Get Adobe Flash player

ลูกพี่...เขียด ! โดย..เชิงภู

Font Size:

 

                เสียงฝีเท้าหลายคู่วิ่งดังตึกตักๆ .....

                บนคันนาดินเหนียวกลางทุ่งกว้างที่ปกคลุมด้วยป่าข้าวชูชี้ใบ เด็กชายหญิงกำลังวิ่งตามกันไปอย่างสนุกสนาน เด็กชายนั้นไม่ใส่เสื้อนุ่งกางเกงนักเรียนตัวเก่า ส่วนเด็กหญิงใส่เสื้อยืดคอย้วยนุ่งผ้าถุงสีคล้ำเหนือเข่า ทุกคนสะพายข้องใบเล็กบนบ่า

                วันเสาร์เป็นวันสนุกสนานของเหล่าเด็กๆบ้านนา ตื่นเช้าขึ้นมานัดแนะกันออกกลางทุ่งตั้งแต่แดดเริ่มส่องน้ำค้างยังเกาะยอดหญ้า เด็กชายเขียด เด็กชายไผ่ เด็กหญิงนุช และเด็กหญิงเป็ด สี่เพื่อนซี้วัยสิบขวบที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่จำความได้ ด้วยบ้านอยู่ใกล้กันและเป็นลูกพี่ลูกน้องกันความสัมพันธ์จึงกลมเกลียวแน่นเฟ้น

                เมื่อวานหลังเลิกเรียนเพื่อนซี้สี่คนนัดแนะกันไปจับปู วันนี้ทุกคนจึงเริงร่าตั้งแต่เช้า

                หลังจากวิ่งมาไกลพอสมควรแปดเท้าเริ่มชะลอกลายเป็นเดินทอดน่อง สีหน้าทุกคนดูสดชื่น บนฟ้าฝูงนกบินออกหากิน เป็ดเงยหน้าขึ้นมองยิ้มฟันหลอชี้นิ้วนับจำนวนนกในฝูงนั้น

                “เอ้ย! วันนี้หาปูแข่งกันนะโว้ย เล็กๆไม่ ใหญ่ๆจับ” เขียดเอ่ยขึ้น

                “เออ กูจะเอาก้ามปูใหญ่ๆ ไปให้แม่ต้ม กัดก้ามให้ดังป๊อกๆ ฮ่า ฮ่า”  ไผ่พูดบ้าง

                “วังให้ดี (ระวังให้ดี)นะพวกมึ๊ง (มึง) ตัวใหญ่มากมันกีบ (หนีบ)มือ นิ้วขาดนะ” นุชเตือน

                “กูไม่กลัวหรอก แล(ดู)กูเป็นตัวอย่าง เดี๋ยวกูจับให้แล ตัวใหญ่ๆ” เขียดยืดอกพูดโม้

                ทุกคนแยกย้ายกันลงท้องนาที่มีน้ำนิดหน่อยไม่ท่วมหลังเท้า แต่ละคนเดินเบาๆ อย่างระมัดระวังตาสอดส่ายหาปูนา ต้นข้าวแข็งแรงกอแน่นใหญ่เนื่องจากเป็นนาดำต้นข้าวจึงเป็นทิวแถวทำให้เด็กๆเดินได้ง่าย ถ้าเจอปูนาตัวเล็กหรือปูท้องนวน (ปูนิ่ม) ที่เพิ่งลอบคราบออกจากกระดองเด็กๆจะไม่จับ

                “กูพบแล้ว ตัวใหญ่นะมึง” เขียดพูดเสียงดังพร้อมกับก้มลงเอาฝ่ามือกดกระดองปูให้ตัวปูติดดินขยับไม่ได้มีแต่ก้ามเท้านั้นที่แกว่งไกวเพื่อปกป้องตัวเอง หลังจากกดจนปูไม่ขยับเด็กชายใช้นิ้วหัวแม่มือจับข้างกระดองปูด้านซ้ายและอีกสี่นิ้วจับด้านข้างกระดองปูฝั่งขวาอย่างแข็งแรงยกปูหย่อนลงไปในข้องพร้อมปิดฝาปิดทางไต่หนี

                “อย่าเอามือแยง (ล้วง )รูปูตามหัวนา (คันนา)นะ งูอีขบเอา (งูจะกัดเอา)” เสียงเป็ดตะโกนบอกเพื่อนๆ

                สี่คนเดินหาปูห่างกันเป็นวงกว้าง ทุกคนก้มเงยๆ จนเวลาผ่านแดดเริ่มร้อนมากขึ้น จึงเดินขึ้นจากท้องนามารวมตัวกันบนคันนา ข้องต้องปลดลงจากบ่าเพราะปูนายัดเต็มเชือกเอ็นอยู่ในมือเล็กๆหิ้วข้องบรรจุปูที่ปิดฝาแน่นสนิทค่อยๆวางลงบนคันนา เสียงปูไต่ในข้องเพื่อหาทางออกดังเซ็งแซ่

                “ปิดฝาให้แน่น ตั้ง (วาง) ไว้ตรงนี้ก่อน” นุชบอก

                “เรียบร้อยแล้ว...ว่าแล้วกะไปโน่นกัน!! ไปตูมน้ำ (เล่นน้ำ) ไป” เขียดพูดพร้อมชี้นิ้วไปข้างหน้าทุกคนมองตาม สายตาเป็นประกายวิ่งเรียงกันไป

                “เอ้!!” เสียงร้องอย่างสนุกสนานของเด็กทั้งสี่ พร้อมกับร่างที่กระโจนลงหนองน้ำลึกระดับอกพร้อมๆกัน ทุกคนดำผุดดำว่าย เด็กชายนั้นสนุกกับการปีนขึ้นขอบหนองน้ำถอยหลังไปตั้งหลักแล้ววิ่งกระโดดลงหนองน้ำอย่างเมามัน ส่วนสาวน้อยทั้งสองค่อยๆ ปลดผ้าถุงออกจากเอว เอาผ้าถุงไปผูกเกี่ยวกับคอ ค่อยๆ กระทุ้งน้ำเข้าผ้าถุงจนเกิดลมผ้าถุงกลายเป็นลูกโป่งลมน้ำ ลอยคอเอาเท้าตีน้ำอย่างสบายใจ ทุ่งกว้างนี้ในน้ำไม่เคยมีปลิงเด็กๆจึงสนุกกับการเล่นน้ำในหนองน้ำนี้

                แดดแรงขึ้นทุกขณะ พร้อมกับน้ำที่ขุ่นคลักความสนุกสนานเริ่มหมดพร้อมท้องที่ร้องเตือนไล่เลี่ยกันบ่งบอกว่าทุกคนหิว

                สี่คนเดินทยอยเข้าบ้านแต่ละคนวางข้องปูนาเสร็จแล้วตรงไปที่บ่อน้ำข้างบ้าน ตักน้ำจากบ่อล้างตัวสลัดผ้าเปียกจากตัวตากไว้ที่ราวไม้ไผ่ใกล้บ่อน้ำ หันหลังวิ่งโทงๆ ขึ้นบ้านหยิบเสื้อผ้าตัวใหม่ใส่ปิดกายแล้วนั่งล้อมวงกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย

                อิ่มหนำกันแล้ว ทุกคนมองตากัน เพื่อหาของเล่นชิ้นใหม่

                “ไปทอยโม้งหัวครกกัน (โยนเม็ดมะม่วงหิมพานต์)” เขียดชวนเพื่อนๆ

ทุกคนแยกย้ายกันไปเอาถุงใส่เม็ดหัวครกที่เก็บไว้ตั้งแต่หน้าแล้งของแต่ละคนที่ซุกซ่อนกันไว้ออกมา ไผ่เอาก้อนหินไม่ใหญ่มากมาสองก้อนวางเรียงหน้ากระดานห่างกันประมาณหนึ่งฟุต ส่วนเขียดนั้นหยิบไม้ไผ่เล็กที่ผ่าครึ่งคล้ายรางอาหารไก่ออกมาวางพาดตามยาวบนหินสองก้อน ทุกคนวางเม็ดหัวครกลงบนรางไม้ไผ่คนละสองเม็ด และหยิบติดมือไว้คนละเม็ดไว้สำหรับทอย(โยน) พร้อมถอยห่างจากรางเม็ดหัวครกพอประมาณแล้วสลับกันโยน เริ่มต้นด้วยไผ่เขาเล็งและโยนเม็ดหัวครกออกไปแต่ไม่โดนรางไม้ไผ่เล็ก

“อัยย่า!!...กูฝีมือตก” เสียงไผ่บ่น

ปลุ๊ก! เสียงเม็ดหัวครกกระแทกไม้ไผ่แต่ไม่แรงมาก เม็ดหัวครกร่วงลงสองเม็ดเป็ดก้มเก็บ

ปลุ๊ก!! เสียงดังอีกครั้งเม็ดหัวครกร่วงจากรางหนึ่งเม็ดนุชเก็บพร้อมบ่น “ ได้หิดเดียว(หน่อยเดียว) เซ็ง!!”

ปลั๊ก!! เสียงเม็ดหัวครกที่เขียดโยนกระแทกรางไม้ไผ่อย่างแรงจนหลุดร่วงจากก้อนหิน เม็ดหัวครกกระจาย “ ฮ่า ฮ่า ได้แรงอก (สะใจ) กูแล้ว เสร็จกู” เขียดหัวเราะก้มเก็บเม็ดหัวครกที่หล่นบนดิน

                เล่นกันหลายตา เวลาผ่านจนบ่ายคล้อย ถุงของเขียดเต็มไปด้วยเม็ดหัวครก ส่วนถุงของเพื่อนๆ แฟบลงอย่างเห็นได้ชัด

                “พอแล้วๆ ขี้คร้าน (ขี้เกียจ) เล่นแล้ว ไอ้เขียดเอาไปหมด” เป็ดบ่นบนอารมณ์เสีย

                “กะได้ๆ พอกะพอ มาทำไอ้ไหรหนุกๆกันต่อ ไอ้ไผ่ก่อไฟ หมกหัวครกกินกันหวา เอาในถุงกูนี่แหล่ะ” เขียดบอกและเอ่ยชวนเพื่อนๆ

                กองไฟเล็กๆจากเศษไม้ใบหญ้าคุกรุ่น สี่คนโยนเม็ดหัวครกเข้ากองไฟอย่างสนุกสนาน ทุกคนถือไม้ไผ่ยาวๆ คอยพลิกเม็ดหัวครกเพื่อให้สุก

                “เอ้ย! ถอยออกมาหน่อย เดี๋ยวหัวครกอีทู่ (ประทุ) ใส่หน้า” นุชบอกเพื่อนๆ

                ก้อนหินพอดีมืออยู่ในมือเล็กๆของเหล่าเพื่อนซี้ ทุกคนใช้ก้อนหินทุบลงบนเม็ดหัวครกที่เกรียมดำ เมื่อเปลือกแตกออกเห็นเนื้อเม็ดหัวครกสีขาวซ่อนอยู่ข้างในนิ้วเล็กๆ งัดแงะเอาเข้าปาก

                "ร้อน.. ปากกูพอม (พอง)เลย” เขียดส่งเสียงบ่น

                “มึ๊งกะกินวังๆ (มึงก็กินระวังๆ) หน่อย แข๊บ (รีบ) ไปไหน” ไผ่เตือนเพื่อน

                “เออ! ใครอีชิงมึ๊ง (ใครจะแย่งมึง)” เป็ดพูดต่อ

                เปลือกเกรียมดำของเม็ดหัวครกเกลื่อนเต็มพื้น กองไฟเล็กมอดหมดแล้ว ถุงใส่หัวครกของเขียดว่างเปล่า ทุกคนมือดำปิ๊ดปี๋ ปากเลอะดำ

                “เม็ดหัวครกหมกหรอย(อร่อย)ดีนะ ” นุชพูดยิ้มๆ พร้อมส่งชิ้นสุดท้ายเข้าปาก

                “ไปล้างมือล้างปากกันที่บ่อน้ำ สาบบู่(สบู่) อยู่ข้างโคนกล้วย” เป็ดบอกเพื่อนๆ

บ่ายแก่ เด็กทั้งสี่เดินเรียงกันไปสวนกล้วยหลังบ้าน ถัดจากสวนกล้วยเป็นก่อไผ่และต้นฉับพลา (พลับพลา) ขนาดใหญ่ ในมือของเขียดถือมีดพร้า ทุกคนกำลังเงยหน้าดูต้นไผ่และต้นฉับพลา

“ไอ้เขียดมึ๊งชวนมาทำไหร (ทำอะไร) นิ ?” เป็ดสาวน้อยผมม้าเอ่ยถามเพื่อน เขียดยิ้มไม่ตอบขยับมีดพร้าในมือฟันต้นไผ่ต้นเล็กใกล้ตัวดึงลงนอนกับดิน แล้วตัดไม้ไผ่ออกสี่ปล้องยาวประมาณคืบกว่าๆมีรูเล็กกลวงยาวตลอดลำ

“เอา เอา ถือไว้คนละกระบอก” เขียดบอกพร้อมยื่นกระบอกไม้ไผ่กลวงให้เพื่อนๆ ทุกคนรับถือไว้อย่างงงๆ “เดี๋ยวทำฉับโผง (ของเล่นเด็กปักษ์ใต้ทำจากไม้ไผ่ใช้ลูกกระสุนจากต้นพลับพลา) เล่นกัน ถือบอก (กระบอก) ฉับโผงไว้ก่อน” เขียดอธิบายเพื่อน

“อ้อ กูรู้แล้ว!! นึกตั้งนานว่ามึงจะทำอะไร?” ไผ่พูดบอก

เขียดไม่รอช้าผ่าไม้ไผ่ตัดเป็นท่อน ท่อนละเกือบสองคืบและเหลาเป็นท่อนกลมจนหมดเสี้ยนนำไปทดลองแหย่เข้าไปในกระบอกที่ตัดเตรียมไว้ดึงเข้าดึงออกฝืดกำลังดี

“ ไอ้ไผ่มึงดึงลูกฉับพลา (พลับพลา) มาซักชุก (พวง)ซิ ” เขียดบอกเพื่อน

เขียดอัดลูกพลับพลาเข้าไปในกระบอก ยกกระบอกเล็งไปข้างหน้าแล้วใช้ไม้ไผ่เหลากลมกระทุ้งลูกพลับพลาเสียงดัง ปุ๊! ลูกพลับพลาพุ่งออกทางหน้ากระบอก เขียดยิ้มภูมิใจในผลงานตัวเอง

เสียงดังลั่นหน้าบ้านจากเด็กซนสี่คนที่วิ่งไล่ยิงกันด้วยฉับโผง

“ เอ้ย! ไอ้ไผ่มึงอย่ายิงใส่หน้ากู กูแจ็บ(เจ็บ)” เป็ดตะโกนว่าเพื่อน

“เออ ขอโทด ขอโทด” ไผ่ร้องบอก

“อูยๆๆ” เสียงร้องดังออกจากปากของเขียด  “มึงเป็นไหร (อะไร)?” นุชถามเพื่อน

“กูเจ็บบ่งขี้ (ปวดอึ)!!” เขียดทิ้งกระบอกฉับโผงพร้อมเอามือสองข้างปิดก้น วิ่งหน้าตั้งพลางตะโกนบอกเพื่อนๆ“ กูไปก่อนเดี๋ยวมาเล่นต่อ”

ผ่านไปพักเดียวเขียดวิ่งหน้าระรื่นกลับมา แล้วหยุดกึก

“ เอ๊า!! บ้าแล้ว! ฉับโผงหาย!! ”