Get Adobe Flash player

คุยกับแฟน โดย : ป. ปัญญาชน

Font Size:

                วันนี้ผมขออนุญาตเขียนคุยกับแฟนๆสักครั้ง ปะหน้าหลายท่านต่างเป็นห่วงว่าลุงปีหายไปไหน ถูกไล่ออกจากคอลัมน์นี้ไปแล้ว หรือว่าเจ็บป่วยประการใด ? ด้วยส่วนลึกของหัวใจต้องบอกว่า ขอบคุณอย่างมากจนอดไม่ได้ที่จะต้องขอบคุณทุกๆท่านที่ยังคิดถึงและเป็นห่วงมา ณ ที่นี้

                "แหม..เล่นหายไปเฉยเป็นเดือนๆจะไม่ให้ห่วงไม่ให้คิดถึงได้อย่างไร"  ป้าสุดใจเจอกันที่ตลาดจีนแถวบ้านเอ่ยถามอย่างกันเอง ราวกับลูกหลานทีเดียว

                ส่วนพี่แมวแถว Orange County ให้กำลังใจอย่างมาก

                "เชื่อไหม เวลารับเสรีชัย หน้าแรกที่จะเปิดอ่านนั้น ต้องอ่านคอลัมน์นี้ก่อนแล้วถึงกลับไปดูข่าวหน้าแรก"

                "ขนาดนั้นเลยเหรอครับ พี่แมว" ผมก็ไม่แน่ใจว่าพี่ท่านพูดจริงหรือพูดเล่น แต่ก็อดปลื้มไม่ได้

                ผิดกับอีกสองท่านที่ผมแทบจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี  ปกติผมเจอคนไทยไม่ว่าจะรู้จักกันหรือไม่ผมมักจะเข้าทักทายก่อน แนะนำตัว (อาจเพราะอยู่ที่นี่มานานเกินไป)

                "สวัสดีครับ ผมชื่อ...อยู่หนังสือพิมพ์เสรีชัยครับ"

                เธอมองหน้าแถมไม่ยิ้มให้เลย ทั้งๆหน้าที่การงานก็สูงส่ง เคยเห็นเป็นข่าวอยู่ในสังคมแอลเอเสมอๆ อยากรู้ไหมว่าท่านตอบว่าอย่างไร

                "รู้แล้ว !" ตอบห้วนๆ แล้วเดินหนีไปเฉยเลย แถมหน้าก็ไม่มอง โห...ทำไมโหดแบบนั้น หน้าผมเนี่ยหดหายไปเหลือสองนิ้วครึ่ง จากนั้นผมก็ไม่ค่อยกล้าแนะนำตัวกับใครอีกเลย

                อีกท่านหนึ่งที่ผมพอนึกได้ในขณะนี้ก็คือ คุณ เล็ก อยู่แถวๆเมืองพาซาดีน่า บอกว่าชอบอ่านเรื่องสั้นแนวนี้มาก

                "ผมชอบอ่านขนาดตัดกรอบนี้ไว้รวมเป็นปึกเลย เวลาเหงาก็เอามาอ่านอีก"

                ผมก็ถามเรื่องราวที่เขียนไป เขาก็จำได้ตอบได้ แบบนี้แสดงว่าอ่านจริง แฮ่ม..ขอบคุณหลายๆ แสดงว่าอ่านจริง

                แค่นี้ผมก็เป็นปลื้มที่สุดเท่าที่ทำงานรับใช้คนไกลบ้านมากว่ายี่สิบปี คนเขียนหนังสือไม่มีอะไรจะสุขใจไปมากกว่าการมีคนอ่านผลงานของเขา ไม่ว่าจะเป็นตำหนิติเตียนหรือชมกันพอหอมปากหอมคอ หรือชมกันแบบไม่ให้เสียน้ำใจก็ตาม นี่แหละเขาเรียกว่าเป็นน้ำใจใสสะอาดที่สามารถชโลมใจคนเขียนหนังสือได้ดีที่สุด ให้มีกำลังใจในการผลิตผลงานต่อไป แต่หากเขียนแล้วไม่มีคนอ่าน หรือมีแต่คนติไม่อยากอ่าน นั่นย่อมหมายถึงจุดจบของการเป็นคนเขียนหนังสือนั่นเอง ขอบคุณอีกครั้งครับ ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อเป็นเพื่อนไกลบ้านของทุกท่าน

                แต่...โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แฟนๆที่ติดตามทางเวปไซต์ของเสรีชัยก็มีจำนวนไม่น้อย ทั้งภาคอีสาน หรือ ภาคใต้ ตลอดจนจังหวัดอื่นๆของประเทศไทย และคนไทยที่อยู่ประเทศต่างๆเกือบทั่วโลกทีเดียว อีเมล์หลายฉบับเป็นกำลังใจ

                ที่ต้องขอบคุณอีกหลายๆท่านที่กรุณาส่งเรื่องสั้นเข้ามาช่วยกันสร้างสรรค์คอลัมน์นี้ให้มีหลากหลายรสชาติ จะได้เห็นจากผลงานของผู้ใช้นามปากกาว่า เชิงภู ปกติเธอจะเป็นนักเขียนอิสระ (Freelance) หากถามผมว่า การเป็นนักเขียนอิสระกับการเป็นคอลัมนิสต์นั้นต่างกันอย่างไร ผมก็บอกว่า

                การเป็นนักเขียนอิสระนั้น เรามีเวลาคิด สร้างอารมณ์ จินตนาการ การตรวจตราสร้างสรรค์ได้มากกว่า ไม่ต้องรีบร้อน มีอารมณ์ยามไหนก็กลับมาเขียนต่อได้ ภาษาลีลาก็ปรับได้เวลากลับมาอ่านใหม่ สามารถปรับปรุงแก้ไข ทำให้ภาษาสวย ลีลาแจ่ม เรื่องราวก็ไหลลื่น ยามจิตใจสงบ มีอารมณ์ในการเขียน ขี้เกียจก็ไม่ต้องเขียน เป็นต้น

                ส่วนการเป็นคอลัมนิสต์นั้น ต่างกันมากมาย เพราะส่วนมากจะเขียนไม่ออก สมองตื้อทึบ ต้องใกล้เส้นตายนั่นแหละ ถึงสามารถกลั่นต้องบีบออกมาให้ได้ จะให้หนังสือทั้งฉบับมารอเราคนเดียวคงไม่ได้แน่นอน บางครั้งผลงานออกมาแทบไม่ได้มีการทบทวนด้วยซ้ำไป

                ด้วยเหตุนี้การเป็นคอลัมนิสต์ (คอลัมหน่อย) มันมีความกดดันสูงมาก เพราะเวลาหนึ่งอาทิตย์มันวิ่งเร็วเหลือเกิน แทบหายใจไม่ทัน

                เหตุนี้เลยให้เธอลองดู เธอก็ลุยเขียนแนว ท้องถิ่นนิยม มาเป็นเดือนแทนผม ดีใจครับที่มีแฟนๆหรือเพื่อนๆช่วยเขียนให้บ้าง คิดว่าคงได้พบผลงานของคุณที่ใช้นามปากกาว่า เชิงภู อีกต่อไปๆในวันข้างหน้า หากความคิดจินตนาการ ประสบการณ์ ยังวิ่งกระฉูดอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

                อีกท่านหนึ่งที่ชอบเขียนแนว ท้องถิ่นนิยม แบบลูกหลานอีสานแท้ ทำให้คิดถึง คุณ จันจิรา จากสกลนคร ได้ข่าวว่าขณะนี้กำลังจะมีน้องอีกคน เลยทำให้ไม่มีเวลาเขียนให้เราได้อ่าน คิดว่าอีกไม่นานคงได้อ่านผลงานของเธอที่นี่อีกอย่างแน่นอน

                ส่วนอีกหลายๆท่านที่เราไม่สามารถนำลงตีพิมพ์ได้ ก็อย่าได้ท้อแท้หมดกำลังใจ อย่าลืมว่าตะกร้าสร้างนักเขียนมามากต่อมากแล้ว พยายามต่อไปครับ

                ปกติผมเองมักไม่ค่อยแก้หรือดัดแปลงงานเขียนของแต่ละท่านที่ส่งเข้ามา นอกจากบางครั้งก็ขอสิทธิ์ในการตัดต่อให้เหมาะสมกับหนังสือพิมพ์ เช่น การใช้ภาษา แนวเขียน หรือ บางเรื่องไปเกี่ยวข้องกับการหมิ่น หรือพาดพิงคนอื่นทำให้ได้รับความเสียหาย

                อีกอย่างก็ต้องอนุญาตให้ผมสามารถตัดต่อแต่งเติมนิดๆหน่อยๆเพื่อให้พอดีกับเนื้อที่ในคอลัมน์ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย แต่มันจำเป็นเลยต้องทำ !

                ส่วนท่านที่ยังลังเลอยู่ไม่ได้ส่งเข้ามาร่วมแจมด้วย ก็ขอเป็นแรงใจให้เขียนเถิดครับ แบ่งปันประสบการณ์ชีวิต จินตนาการณ์สร้างสรรค์ เพื่อพี่น้องเพื่อนไกลบ้านของเราจะได้ไม่เหงา

                ไม่ว่าจะเป็นแนวไหนรับได้หมด แนวสัจนิยม แฟนตาซี ครอบครัว สัจนิยม มหัศจรรย์ ท้องถิ่นนิยม หรืออะไรก็ตามที่คิดว่าน่าจะแบ่งปันให้ได้อ่านกันบ้าง

                เท่าที่ได้รับทราบข่าวคราวจากพี่น้องเพื่อนๆแฟนๆ ส่วนมากต้องการอยากอ่านแนวตลกเรื่องเบาๆภาษาง่ายๆ ไม่ต้องปีนบันไดอ่าน อะไรทำนองนั้นแหละ

                เพื่อให้ง่ายเข้า ส่งทางอีเมล์ก็ได้ครับ ไปที่หนังสือพิมพ์เสรีชัย หรือ โดยตรงที่ผมก็ได้เช่นเดียวกัน อีเมล์ : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. รับรองจะตอบทุกฉบับ เรื่องไหนที่ลงไม่ได้ก็จะแจ้งให้ทราบตรงไปตรงมา เพื่อในการพัฒนาการเขียน ความยาวไม่เกินสี่หน้า

                สำหรับรางวัลในการเขียนนั้น ขณะนี้ยังไม่มี แต่อนาคตไม่แน่อาจจะมีก็ได้ แบบนี้ก็แล้วกัน หากเขียนมาสามารถลงตีพิมพ์ได้ก่อนคริสต์มาสนี้ ผมจะส่งหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊ครวมเรื่องสั้น "100 เรื่องราว ร้อยเตือนใจ" ไปให้ฟรี...ไม่ว่าท่านจะอยู่จุดไหนของโลก โดยทางไปรษณีย์

                อีกประการหนึ่ง บ้านผมเป็นบ้านเปิด ที่ว่าบ้านเปิดนั้นก็เพราะว่า เพื่อนฝูง คนรู้จักมักจะแวะเวียนมาเยี่ยมเยียน บ้างก็แวะมาทานข้าวด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องที่เดินทางมาจากต่างรัฐ หรือ จากเมืองไทยก็มักจะมาพักที่บ้านเสมอๆ

                บ้านหลังนี้เปิดรับเสมอ (ยกเว้นโจรผู้ร้าย) เพราะเคยโดนมาแล้วครั้งหนึ่ง จำได้ว่าตอนนั้นยังเขียนอยู่ที่สยามโครนิเคิล ผมออกไปทานข้าวกลางวันเพียงชั่วโมงเดียวเอง แหม...พี่ท่านเข้ามาขนจนหมดเกลี้ยง ชนิดกลับมาเห็นต้องอ้าปากค้างทีเดียว

                -อะไรของมัน (วะ) เพียงเวลาสั้นๆเท่านั้น เขาสามารถรื้อสิ่งของทุกชิ้นทั้งจากลิ้นชัก ห้องนอน ห้องทำงานได้ไปหมดเกลี้ยงจริงๆ ซองจดหมายแต่ละซองแทบจะฉีกออกมากองไว้บนพื้นแต่ละห้องทีเดียว ถึงอย่างไรก็ช่างเถิดครับ ถือว่าของไม่ใช่ของเรา บ้านหลังนี้ก็ไม่ใช่ของเรา หากเป็นของเราจริงเวลาเราจากโลกนี้ไปต้องสามารถเอาไปด้วยได้ แต่เมื่อเอาไปไม่ได้ก็คงไม่ใช่ของเราแน่ๆ สวรรค์สร้างให้เราได้อยู่อาศัยใช้ชั่วคราว เราก็คงต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ จริงไหมท่าน เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เลยไม่หวงไม่ห่วงบ้านแล้ว ใครผ่านไปแถวนั้นก็แวะได้ ไปซื้อกับข้าวแถวนั้นก็แวะเวียนกันมาได้ ผมจะได้ไม่เหงาด้วย

                เมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็มีเพื่อนจากต่างรัฐแวะมาทานข้าวที่บ้าน เพียงแต่บอกว่าอยากทานอะไรก็สามารถหาได้ไม่ยากแถวนั้น เพราะมีตลาดและร้านอาหารมากมาย ทั้งอาหารไทย จีน เวียตนาม ต้องการทำกับข้าวกันเองก็ไปซื้อของสดๆจากตลาดจีนขนาดใหญ่อยู่หลายแห่งแถวนั้น ถ้าอยากออกไปทานอาหารนอกบ้านก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด ขอเพียงแต่บอกเท่านั้น

                เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา มีเพื่อนที่อยู่แถวรัฐนาวาดา และ โอรีกอน แวะมาเยี่ยมและพักที่บ้านอยู่สองสามวัน ต่างก็มีความเห็นต้องกันว่า จะออกไปซื้ออาหารทะเลมาปรุงเองที่บ้าน

                "งั้นตกลง ไปซื้ออาหารทะเลสดๆดีกว่า พวกล๊อปเตอร์ ปลาเป็นๆมาทำกินกัน" หลังจากนั้นไม่นานเราก็เอามาต้มพร้อมกับทำน้ำจิ้ม กินกันอย่างเอร็ดอร่อย แถมถูกกว่าไปทานภัตตาคารจีนเสียอีก ก่อนเดินทางกลับ ผมถามพี่สมปองว่า "เป็นไงบ้าง อาหารที่เราทำกินกันอร่อยมากไหม" พี่ปองบอกว่า "อร่อยดี แต่น้ำจิ้มเผ็ดไปหน่อย" ผมหันไปถาม "เจ๊เฮียงล่ะอาหารเป็นไงบ้าง"

                 เจ๊แกยืนนึกสักครู่ตอบเสียงดังฟังชัดแบบลูกครึ่งจีน    " พอแหลกด้าย !! "