Get Adobe Flash player

ลอยกระทง...กินหนมพิมพ์ !! โดย..เชิงภู

Font Size:

 

                “ย่างเดือนสิบเอ็ดน้ำเริ่มไหลนอง เพ็ญเดือนสิบสองพี่และน้องร่วมลอยกระทง... ” เสียงเพลงหวานแว่วดังจากเสียงตามสายของหมู่บ้าน ลำโพงน้อยสี่อันหันหน้าสี่ทิศประดับอยู่บนเสาไฟฟ้าใกล้หลังคาโรงเรียน ทุกๆเช้าลุงภารโรงของโรงเรียนประถมประจำหมู่บ้านนี้จะทำหน้าที่เปิดเพลงแจ้งข่าวให้ชาวบ้านทราบ

                วันนี้เช่นเดียวกัน หนูเอียดตื่นขึ้นมาเพราะลุงภารโรงปลุก เธอลุงขึ้นขยี้ตาดึงผ้าห่มหนามาห่อไหล่ยังไม่อยากตื่นเพราะอากาศเป็นใจให้นอนต่อเหลือเกิน แม่คงตื่นนานแล้วเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ข้างนอกฟ้าครึ้ม ฝนปรอย หนูเอียดค่อยๆ เอนตัวลงนอนอีกครั้งเธอนอนลืมตาแป๊วฟังเสียงลุงภารโรงแจ้งข่าวการจัดงานลอยกระทงในวันนี้

                ใช่ซิวันนี้วันลอยกระทง!! หนูเอียดเด้งตัวลุกอย่างรวดเร็วเมื่อวานคุณครูสั่งว่าวันนี้ให้นักเรียนนำหยวกกล้วยใบตองไม้กลัดและดอกไม้สดไปโรงเรียนเพื่อทำกระทง

                หนูเอียดเด็กหญิงตัวจ้อยอยู่ชั้นประถมสี่สะพายกระเป๋าผ้าที่แม่เย็บให้ใส่สมุดหนังสือ สวมหมวกใบน้อยเพราะฝนยังปรอยอยู่ มือขวาบรรจงหิ้วถุงใส่วัสดุทำกระทงที่แม่จัดเตรียมให้ขาดเฉพาะดอกไม้สดเพราะที่บ้านไม่ได้ปลูกไว้ บ้านหนูเอียดอยู่ใกล้โรงเรียนเดินนิดเดียวก็ถึงแล้ว เมื่อเดินเลี้ยวเข้าประตูโรงเรียนมือเล็กๆ ค่อยๆเด็ดดอกเข็มข้างรั้งโรงเรียนใส่ในถุงได้ตามต้องการแล้วเดินลิ่วเข้าอาคารไม้สู่ห้องเรียนของตัวเอง

                วันนี้ไม่มีการเรียนการสอนเพราะทางโรงเรียนทำกิจกรรมวันลอยกระทง บนเวทีในโรงอาหารมีการแสดงของแต่ละชั้นเรียนทั้งการเต้นรำ การประกวดนางนพมาศ และที่สำคัญมีการประกวดกระทงด้วย เด็กนักเรียนทุกคนสามารถส่งกระทงที่ตัวเองทำขึ้นเข้าประกวดได้ถ้ามั่นใจว่าสวยงามพอ

                หนูเอียดนั่งกินขนมอยู่กับกลุ่มเพื่อนๆมองดูการแสดงบนเวทีด้วยความไม่สนใจมากนัก การแสดงของห้องเธอผ่านไปแล้ว เหลืออีกสองชั้นเรียนก็จะเข้าสู่การประกวดนางนพมาศ เด็กนักเรียนที่ได้แสดงบนเวทีกับประกวดนางนพมาศนั้นคุณครูแต่ละห้องจะคัดเลือกเองซึ่งเธอไม่เคยอยู่ในสายตาของคุณครูเลย หนูเอียดอยากจะแสดงบ้างแต่ไม่มีสิทธิ์เพราะคุณครูไม่เลือก เคยถามแม่ว่าทำไมครูไม่เลือก คำตอบแม่คือ ”เพราะหนูเป็นลูกแม่ ไม่ใช่ลูกของคุณครู หรือลูกของผู้ใหญ่บ้าน” เธอก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีแต่ขี้เกียจสนใจซักถามต่อ

                บ่ายสองโมงกิจกรรมบนเวทีเสร็จเรียบร้อยคุณครูนำเด็กนักเรียนไปลอยกระทงในสระของโรงเรียน หนูเอียดประคองกระทงใบตองตรงกลางกระทงประดับด้วยดอกเข็มค่อยๆวางลงในสระน้ำ กระทงแตะน้ำเอียงกะเทเร่แต่ยังตรงตัวลอยไปข้างหน้าตามแรงมือกระทุ้งน้ำ หนูเอียดลุกขึ้นยืนมองกระทงของตัวเองแล้วยิ้มสุขใจ

                หนูเอียดเดินเข้าบ้านอย่างมีความสุข ตะแคร่ใต้ถุนบ้านมีหยวกกล้วยใบตองที่เหลือจากเตรียมให้เธอนำไปทำกระทงที่โรงเรียนวางอยู่ แม่เตรียมไว้ทำกระทงสำหรับลอยในค่ำคืนนี้ เสียงเพลงจากหน้าหมู่บ้านดังแว่วมาบ่งบอกว่างานลอยกระทงของหมู่บ้านในค่ำคืนนี้เริ่มขึ้นแล้ว

                หนูเอียดถอดชุดนักเรียนออกจากตัวเปลี่ยนเป็นเสื้อกางเกงอยู่บ้านชุดเก่า ปากก็ร้องเรียกหาแม่  “แม่ แม่ อยู่ไหนนิ?”

                “อยู่นี่ลูก ว่าปรือ? (ว่าอย่างไร)” แม่ส่งเสียงจากในครัว  หนูเอียดวิ่งไปหาแม่ในครัวเห็นแม่กำลังล้างจาน เธอได้กลิ่นข้าวหอมกรุ่นจากหม้อข้าวบนเตาถ่านสายตาเหลือบเห็นกับข้าวทุกอย่างเตรียมพร้อม

                “วันนี้แม่ทำกับข้าวไวจัง (วันนี้แม่ทำกับข้าวเร็วจัง)” หนูเอียดพูดเปรยๆ

                “ก็เดี๋ยวจะได้ทำกระทงกันอย่างไรล่ะ” แม่ตอบพร้อมคว่ำจานใบสุดท้ายที่ล้างเสร็จ

                “แม่เสร็จในครัวแล้วไปทำกระทงกันดีหวานะ (กันดีกว่านะ)” หนูเอียดเอ่ยชวนแม่

                สองแม่ลูกเดินจูงมือลงบันไดหายไปใต้ถุนบ้าน เสียงหยอกล้อหัวเราะคิกคักของสองคนดังเป็นระยะๆ ตกเย็นกระทงฝีมือสองแม่ลูกแล้วเสร็จตรงกลางกระทงปักธูปเทียนเรียบร้อย แม่เก็บเศษใบตองไปทิ้งในกอกล้วยข้างบ้าน

                สองคนนั่งกินข้าวอยู่บนเสื่อในครัว ข้างนอกนั้นเสียงฝนกระหน่ำตกอย่างหนัก   “เบื่อจัง !! ฝนตกไม่หยุดเลย แล้วไปลอยกระทงได้ไหมนิ?” หนูเอียดพูดพลางเคี้ยวข้าวในปาก

                “เดี๋ยวหมันกะหยุด เดือนอ้ายกะพันนี้(แบบนี้)แหล่ะ” แม่พูดปลอบใจลูกสาว

                “เดือนอ้ายคือไอ้ไหรล่ะแม่? (เดือนอ้ายคืออะไรเหรอแม่)” หนูเอียดถามขึ้น

                “เดือนอ้ายคือเดือนสิบสอง เดือนอ้ายเป็นหน้าฝนของภาคใต้ฝนตกหนัก” แม่ตอบ

                “เราต้องลอยกระทงเดือนอ้าย ลอยเดือนอื่นได้ไหมแม่ แล้วไตร (ทำไม) เราต้องลอยกระทงล่ะ?” หนูเอียดยังไม่สิ้นสงสัย

                “ต้องลอยเดือนอ้ายอย่างเดียว เขาไม่ลอยกันเดือนอื่นหรอก” แม่ตอบแล้วหยิบขันน้ำยกขึ้นดื่ม “ลอยกระทงเพื่อขอบคุณน้ำที่เราเอามาใช้กินใช้อาบใช้ทำนา แล้วกะลอยให้เราหมดเคราะห์” แม่ตอบให้ลูกสาวได้เข้าใจ

                ย่ำค่ำฝนที่ตกจนถนนแทบน่วมเริ่มขาดเม็ดสองแม่ลูกเตรียมพร้อมไปร่วมงานลอยกระทงหน้าหมู่บ้าน อากาศเย็นจากฝนตกจนต้องใส่เสื้อแขนยาวหนูเอียดสวมหมวกใบเล็กตามความเคยชินส่วนแม่นั้นไม่ลืมหยิบร่มติดมือไปด้วย

                ถนนสายเล็กแสงสว่างวับแวมจากไฟรายทางมัวๆ สองข้างทางเปียกชื้นฉ่ำไปด้วยน้ำฝนที่เพิ่งตกเสร็จ ชาวบ้านหลายคนเริ่มออกเดินย่างเท้าไปร่วมงาน แม่ถือร่มส่วนหนูเอียดหิ้วถุงใส่กระทง ใกล้ถึงหน้าหมู่บ้านที่มีคลองน้ำหลาก ณ สถานที่จัดงานของหมู่บ้านเสียงเพลงเริ่มดังชัดเจนขึ้น กลิ่นหอมจากขนมพื้นบ้านลอยแตะจมูก เวทีเล็กเริ่มมีการจัดเตรียมเครื่องไฟเครื่องเสียงต่างๆ

                “ วันเพ็ญเดือนสิบสอง..น้ำก็นองเต็มตลิ่ง...พวกเราทั้งหลายชายหญิง..สนุกกันจริงวันลอยกระทง...” เสียงเพลงโลโก้ของวันลอยกระทงดังขึ้นจากเครื่องเสียงบนเวที

                “อ้าว ว่าปรือ? (ว่าอย่างไร) ล่ะนังเพ็ญ มาสองคนลูกเหรอ” เสียงยายนั่งปิ้งขนมจากทักทายแม่

                “จ้า ยาย พ่อหมัน (มัน) ไปทำธุระกลับต่อเช้า(กลับพรุ่งนี้)” แม่ตอบ

                หนูเอียดหันมองรอบๆบริเวณจัดงาน ที่เริ่มคึกคักจากชาวบ้านที่เดินทางมาถึง ฟ้าโปรดโปร่งเป็นใจไม่มีแม้แต่เม็ดฝนปรอย แม่จูงมือเธอไปนั่งใต้เพิงร้านค้าของหมู่บ้านตรงนั้นมีลุงหัวล้านนั่งอยู่หน้าเตาถ่านย่างข้าวเกรียบว่าว หนูเอียดมองดูอย่างสนใจข้าวเกรียบดิบแผ่นกลมวางลงในไม้รองบานๆ ถูกพลิกไปพลิกมาอย่างคล่องแคล่ว เมื่อร้อนได้ที่ข้าวเกรียบเริ่มพองแผ่เป็นแผ่นใหญ่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ จนต้องสะกิดให้แม่ซื้อให้กิน เธอนั่งบิข้าวเกรียบกินเล่นฟังแม่พูดคุยกับเพื่อนบ้าน

                หลังจากนั่งแทะข้าวเกรียบจนหมดหนูเอียดลุกขึ้นมองซ้ายขวาตาไปปะเข้ากับขนมพิมพ์ (ขนมรังผึ้ง) ขนมสุดโปรดเหลืองเกรียมหอมที่ยายผมขาวนั่งพับเพียบหยอดแป้งใส่พิมพ์พลิกย่างบนเต่าถ่านอย่างเพลิดเพลิน เธอพุ่งรี่เข้าไปชี้มือซื้ออันที่เพิ่งแคะออกจากพิมพ์ควันร้อนยังอมตัวขนม ยายหยิบขนมวางบนใบตองสดส่งให้ จ่ายเงินเสร็จเดินเป่าส่งเข้าปาก

                บนเวทีการแสดงเริ่มแล้วส่วนใหญ่เป็นการแสดงที่มาจากโรงเรียนเมื่อตอนกลางวันแตกต่างกันที่นางนพมาศที่จะประกวดนั้นเป็นสาวๆ ไม่ใช่เด็กๆ บนเวทีเด็กๆ สนุกสนานกับการโชว์เต้นรำ ด้านหลังเวทีพลุกพล่านไปด้วยผู้เตรียมตัวเข้าประกวด ลานหน้าเวทีคึกคักไปด้วยผู้คนยืนดูการแสดง ข้างคลองสายเขื่องบางคนเริ่มลอยกระทงกันแล้ว เสียงเพลง เสียงดนตรี กลิ่นหอมจากขนม ของกินต่างๆลอยอวบอวล เป็นบรรยากาศรื่นเริงที่นานๆครั้งจะเกิดขึ้นในหมู่บ้าน

                ความสนุกสนานดูเหมือนจะไม่สิ้นสุด คลองด้านหน้าเต็มไปด้วยแสงเทียนวับแวมลอยตามกันไป ชาวบ้านเริ่มชวนกันลอยกระทง แม่จูงมือหนูเอียดไปทางศาลาริมคลอง ตรงนี้ไม่มีแสงจ้าจากแสงไฟ  หนูเอียดเงยหน้ามองเวิ้งฟ้า ท้องฟ้าเปิดเห็นจันทร์กลมสีเหลืองลอยเด่น อา..สวยจัง เดือนเพ็ญ!

                “เอากระทงออกมาซิ” แม่บอก หนูเอียดก้มหน้าลงหยิบกระทงออกจากถุง ส่วนแม่นั้นล้วงมือเข้าไปหยิบกรรไกร และที่ตัดเล็บอันเล็กออกจากกระเป๋า

                “แม่ทำไหร? (ทำอะไร)” หนูเอียดถามแม่ แม่ไม่ตอบแต่ตัดปลายผมของตัวเองแล้วตัดให้หนูเอียดด้วยใส่ลงกระทง หลังจากนั้นดึงมือของหนูเอียดจับนิ้วชี้แล้วตัดเล็บอย่างเบามือได้เศษเล็บแม่เอาไปใส่ในกระทงรวมกับของแม่ วางเหรียญหนึ่งบาทลงไปจุดธูปเทียน สองแม่ลูกนั่งพนมมืออธิษฐานแล้วค่อยๆวางกระทงบนน้ำกระทุ้งน้ำเบาๆ กระทงอันน้อยลอยกระเพื่อมไปตามกระแสน้ำ

                “ เราตัดเล็บตัดผมใส่เบี้ย(เงิน)ลงในกระทง เป็นการสะเดาะเคราะห์ให้ตัวเอง ให้เคราะห์กรรมต่างๆไปกับสายน้ำ” แม่พูดเบาๆ

                หนูเอียดนั่งยิ้มให้กระทงตัวเองที่ลอยห่างออกไป มองน้ำในคลองเห็นจันทร์สีเหลืองกลมบ้างรีบ้างตามน้ำกระเพื่อม “ไปกลับบ้านกัน” แม่ลุกขึ้นปากชวนกลับบ้าน

                “เดี๋ยวตะแม่! (เดี๋ยวก่อนแม่)” หนูเอียดท้วง

                “อ้าว! ไตรล่ะ? (ทำไมล่ะ)” แม่ถาม  

 “ซื้อวาฟเฟิลก่อน” หนูเอียดบอก “ ไอ้ไหร? วาฟเฟิล!!” แม่ถามอีก       

 “หนมพิมพ์ !!”