Get Adobe Flash player

ขวัญหาย..ข้าวหงอย !! โดย..เชิงภู

Font Size:

 

               ยามเช้าถนนหน้าบ้านเต็มไปด้วยเสียงโหวกเหวกของผู้คนทั้งชายและหญิงวัยทำงานที่มายืนรอรถรับส่งขนพนักงานไปทำงานโรงงานในตัวเมือง ช่วงเช้าจึงอึกทึกอลหม่าน กว่าเสียงจะเงียบหายกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้งก็ใกล้แปดโมงเช้า

               สมหมายหนุ่มใหญ่ลูกสองทอดสายตาสู่ถนนหน้าบ้านอย่างเบื่อหน่าย สายตามองผ่านทุ่งกว้างที่ร้างเปล่าไร้ผู้คนใส่ใจหลายแปลงนาเต็มไปด้วยหญ้าเขียว ถัดไปอีกหลายแปลงถูกปรับ เปลี่ยนจากทุ่งนาข้าวเป็นทุ่งป่ายาง ชาวบ้านหลายคนตัดสินใจไปทำงานในโรงงานส่วนทุ่งนานั้นปลูกยางเพื่อรอกรีด...ทำไมต้องปลูกยาง? หลายคนบอกว่าปลูกยางไม่ต้องดูแลมาก ไปทำงานโรงงานได้เงินเดือน ยางต้นโตกรีดได้ขายน้ำยางได้เงินหลายทาง....แต่พวกเขาต้องซื้อข้าว?

               สมหมายลุกขึ้นยืนเอาผ้าขาวม้าโบกไล่แมงหวี่แล้วพาดไว้กับบ่าเดินขึ้นถนนมุ่งหน้าไปทางแปลงนายาวของตนเอง เท้าย่ำคันนารกกอหญ้าเขียวท่วมหลังเท้า ฝ่าเท้าแทบไม่ต้องสัมผัสดิน ถึงแปลงนาของตัวเองเขายิ้มอย่างสุขใจ มือหนาหยาบกร้านแตะใบข้าวสากอย่างเบามือลมพัดแผ่วใบข้าวล้อลมเล็กๆใบสีกับมือเสมือนรับการทักทายจากเขา

               ถัดจากแปลงนายาวของสมหมายอีกหลายแปลงกอข้าวเขียวชอุ่มชูใบเล่นลม อย่างน้อยก็ยังมีชาวบ้านอีกบางส่วนที่ยังไม่ทิ้งทุ่งยังคงมุ่งมั่นกับอาชีพดั้งเดิม

               แสงแดดยามเช้าส่องกระทบใบข้าวน้ำค้างที่แอบซ่อนตามโคนใบเริ่มแห้งหาย ในท้องนาน้ำเจิ่งผักริ้น (ผักพื้นบ้านขึ้นในทุ่งนาทำแกงได้ ชูใบเขียวคล้ำ ข้าวกำลังตั้งท้องต้นข้าวอวบเขียวมีน้ำมีนวลอย่างกับสาวท้องแรก จู่ๆลมพัดแรงแสงแดดหายวับ สมหมายเงยหน้าดูท้องฟ้าเห็นเมฆหม่นเคลื่อนปิดแสงจ้า เขาย่างเท้าเดินไปที่ขนำน้อยหลังจ้อยหลังคามุงจากนั่งลงบนพื้นกระ ดานไม้เก่าสากแต่แข็งแรง

               สมหมายจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ทำไมคนทิ้งทุ่ง? ทำไมคนไม่ปลูกข้าว? แล้วแปลงนาที่ข้าวเขียวชอุ่ม....พระแม่โพสพยังคงคุ้มครองอยู่ไหม? ทุกครั้งที่ข้าวเริ่มตั้งท้องสมหมายและยายเทียนจะทำขวัญข้าวกันเอง เวิ้งทุ่งนี้ไม่มีใครแล้วที่ทำพิธีนี้ การทำขวัญข้าวกำลังเลือนหาย นานวันคนเริ่มไม่รู้จัก พระแม่โพสพเด็กๆ สมัยนี้ไม่รู้ว่าคืออะไร?

               ตอนเขาเป็นเด็กยังจำได้ไม่เคยลืมชาวบ้านทั้งหมู่บ้านรวมตัวกันทำขวัญข้าวมีหมอขวัญข้าวทำพิธี ชาวบ้านนำเอาสำรับมารวมกัน พิธีเริ่มตอนมุ้งมิ้ง (หัวค่ำ) เสียงบทกลอนจากปากหมอขวัญข้าวกล่อมทุ่งยามหัวค่ำ แต่ตอนนี้หมอขวัญข้าวไม่มีแล้ว ยายเทียนบอกเขาว่าเรายังคงทำขวัญข้าวได้โดยการอธิษฐานบอกแม่โพสพให้ดูแลข้าวกล้า

               ยายเทียนบอกสมหมายให้จัดเตรียมของไว้ทำขวัญข้าวในวันพรุ่งนี้ซึ่งตรงกับวันพฤหัสเดือนเก้าขึ้นเก้าค่ำ ยายเทียนผู้เป็นแม่บอกกับเขาเสมอว่าอย่าลืมคุณแม่โพสพเทพนารีแห่งข้าวงาม

               เป็นที่น่าแปลกใจข้าวทุกแปลงของสมหมายรวมทั้งแปลงนาที่อยู่ใกล้กับเขาข้าวไม่เคยเสียหายแต่แปลงที่ไกลออกไปเจ้าของนาเริ่มถอดใจเพราะข้าวไม่งามมีทั้งแมลงเจาะต้นข้าวแคระแกรนทั้งที่ทุ่มเทใส่ปุ๋ยและดูแล สมหมายเคยถามตัวเองว่าเป็นเพราะอะไร? เพราะไม่ทำขวัญข้าวหรือสาเหตุอะไร? แต่สิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจตลอดคือเขาขอบคุณพระแม่โพสพทุกครั้งที่ลงมือแปรดินทำนา!!

               “ป้อ ป้อ (พ่อ พ่อ)” เสียงเรียกจากเด็กน้อยปลุกให้สมหมายหลุดจากความคิด มอมลูกชายคนโตของเขากำลังวิ่งตรงมาที่ขนำปากส่งเสียงเรียกพ่อ วันนี้คุณครูที่โรงเรียนไปอบรมโรงเรียนหยุดหนึ่งวันลูกชายเลยได้เล่นซนสนุกสนานอยู่ที่บ้าน

               “มีไอ้ไหรไอ้มอม (มีอะไรไอ้มอม)” สมหมายถามลูก

               “ไม่มีไหรคับ เห็นพ่อมานาเลยตามมา (ไม่มีอะไรครับเห็นพ่อมาทุ่งนาเลยตามมา)” ลูกชายตอบพร้อมยิ้มอายๆ หย่อนนั่งใกล้พ่อ

               “ ป้อ หล่าวเรื่องแม่โพสพให้ฟังได้ม่าย (พ่อเล่าเรื่องแม่โพสพให้ฟังได้ไหม)?” ลูกชายถาม สมหมายอมยิ้มเพราะเรื่องนี้เขาจำได้เสมอยายเทียนเล่าให้ฟังตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก.....

               .....แม่โพสพเป็นเทวดาประจำรวงข้าวขี่ปลากรายทองและปลาสำเภา วันหนึ่งที่เมืองไพสาลีกลางที่ประชุมมนุษย์ได้ปรึกษากันว่าระหว่างพระพุทธเจ้าและแม่โพสพใครมีคุณมากกว่ากัน ที่ประชุมเห็นพ้องกันคุณของพระพุทธเจ้ายิ่งใหญ่กว่าแม่โพสพ แม่โพสพได้ยินก็น้อยใจที่ดูแลรักษามนุษย์อยู่แต่มนุษย์ไม่เห็นความดี จึงขี่ปลากรายหนีไปอยู่ที่ป่าหิมพานต์ เมื่อแม่โพสพหนีไปก็เกิดความอดอยากในโลกมนุษย์ทำนาข้าวก็เสียหายมนุษย์ไม่มีข้าวกินจึงไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าให้พระมาตุลีไปเชิญแม่โพสพกลับมา เมื่อไปถึงได้อ้อนวอนให้แม่โพสพกลับมายังโลกมนุษย์แต่แม่โพสพไม่ยอมกลับเพราะยังน้อยใจมนุษย์ที่ไม่รู้บุญคุณแต่ให้เมล็ดข้าวมาดูแลมนุษย์แล้วสั่งว่า เมื่อเก็บข้าวก็ให้ทำขวัญข้าวนึกถึงแม่โพสพ แม่โพสพจะมาหามนุษย์ปีละหน พระมาตุลีรับเม็ดข้าวแล้วกลับโลกมนุษย์นำเมล็ดข้าวพันธุ์ถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเรียกมนุษย์มาพร้อมกันอธิบายทุกอย่างให้ฟังและมอบพันธุ์ข้าวให้แก่มนุษย์ตั้งแต่นั้นมามนุษย์ก็ทำขวัญข้าวเพื่อเชิญแม่โพสพให้มาหาเพื่อดูแลมนุษย์และปกปักรักษาข้าวในนาให้งอกงาม....

               สมหมายเล่าจบหันหน้ามามองลูกชาย เอามือลูบหัว “แม่โพสพสวยม่าย..ป้อ? (แม่โพสพสวยไหมพ่อ)” ลูกชายถาม

               “สวยอยู่แล้ว! สวยแน่นอน! ใจดีด้วย” สมหมายตอบ

               เสียงตะโกนเรียกบนถนน สมหมายชะเง้อมองเห็นภรรยากวักมือเรียก เขาลุกขึ้นเดินตามคันนานำหน้าลูกชายกลับบ้าน

               สมหมายและลูกชายเดินเข้าบ้าน บ้านเสาสูงที่ยังคงแข็งแรงแม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ตาม เขาเพิ่งจะเปลี่ยนหลังคาใหม่ จากสังกะสีเก่าเป็นรูเปลี่ยนเป็นกระเบื้อง หลังคาจึงดูแข็งแรงยามฝนตกระทบเสียงไม่ดังให้รำคาญใจ

               ยายเทียนแก่มากแล้ว เส้นผมสีขาวยาวคลุมศีรษะมวยง่ายๆเหน็บไว้ด้วยหวีเนียด (หวีเสนียด) มุมปากน้ำหมากสีแดงไหลย้อย ใบหน้าย่นยับสับสนด้วยริ้วรอยที่ผ่านวันเวลามา นิ้วมือหงิกกระดูกปูดโปน นอนหลับพักผ่อนอยู่บนตะแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนบ้าน

               สมหมายเดินผ่านตะแคร่ไปในครัว มะปรางผู้เป็นภรรยากำลังจัดสำรับกับข้าวเตรียมรับประทาน “แม่บอกให้พี่ไปหาตาพ่วงถามแลว่าอีทำขวัญข้าวกันหม้าย (แม่บอกให้พี่ไปหาตาพ่วงถามดูว่าจะทำขวัญข้าวด้วยกันไหม)” มะปรางบอก สมหมายพยักหน้ายิ้มรับรู้แล้วนั่งลงกินข้าว

               สมหมายเดินลัดทุ่งไปบ้านตาพ่วง เมื่อถึงหน้าบ้านตะโกนเรียกเสียงดัง “ตา ตาอยู่ม่าย แม่ให้มาถามว่าต่อเช้าทำขวัญข้าวกันม่าย? (ตา ตาอยู่ไหม แม่ให้มาถามว่าพรุ่งนี้ทำขวัญข้าวกันไหม)” สมหมายส่งเสียงถามอยู่หน้าบ้าน สักพักตาพ่วงชายมีอายุแต่ร่างกายยังคงแข็งแรงดูทะมัดทะแมงโผล่หน้าออกมาดู “อ้อ ไอ้หมายเหอะ ม่ายหรอก ต่อเช้าอีไปทำธุระสักหิด (อ้อ ไอ้หมายเหรอ ไม่หรอก พรุ่งนี้จะไปทำธุระสักหน่อย)”

               สมหมายเดินต่อไปยังบ้านป้าปริก กับป้าแป้น แต่ทั้งสองคนก็ปฏิเสธไม่ร่วมด้วยโดยบอกเหตุผลว่าปีนี้ทำนาแค่สองแปลง

               เช้ามืดวันใหม่แสงไฟจากห้องครัวใต้ถุนบ้านส่องสว่าง สองสามีภรรยากำลังจัดเตรียมสำรับสำหรับทำขวัญข้าวในวันนี้ ข้าวสุก แกงปลามีหัวมีหาง ขนมต้มขาว ต้มแดง กล้วย อ้อย บรรจงจัดลงถ้วยใบตองเล็กๆ และนำไปวางลงในถาดสังกะสีลวดลายดอกไม้สวยงาม เหล้าขาว หมากพลู ธูปเทียนและด้ายสามสีวางประกบ

               เก้าโมงเช้าสมหมายและยายเทียนเริ่มทำขวัญข้าว มุมคันนาใกล้แปลงข้าวสมหมายค่อยๆวางถาดสำรับลงบนพื้นหญ้า ยายเทียนปากเปรอะน้ำหมากมวยผมเรียบร้อยใส่เสื้อสีขาวแขนยาวนุ่งซิ่นสีหม่น ผ้าผืนยาวสีขาวห่มเป็นสไบเฉียงใช้มือสั่นเทาหยิบธูปเทียน เมื่อธูปเทียนถูกจุดเรียบร้อยสองแม่ลูกพนมมือหลับตา ปากยายเทียนขยับเบาๆ เหมือนบอกกล่าวส่งถึงแม่โพสพ

               ผ่านไปพักใหญ่ ยายเทียนลืมตากระแอมเบาๆ ยกมือไหว้จรดศีรษะและปักธูปเทียนลงบนดินใกล้ถาดสำรับ เมื่อทั้งสองเงยหน้าขึ้นลมแรงวูบใหญ่พัดผ่านเปลวเทียนไหววูบควันธูปกระจาย

               “เสร็จแล้วโลกเหอ (เสร็จแล้วลูก)” ยายเทียนบอกสมหมาย

               ป้าเทียนงกๆเงินๆพยายามลุกขึ้น สมหมายปราดเข้าไปประคองพยุงพาไปยังขนำ

               “เราทำขวัญข้าวแล้ว แต่เรากะต้องดูแลนาให้ดีนะหมายนะ (เราทำขวัญข้าวแล้วแต่เราก็ต้องดูแลที่นาให้ดีนะสมหมาย)”

                ยายเทียนค่อยๆหย่อนลงนั่งปากนั้นพร่ำสอนลูกพลางดึงเศษผ้าสีแดงที่ชายพกขึ้นเช็ดน้ำหมากที่เปรอะกระเซ็น

               “ครับผมจะจำไว้แม่เหอ ไม่ลืมเด็ดขาด จะสอนต่อให้ลูกมันโร้กัน (ครับผมจะจำไว้แม่ ไม่ลืมเด็ดขาดจะสอนต่อให้ลูกมันรู้ด้วย)” สมหมายตอบแม่

               “ทุกสิ่งทุกอย่างเท่คนเฒ่าคนแก่สั่งสอนและกะทำมาหมันมีแต่สิ่งดี (ทุกสิ่งทุกอย่างที่คนเฒ่าคนแก่สั่งสอนและทำกันมามันมีแต่สิ่งดี)” ยายเทียนพูด

               การทำขวัญข้าวกะเหมือนกัน เป็นพิธีของคนไทยบ่งบอกถึงลักษณะของคนไทย ที่มีความอ่อนโยนละเอียดอ่อน อ่อนน้อมต่อผู้มีพระคุณและหาโอกาสแสดงออกถึงการสำ นึกบุญคุณ แม่โพสพมีคุณมาก !!