลาช่อนตัวเขื่องกำลังส่ายตัวจนน้ำกระเพื่อมเพื่อให้หลุดจากตะขอเบ็ดที่เกี่ยวปากไว้เติมก้มลงจับหัวปลาไว้แน่นอีกมือค่อยๆปลดตะขอออกแล้วหย่อนปลาลงข้องพร้อมกับจับลูกปูมาเกี่ยวที่ตะขอแทน

                เติมเดินอมยิ้มน้อยๆ เอาข้องขึ้นมาส่องดูปลาช่อนห้าตัวที่นอนเบียดเสียดทับกันอยู่ภายในข้องเขาค่อยๆปล่อยข้องและกระชับสายสะพายบนบ่าย่างเท้าเดินหน้าเพื่อข้ามคลองไปอีกฝั่ง ผ่านแปลงนาที่มีชาวบ้านชายหญิงหลายคนกำลังถอนหญ้าปักซ่อมกล้า เติมส่งยิ้มให้กับคนที่เงยหน้าขึ้นมามองเขาหลายคนยิ้มตอบและหันหน้าซุบซิบกัน

ลุงปองกำลังแบกกำกล้าบนบ่าเดินมาตรงหน้าของเติม เติมยิ้มเดินเข้าไปยกกำกล้าที่อยู่ในไม้ไผ่ยาวจากบ่าลุงปองขึ้นบ่าตัวเองค่อยๆเดินลงแปลงนานำกำกล้าไปวางไว้ข้างชายนา เมื่อหันมาลุงปองเอามือตบไหล่เบาๆแสดงการขอบคุณเติมยิ้มให้แล้วเดินจากไป

                ณ อีกฝั่งคลอง ผ่านแปลงนาเป็นป่าละเมาะขนาดย่อมชุกชุมด้วยนกนานาชนิด เสียงนกส่งเสียงร้องผสมเสียงลมทุ่งพัดใบข้าวพลิ้วใบไม้เสียดสีบางใบหลุดจากขั้วปลิวไปตามกระแสลม

 เติมสอดส่ายสายตาหาเบ็ดบ่วงที่ดักนกไว้ เขาดักนกด้วยวิธีง่ายๆ โดยทำเป็นเบ็ดบ่วงใช้คันเหมือนเบ็ดปักแต่ใช้สายเชือกเอ็นเล็กเหนียวผูกเข้ากับคันเบ็ด ปลายเชือกเอ็นทำเป็นบ่วงกว้างรูด หลังจากนั้นนำคันเบ็ดไปปักไว้บนดินใกล้พุ่มไม้วางบ่วงรูดไว้กับพื้นเมื่อนกบินลงดินเดินหากินไม่ระวังเท้าแหย่เข้าไปในบ่วงตัวไหนโชคไม่ดีบ่วงรูดติดข้อเท้ายิ่งดิ้นบินหนีบ่วงยิ่งรัด นกตัวนั้นก็ต้องนอนรอเขาไปปลดออก

วันนี้เติมได้นกคุ่มสี่ตัวที่ดูเหนื่อยล้ากับการดิ้นหนี เขารวบขานกผูกด้วยเถาวัลย์ที่หาได้แถวนั้นเดินหิ้วกลับบ้าน กว่าจะถึงบ้านเจ้านกทุกตัวก็แน่นิ่ง

เติมวางพวงนกลงข้างบันไดบ้านพร้อมปลดข้องจากบ่าเทปลาช่อนลงในตุ่มน้ำขังปลาเมื่อปิดฝาตุ่มเสร็จหันมานั่งลงถอนขนเจ้านก หลังจากถอนขนเสร็จก็ก่อไฟกองเล็กไฟเริ่มมอดเหลือแต่ถ่านแดงๆ เติมนำนกไปลนไฟเพื่อให้ขนหมดแล้วนำไปล้างน้ำจนสะอาดผูกห้อยไว้ข้างฝาบ้าน

“เติมเอ้ย! กลับมาแล้วเหรอ?” ยายตะโกนถามจากในบ้าน

“มาแล้ว” เติมส่งเสียงตอบ

“เมื่อกี้ไอ้ไข่แดงมันมาบอกให้เอ็งเข้าไปหาหลวงตาที่วัด” ยายตะโกนบอก “ รีบไปเถอะเพื่อหลวงตาจะใช้เอ็ง” ยายบอกต่อ

เติมยิ้มรีบสาวเท้าเดินไปยังวัด ถึงกุฏิหลวงตาเห็นเจ้าไข่แดงกำลังนั่งล้างบาตรและถ้วยชาม  เด็กวัดตัวน้อยเงยหน้าขึ้นมองเห็นเติมยืนยิ้มเผล่อยู่ตรงหน้า

“มาแล้วเหรอพี่เติม โน่นหลวงตาอยู่โน่น ไปหาเลย” ไข่แดงชี้นิ้วไปทางโบสถ์เติมหันมองแล้วเดินไปตามมือชี้ เมื่อไปถึงเห็นหลวงตากำลังถากหญ้าอยู่ข้างโบสถ์ หลวงตาหันมาตามเสียงเดิน เติมยกมือไหว้ยืนอมยิ้มน้อยๆ

“มาแล้วรึเจ้าเติม มา มาช่วยถากหญ้าข้างโบสถ์ หลวงตาปวดเอว เอ็งช่วยหน่อยนะ” หลวงตาบอก เติมไม่รอช้าจับด้ามจอบที่หลวงตาส่งให้ถากหญ้าอย่างขะมักเขม้น หลวงตาถอยหลังออกมายืนมองแล้วเดินหายเข้าไปในโบสถ์

ผ่านไปพักใหญ่ข้างโบสถ์โล่งเตียนหญ้าถูกถางออกและโกยรวมกันเป็นกองเติมกอบหญ้าพาไปสุมไว้ที่โคนต้นไม้เมื่อเสร็จเรียบร้อยพื้นทรายแซมดินดูสะอาดสะอ้านเขายืนมองยิ้มๆ ก่อนจะนำจอบไปเก็บใต้ถุนกุฏิ

เมื่อล้างมือเรียบร้อยแล้วเติมเดินไปนั่งพัก เขาหันไปเห็นบาตร และถ้วยชามที่เจ้าไข่แดงล้างคว่ำไว้แห้งดีแล้วจึงลุกขึ้นเก็บนำไปวางไว้บนกุฏิ เติมกำลังจะลงจากกุฏิเพื่อกลับบ้าน แต่สายตาเห็นควันพวยพุ่งจากหลังคาบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากวัดมากนัก

“เติมเอ้ย!” เสียงหลวงตาเรียก เติมหันไปตามเสียง  

 เอ็งจะกลับแล้วรึ?” เติมไม่ตอบแต่หันหน้ากลับไปมองควันไฟหลวงตามองตามพร้อมพูดด้วยความตกใจ “อ้าว!! นั่นมันเกิดอะไรขึ้น?”

เติมไม่ตอบแต่รีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว หลวงตามองตามอย่างงงๆ

เติมไปถึงหน้าบ้านควันไฟกระจายคลุมหลังคาเขาไม่รอช้าวิ่งเข้าไปในบ้าน ไฟเริ่มลามเลียไปทั่วฝาไม้กระดานเก่าๆ ควันอัดสุมจนเติมต้องนั่งยองๆขยี้ตามองหาคนภายในบ้าน

เขาค่อยๆคลาน ตรงกลางบ้านร่างชายชรากอดเด็กน้อยไว้กับอกนอนลืมตาเมื่อเห็นหน้าผู้เข้าไปช่วยสองมือไขว่คว้าเรียกหาทันที ชายชราร่างระโหยอยู่บนบ่าส่วนเด็กน้อยน้ำตาไหลอาบแก้มและยังคงสะอื้นไห้นั้นเติมโอบกอดกระชับไว้กับบั้นเอวพาเดินย้อนกลับไปในวัด หลวงตายืนรออยู่หน้ากุฏิมองภาพข้างหน้าด้วยใบหน้าละมุน พลางเอ่ยขึ้น นี่หรือคือคนขาดหุ้น?ของชาวบ้าน

คนขาดหุ้น.......ที่ไม่เคยขาดน้ำใจ !!