Get Adobe Flash player

กว่าจะได้กรอกหม้อ !! โดย..เชิงภู

Font Size:

 

                เสียงฟ้าร้องดังน่ากลัวมาก ฉันไม่ชอบเสียงฟ้าร้องและกลัวฟ้าแลบเป็นที่สุด คนเฒ่าคนแก่บอกว่าให้ระวังไฟเดือนห้าฟ้าเดือนหกฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ พอไปถามแม่ แม่ก็บอกให้ฟังว่าเดือนห้าหน้าแล้งไฟลุกติดง่ายต้องระวังส่วนฟ้าเดือนหกเริ่มหน้าฝนอย่าออกไปอยู่ที่โล่งเพราะฟ้าจะผ่าเอา

เสียงกรอกแกรกๆ ดังอยู่ในเรินข้าว (ยุ้งข้าว) ฉันเดินไปดูเห็นแม่กำลังแบ่งข้าวเปลือกที่อยู่ในกระสอบป่านใส่กระสอบปุ๋ย

“ทำไหรแม่? (ทำอะไรแม่?)” ฉันถามแม่

“เอาข้าวเปลือกไปแช่น้ำไว้ทำข้าวโปลก (ข้าวปลูก/พันธุ์ข้าวสำหรับทำนาครั้งใหม่)” แม่ตอบพร้อมกับลากกระสอบปุ๋ยไปยังคูน้ำหลังบ้านแล้วค่อยๆหย่อนกระสอบปุ๋ยลงน้ำไปรวมกับอีกกระ สอบที่แช่น้ำอยู่แล้วและกดลงจนจมมิดน้ำ

เสียงควายเหล็กคันเล็กของพ่อใกล้จะถึงบ้านแล้ว ล้อรถบดถนนเสียงดังแปลกๆ สองปีแล้วที่พ่อเปลี่ยนการไถนากับควายมีชีวิตมาเป็นควายเหล็กกินน้ำมันแทน พ่อบอกว่าถ้ายังไถนากับควายตัวเดิมอยู่ไม่ทันคนอื่นแล้ว กว่าจะไถดะ ไถแปร มองดูนาบิ้ง (แปลง) อื่นเขาปักดำกันหมดแล้ว พ่อเลยตัดสินใจขายควายสองตัวที่มีอยู่นำเงินไปซื้อควายเหล็กแทน

พ่อตัวโตๆ ไม่ชอบใส่เสื้อตัวดำเป็นเหนียงมีขี้โคลนแห้งกรังติดประปรายตั้งแต่หัวจรดบั้นเอว ถัดลงมาตั้งแต่หน้าขายันปลายนิ้วเท้าเต็มไปด้วยโคลนแห้งเหนียวค่อยๆ เลี้ยวเจ้ารถไถเข้าบ้าน

ฝนเริ่มลงเม็ดหนาขึ้นทุกทีเมื่อเย็นย่ำ ใกล้ค่ำพ่อล้างเนื้อตัวอาบน้ำเสร็จแล้ว นุ่งผ้าขาวม้าปากคาบใบจากนั่งดูข่าวจากทีวีขาวดำเครื่องเล็กในตัวบ้าน ส่วนแม่นั้นกำลังอาบน้ำอยู่หลังบ้าน

“แตงเอ้ย! เอ็งยกสำรับกับข้าวพลางๆ แม่อาบน้ำใกล้เสร็จแล้ว เดี๋ยวจะได้กินกัน” แม่ส่งเสียงสั่งฉันที่นั่งดูทีวีอยู่ใกล้พ่อ ฉันไม่รอช้าลากสาดจูด (เสื่อกระจูด) มาปูหน้าทีวี แล้วเดินไปยกหม้อข้าว พร้อมช้อนและจานใส่ข้าวพอจำนวนคนมาวางบนเสื่อ ฉันนั่งลงคดข้าว(ตักข้าว)จากหม้อใส่จานเมื่อครบสามจานก็วางเรียงไว้ สักพักแม่ตักแกงส้มลอกอ (แกงเหลืองมะละกอ) กับปลาทอดคลุกขี้หมิ้น (ขมิ้น) ออกมาวางกลางวง จากนั้นเราสามคนก็ก็บรรเลงเพลงเอร็ดอร่อยกัน

“แม่มึง พรุ่งนี้เอาข้าวโปลก (ข้าวปลูก) ไปหว่านเพิ่มที่นาอีกบิ้ง(แปลง)นะ วันนี้ไถเสร็จแล้ว”     พ่อบอกแม่ แม่พยักหน้ารับรู้

วันรุ่งขึ้นแม่ลากกระสอบปุ๋ยขึ้นมาหนึ่งกระสอบเปิดปากเสร็จค่อยๆแงะดึงเม็ดข้าวเปลือกที่รวมตัวเป็นกระจุกเห็นรากข้าวอ่อนรำไรแยกออกจากกันอย่างเบามือ เมื่อเต็มโคม (กะละมัง) ก็ลุกขึ้นทูน (วางบนศีรษะ) เดินตรงไปกลางทุ่ง ฉันเดินตามแม่ต้อยๆ อยากรู้ว่าแม่จะทำอะไรต่อ เมื่อถึงนาบิ้ง (แปลง) ที่จะหว่านข้าวปลูกแม่หย่อนขาลงไปแล้วหันหลังมือซ้ายกอดกระชับกะละมังไว้กับบั้นเอวมือขวาหยิบข้าวปลูกในกะละมังเหวี่ยงหว่านซ้ายขวาไกลใกล้เดินถอยหลังไปเรื่อยๆ เมื่อแม่หว่านเสร็จฉันเห็นเม็ดข้าวที่มีรากอ่อนพอเห็นได้เรียงรายเต็มท้องนา

เมื่อเสร็จกิจกรรมในนาบิ้งนั้นแม่วางกะละมังเปล่าไว้บนคันนา แล้วข้ามไปอีกแปลงนาหนึ่งที่ต้นกล้าโตพร้อมปักดำ แม่ใช้มือดึงต้นกล้าอย่างรวดเร็วจับต้นกล้าได้ยกเท้าขึ้นเอาต้นกล้ากระ แทกให้ขี้ดินหลุดเมื่อได้เต็มกำมือใช้เปลือกต้นคล้าที่เหลาอย่างดีมัดกำกล้าวางไว้ข้างตัว ฉันเพลิดเพลินกับการดูแม่ ผ่านไปไม่นานแม่ถอนกล้าได้หลายกำเลย

แม่ถือกะละมังเดินนำหน้าฉันกลับเข้าบ้าน “แม่..นุ้ย(หนู) อยากถอนกล้ามั่งได้ม่าย (ได้ไหม)?” ฉันถามแม่

“อย่าพึ่งโลกเหอ (อย่าพึ่งลูก) นุ้ยยังเอียด (ยังเด็ก) อยู่ยังทำไม่เป็นเดี๋ยวต้นกล้าขาดหมด”            แม่บอกยิ้มๆ

ตกบ่ายฉันตามแม่มาท้องนาอีกเช่นเคย พ่อแบกกำกล้ามาวางเรียงไว้ในบิ้ง(แปลง)นาที่พร้อมปักดำ แม่อุ้มกำกล้าเดินถอยหลัง..ดึงปักๆ อย่างรวดเร็วพอตกเย็นแปลงนาก็เต็มไปด้วยต้นกล้าฝีมือคุณแม่ เดือนกว่าๆท้องนาเต็มไปด้วยกล้าที่ปักดำรอการเติบโต ในระหว่างนี้พ่อกับแม่จะออกไปดูแลถอนหญ้าในท้องนา

เดือนสามย่างเข้ามาแดดร้อนลามเลียท้องทุ่ง ทุ่งข้าวเหลืองอร่ามรอการเก็บเกี่ยว แม่และพ่อใช้เวลาชีวิตอยู่กลางท้องนา ฉันนั่งเล่นอยู่หน้าบ้านใต้ต้นหัวครก (มะม่วงหิมพานต์) มองฝ่าเปลวแดดเห็นแม่และเพื่อนบ้านที่ออกปาก (ขอแรง)มา ช่วยกันเก็บข้าวด้วยแกะ ทุกคนดูสงบนิ่งแต่มือเกี่ยวดึงรวงข้าวอย่างว่องไว เมื่อได้เต็มกำมือผูกเลียงข้าววางไว้ส่วนพ่อนั้นเดินเก็บเลียงข้าวยัดลงกระสอบปุ๋ยสักพักเห็นพ่อเอากระสอบยัดใส่ในแสก (สาแหรก) สอนคานไม้ไผ่เข้ากับแสกแล้วยกขึ้นบ่าแบกเดินเข้าบ้าน

                ลมร้อนพัดกระทบผิวขนาดฉันนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ยังรู้สึกร้อนขนาดนี้แล้วคนที่อยู่กลางท้องนาจะร้อนขนาดไหน!! ฉันโตขึ้นจะทำเหมือนแม่ได้ไหมนะ? ฉันถามตัวเองบ่อยๆ

                เสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวเหลือแต่ตอซังสีน้ำตาลเข้มสูงต่ำโด่เด่กลางทุ่ง ลมร้อนทักทายต้นโตนดที่ดูเหงาเศร้า พ่อกับแม่ขายข้าวที่เก็บเกี่ยวมาบางส่วนที่เหลือเก็บใส่เรินข้าว (ยุ้งข้าว)ไว้สำหรับทำพันธุ์ข้าวรอบต่อไปและเก็บไว้หุงกินจนกว่าจะถึงหน้านาครั้งใหม่

                “ข้าวสารแหม็ดแล้ว วันนี้นวดข้าวตาก ต่อเช้าค่อยทิ่มข้าวกันนะ..แม่มึง!! (ข้าวสารหมดแล้ววันนี้นวดข้าวตากพรุ่งนี้ค่อยตำข้าวกันนะ)” ฉันได้ยินพ่อบอกแม่ ในหมู่บ้านมีโรงสีขนาดเล็กและชาวบ้านนิยมนำข้าวเปลือกไปสีกับโรงสีแต่ครอบครัวของฉันยังคงตำข้าวกับครก(ลักษณะเหมือนท่อนไม้ใหญ่สูงไม่ถึงเมตรตัดหัวตัดท้ายส่วนหัวขุดเจาะลงไปเหมือนหลุมลึกพอประมาณสำหรับใส่ข้าวเปลือกและเอาสากกระแทกตำลงไป) แม่บอกว่าตำข้าวกินเองได้ประโยชน์กว่ามาก ได้ออกกำลังกายด้วย

                แม่ใส่เสื้อและสวมผ้าถุงเก่าเอาเสื่อกระจูดปูใกล้กับใต้ถุนเรินข้าวพ่อโยนเลียงข้าวลงบนเสื่อแม่ยกเลียงข้าววางทับกันสองสามเลียงเอามือจับขื่อยุ้งข้าวแล้วใช้สองเท้าบดย่ำบนเลียงข้าวเม็ดข้าวเปลือกค่อยๆหลุดออกจากรวง แม่นวดไปเรื่อยๆ จนเม็ดข้าวหลุดหมดเหลือแต่เลียงที่เป็นรวงเปล่าแม่ยกขึ้นสะบัดให้เม็ดข้าวหลุดออกทุกเม็ดแล้วยกเลียงเปล่าไปวางใต้ต้นกล้วย ฉันเคยลองนวดข้าวจนฝ่าเท้าระบมต้องยอมแพ้ ไม่ใช่แค่เท้าระบมแต่รู้สึกคันทั้งตัวจากคายข้าว 

                แม่นวดจนได้เม็ดข้าวเต็มเสื่อพ่อก็โกยข้าวเปลือกใส่กระสอบไปเทบนเสื่อเก่าที่ลานดินหน้าบ้านตากแดดแรงๆ คนเม็ดข้าวให้โดนแดดทั่วถึงด้วยมือเป็นช่วงๆ ฉันมีหน้าที่นั่งไล่ไก่ที่มาจิกกินเม็ดข้าว

 “เจือ..เจือ!!..” ฉันนั่งโบกไม้ไผ่ลำเล็กยาวเรียวปากส่งเสียงไล่ไก่ที่วนเวียนข้างเสื่อตากข้าว

ใกล้เย็นก่อนหมดแดดพ่อกวาดเม็ดข้าวที่ร้อนเกรียมลงกระสอบวางพิงไว้ใต้ถุนเรินข้าว หมดไปอีกหนึ่งวันสำหรับชีวิตชาวนาที่แสนเหน็ดเหนื่อย

ครกตำข้าวเตรียมพร้อมสากยาวเกือบสองเมตรคอดกิ่วตรงกลางลำสำหรับมือจับตำข้าวในครก วันนี้ฉันจะได้ดูแม่กับพ่อตำข้าวด้วยกันเป็นกิจกรรมที่น่าดูมากและฉันเชื่อว่าน้อยคนที่จะทำได้ ปกติแล้วแม่จะตำข้าวคนเดียวแต่วันนี้พ่อว่างเลยช่วยแม่ตำด้วย

บรรดาไก่เหมือนจะรู้ว่าวันนี้ตำข้าว พวกมันเดินวนเวียนอยู่รอบครกเตรียมพร้อมแย่งชิงจิกกินเม็ดข้าวที่อาจตกดินยามสากกระแทกครก แม่ตักเม็ดข้าวเปลือกใส่ครกเลยครึ่งครกขึ้นมานิดหน่อย พ่อกับแม่ยืนคนละฝั่งของครกทั้งสองจับสากในมือมั่น แม่ลงสากก่อนพอแม่ยกสากพ่อลงต่อ เสียงดัง ตึกตักๆ สลับกันไปเรื่อยๆ เป็นภาพที่หน้าดูมาก ไก่คงเสียใจเพราะเม็ดข้าวไม่กระเด็นออกจากครกเลย ตำไปได้พักใหญ่แม่วางสากโกยข้าวที่ตำเสร็จจากครกใส่กระด้งแล้วแม่ก็ฝัดข้าว กระด้งอยู่ที่หน้าท้องแม่ แม่ร่อนให้ข้าวอยู่ตรงกลางกระด้งแล้วฝัดเสียงดังปับๆ เปลือกข้าวถูกฝัดทิ้งไปแม่ร่อนอีกครั้งข้าวเปลือกที่ยังไม่แตกแม่ก็กอบกำมาใส่ครกเหมือนเดิมแล้วเอากระด้งมาวางให้ฉันเลือกข้าวเปลือกที่เหลือประปรายออก เลือกเสร็จแม่ก็เทข้าวสารใส่เพล้ง (หม้อดินใบใหญ่สำ หรับใส่ข้าวสารไว้หุง)

หม้อข้าวเดือดปุดๆ อยู่บนเต่าถ่านแม่ใช้ไม้ไผ่คนข้าวที่กำลังเดือดเสร็จแล้วปิดหม้อข้าวสอดไม้ไผ่เข้าไปในหูหม้อผ่านหูฝาละมีจนถึงหูหม้อข้าวอีกฝั่งจากนั้นยกหม้อข้าวรินน้ำข้าวออกมาใส่ถ้วยส่วนหนึ่งและเหลือพอให้ข้าวแฉะๆนิดหน่อย แล้วนำหม้อข้าวขึ้นไปดง (หุงข้าวใกล้สุกแล้วหุงต่อโดยการราไฟออกเกือบหมดเพื่อไม่ให้ข้าวไหม้) บนเตาอีกครั้งเพื่อให้ข้าวสุก

แม่ใส่เกลือและน้ำตาลในน้ำข้าวที่รินใส่ถ้วยไว้คนจนเข้ากันแล้วเอามาให้ฉันกิน มันอร่อยๆมากๆเลย หอมหวานมันปนเค็มหน่อยๆ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

“ไตรแม่เอาน้ำข้าวให้นุ้ยกินทุกวันเลย? (ทำไมแม่เอาน้ำข้าวให้หนูกินทุกวันเลย?)” ฉันถามแม่“ น้ำข้าวมีประโยชน์มากนะโลกนะ คนสมัยก่อนเป็นเจ้าคนนายคนกะลุยกับน้ำข้าวนี่แหล่ะ!! (น้ำข้าวมีประโยชน์มากนะลูกคนสมัยก่อนเป็นเจ้าคนนายคนมากมายกับน้ำข้าวนี่แหล่ะ)”

แม่บอก

“เท่สำคัญอย่ากินข้าวแหย๊ะนะโลก เห็นม่ายหวางอีได้ข้าวมากรอกหม้อหมันเหนื่อยขนาดไหน!!" (ที่สำคัญอย่ากินข้าวเหลือ (กินให้หมด)นะ ลูกเห็นไหมกว่าจะได้ข้าวมากรอกหม้อมันเหนื่อยขนาดไหน !! )