Get Adobe Flash player

เพราะ “ ข้องใจ” !! โดย..เชิงภู

Font Size:

                บ้านไม้ยกสูง ใต้ถุนบ้านตะแคร่ไม้เก่าแต่แข็งแรงตัวใหญ่วางอยู่โดดๆ ชายวัยหกสิบนุ่งโสร่งตาหมากรุกมีมีดปลายแหลมเล่มพอดีมือในฝักหนังวัวเก่าเหน็บอยู่ชายพกตามความเคยชิน บนบ่าข้างขวาพาดด้วยผ้าขาวม้า นั่งไขว่ห้างนิ้วเท้าที่เล็บสั้นกุดเพราะต้องจมในดินเป็นกิจวัตรกระดิกไปมาเพื่อไล่แมงหวี่แมงวัน

                ตาขำนั่งมองนิ่งไปข้างหน้านานๆครั้งมือซ้ายจับผ้าขาวม้าบนบ่าโบกไล่แมงหวี่แมงวัน มือขวาหนีบยาสูบใบจากส่งเข้าปากดูดควันจนอกยุบแล้วค่อยๆ พ่นออกมา ควันลอยอ้อยอิ่งสู่ขื่อบ้านด้านบนแล้วสลายหายไป

                หลายวันมาแล้วที่ตาขำต้องคิดหนัก ชีวิตไม่ได้ขำตามชื่อ ห่วงลูกสาวคนสุดท้องที่เพิ่งจะออกเรือนไปได้ไม่ถึงปีกับหนุ่มต่างภาค ความแตกต่างในหลายๆอย่างทำให้เขาต้องคิดหนัก แต่ไม่มีอะไรจะหนักใจเท่ากับการเป็นคนไม่สู้งานของลูกเขยคนนี้

                หลังเรียนจบมอหก สุนีย์ลูกสาวคนสุดท้องได้ขอพ่อไม่เรียนต่อทั้งที่ในใจตาขำนั้นอยากให้ลูกสาวได้เรียนสูงๆสักคน  แต่ในเมื่อเข็นแล้วไม่เอาเขาก็ไม่ว่ากล่าว หลังจากจบมอหกไม่ถึงปี สุนีย์ได้ขอพ่อเข้ากรุงเทพฯเพื่อไปทำงานเป็นช่างเย็บผ้ากับผู้เป็นน้าที่เป็นน้องสาวของแม่ ตาขำไม่อยากให้ไปเพราะที่บ้านก็มีที่ทางทำกินไม่ได้ยากจนข้นแค้นอะไร แต่ในเมื่อลูกสาวดึงดันจะไปเขาก็สุดจะห้ามปราม

                หลังจากสุนีย์เข้ากรุงเทพฯ ได้ปีกว่า ผู้เป็นน้าส่งข่าวมาบอกว่าลูกสาวเขานั้นเริ่มมีผู้ชายมาติดพัน และไม่นานนักพิธีสู่ขอและแต่งงานก็ถูกจัดขึ้น เมื่อเข้าตามตรอกออกตามประตูเรียบร้อยแล้วคู่บ่าวสาวก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทำงานในหน้าที่เดิม สุนีย์เป็นช่างเย็บผ้า ส่วนสามีนั้น เป็นช่างตัดเสื้อ

                เพียงไม่นานลูกสาวของเขาก็ได้รู้ซึ้งถึงความเป็นจริงในชีวิตว่าสามีนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นก่อนแต่งงาน  หลังแต่งงานได้ไม่นานลูกเขยของเขาเริ่มดีแตก งานการไม่ค่อยไปทำ บางวันไปทำเย็นเมามายกว่าจะหลับจะนอน เช้ามาไม่ไปทำงาน สุดท้ายแล้วลูกสาวของเขากลายเป็นผู้นำครอบครัวไปแล้วก็ว่าได้

                ตาขำสงสารลูกอยากให้ลูกเลิกราแล้วกลับมาอยู่บ้าน ไร่นามีให้ทำไม่ต้องเช่าเขา แต่ลูกสาวก็ยังไม่ตัดสินใจกลับมาบอกแค่ว่าอยากให้โอกาสผู้เป็นสามี

                เสียงย่างเท้าเดินลงจากบ้านของภรรยา “ยายคล่อง ” ทำให้ตาขำรู้สึกตัวหลังจากที่นั่งเหม่อลอยอยู่นานจนยาสูบใบจากดับไปนานแล้ว ยายคล่องเดินเข้าใต้ถุนบ้านพร้อมกล้วยน้ำว้าหนึ่งหวี ยื่นส่งให้ตาขำ

                “คิดเรื่องนังนีแล้วหล่าวเหอ (อีกแล้วเหรอ) ?” ยายคล่องถาม ตาขำไม่ตอบไม่ยอมพูดด้วยแต่มือบิดกล้วยออกมาหนึ่งลูกปอกเปลือกส่งเข้าปาก

                “อย่าคิดมาก โลกเราหมันโร้แล้วว่าอีทำพรือ (ลูกเรามันรู้แล้วว่าจะทำอย่างไร)” ผู้เป็นเมียปลอบใจ

                เช้าวันใหม่ที่กรุงเทพฯ ณ ห้องแถวข้างตึกอาคารพาณิชย์ เสียงทะเลาะกันของสองผัวเมียดังไปทั่ว ผู้เป็นสามีนอนไม่ใส่เสื้ออยู่บนที่นอนส่วนภรรยานั้นสวมชุดฟอร์มสำหรับไปทำงานเรียบร้อยแล้วยืนต่อว่าสามีที่ไม่ยอมตื่นไปทำงานหลังจากที่เมามายกลับมาตอนกลางดึกของเมื่อคืน

                “พี่มาด..ลุกขึ้นเลยนะ พี่ไม่ไปทำงานสองวันแล้ว วันนี้จะไม่ไปอีกไม่ได้นะ” สุนีย์บอกผู้เป็นสามีที่งัวเงียลืมตาตื่น

                “อย่าพูดมากได้ไหม..คนกำลังปวดหัวอยู่นะ” เสียงผู้เป็นผัวโต้กลับ พร้อมน้ำตาของสุนีย์ที่ปริ่มเบ้าตา หลังจากเจอเหตุการณ์แบบนี้มาหลายๆครั้งทำให้เธอเริ่มเข้าใจพ่อเห็นถึงความหวังดีของพ่อ

                “ถ้าอย่างนั้น พี่จำไว้ ฉันจะพูดกับพี่ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้ายังทำตัวแบบนี้อีกไม่ทำงานไม่ช่วยกันทำมาหากิน ฉันจะไม่อยู่กับพี่แล้ว” พูดจบเธอคว้ากระเป๋าสะพายเดินออกจากห้องไป

                ณ ที่ทำงานตอนสายๆ มาดผู้เป็นสามีย่างเท้าเข้าสู่โต๊ะทำงานของตัวเองเมื่อมองไปด้านหลังที่เป็นพื้นที่ช่างเย็บผ้าทำงานกันอยู่เห็นสุนีย์ภรรยากำลังเย็บผ้าอย่างขะมักเขม้น  เขารู้สึกผิดขึ้นมาบ้างที่ทำตัวให้ภรรยาผิดหวัง หลังจากยืนมองอยู่ได้ครู่หนึ่งไม่มีวี่แววภรรยาจะหันมองกลับมาเขาก็ก้มหน้าจัดการงานตรงหน้าของตัวเอง

                พักเที่ยง ด้านหลังร้านจอเจไปด้วยพนักงานที่นั่งพักทานอาหาร สุนีย์ยกถุงกับข้าวเทใส่จานข้าวเปล่าสองจานน้ำสองแก้ววางเรียบร้อย มาดสามีเดินเข้ามานั่งกินอย่างหงอยๆ ทั้งสองนั่งกินกันไปโดยไม่มองหน้ากัน

                เย็นย่ำพนักงานทยอยกันกลับบ้านสุนีย์เก็บงานลงถุงจัดเก็บจักรเย็บผ้าสะพายกระเป๋าเดินออกจากร้าน ส่วนมาดนั้นยืนรออยู่หน้าร้านแล้ว สุนีย์ไม่มองหน้าผู้เป็นสามีเดินผ่านไปอย่างเงียบๆ มาดมองอย่างรู้สึกผิดและเดินตามไปต้อยๆ

                เปิดประตูห้องแถวได้สุนีย์นั่งพักอย่างเหนื่อยอ่อนและให้แปลกใจที่เห็นมาดเดินเข้าประตูมานั่งข้างๆ เพราะปกติแล้วเขาจะกลับที่พักหลังเลิกงานน้อยมาก เลิกงานจะอยู่หลังร้านร่วมก๊งกับเพื่อนๆ คอเดียวกัน

                “สุนีย์ให้โอกาสพี่สักครั้งนะ พี่จะปรับปรุงตัว” มาดพูดขึ้นหลังจากหย่อนตัวลงนั่งข้างๆภรรยา   สุนีย์มองหน้าไม่พูดอะไรลุกหนีไปจับไม้กวาดทำความสะอาดห้องพัก

                กลางทุ่งลมพัดเอื่อยเพราะเย็นย่ำแล้วสองตายายเดินตามกันบนคันนา  สองเฒ่าเดินตามหลังกันตัดกับภาพตะวันต่ำลงมองดูมีมนต์ขลัง

                “อีคล้ามันส่งข่าวบอกว่านังนีมันรบ (ทะเลาะ )กับผัวแหละหล่าว (อีกแล้ว)” ยายคล่องเดินตามหลังเอ่ยขึ้น พร้อมกับเสียงถอนหายใจอย่างกังวล

                “ถ้าพันนั้น (อย่างนั้น) ต่อเช้า(พรุ่งนี้) กูไปหานังนีนะ ไปสักสองวันค่อยกลับ..ข้องใจมัน” ตาขำบอกภรรยา

                รองเท้าแตะตราช้างน้ำพาเท้าดำกร้านแข็งกระด้างเล็บกุดๆ หยุดยืนหน้าประตูห้องเช่า ตาขำมองเห็นกุญแจคล้องล็อคอยู่ก็สอดส่ายสายตาหาที่นั่งพักคิดว่าสักพักสุนีย์ลูกสาวคงมาถึงเพราะใกล้เที่ยงแล้ว

                ตาขำนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไม่นานนักเสียงเสียงฝีเท้าเดินตรงมา เขาหันไปมองเห็นสุนีย์และลูกเขยเดินมาพร้อมกันให้รู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย เพราะข่าวที่รู้นั้นเห็นว่าสองคนนี้ทะเลาะกันจนชาวบ้านชาวช่องรู้กันไปทั่ว

                “พ่อถึงนานแล้วเหอ (พ่อมาถึงนานแล้วเหรอ)?” สุนีย์ยกมือไหว้พร้อมถามพ่อ ส่วนมาดนั้นยกมือไหว้พ่อตาเช่นกัน ตาขำยกมือรับไหว้และก้าวเดินตามกันเข้าห้องพัก

                หลังกินข้าวเที่ยงกันเสร็จเรียบร้อยทั้งสามคนนั่งพัก ผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้นหลังจากพูดคุยกันนิดหน่อยแล้วในวงข้าว

                “ถ้ามึงบอกว่าอี (จะ) ปรับปรุงตัว พ่อกะไม่ว่าไหร (อะไร) สำหรับสิ่งที่ผ่านมา แต่ขอให้ทำจริงๆ” ผู้เป็นพ่อตาพูดกับลูกเขยด้วยภาษาถิ่นใต้ซึ่งลูกเขยพอเข้าใจ และยกมือไหว้พ่อตาพร้อมบอกว่าจะทำตามที่พูดไว้

                แต่ผ่านไปไม่กี่วันมีอันต้องทำให้ตาขำต้องรีบเร่งเข้ากรุงอีกครั้งเพราะได้ข่าวว่าสุนีย์และลูกเขยทะเลาะกันใหญ่โต เมื่อเท้าแตะพื้นเมืองกรุงเขาเช่าแท็กซี่ตรงไปบ้านพักของทั้งสองคน แดดร้อนแสบผิวของเมืองใหญ่ไม่รู้สึกระคายผิวเฒ่าเมืองใต้แม้แต่น้อยแต่ใจนั้นร้อนรุ่มและพร้อมจะพาลูกสาวกลับบ้าน

                ใกล้ถึงหน้าห้องพัก ตาขำเดินดุ่มตรงไปลมตีชายเสื้อเผยให้เห็นมีดที่เหน็บแอบอยู่ขอบกางเกง ก้าวเข้าห้องเช่าด้วยหน้าตาเคร่งขรึมเห็นลูกเขยนั่งอยู่พอดี ตาขำยกมือเท้าสะเอวชายเสื้อเผยอจนเห็นมีดพก มาดผู้เป็นลูกเขยตกใจลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันไหว้พ่อตาก็ใส่ไม่ยั้ง

                “ไหนมึงบอกกูว่าปรับปรุงตัวแล้วไตร (ทำไม) กูได้ข่าวว่ามึงรบ(ทะเลาะ)เมียอีก กูข้องใจ วันนี้กูต้องพาโลก (ลูก) กูกลับบ้าน” ตาขำพูดเสียงดังจนอีกฝ่ายสะดุ้ง

                “แล้วนี่นังนีไปไหน โลก (ลูก) กูไปไหน กูข้องใจ ! มึงมันเลว โลกสาวกูไปไหน กูข้องใจ !” ตาขำยังโวยวายต่อ

                ด้วยความตกใจและไม่เคยเห็นพ่อตาโกรธขนาดนี้มาก่อน หน้าตาบึ้งตึงเคร่งขรึมพร้อมมีดเหน็บเอวทำให้มาดยืนอึ้งพูดตะกุกตะกัก “มันเป็น..เรื่องเข้าใจ..ผิดกันพ่อ..เราเข้าใจ..กันแล้ว ”

                “กูถามว่าโลกสาวกูไปไหน กูข้องใจ!!” ตาขำยังคงโวยวายลูกเขยต่อและสาวเท้าเดินเข้าไปหา มาดเห็นแบบนั้นก็ผลักพ่อตาเต็มแรง เสียงดังโครมใหญ่ร่างตาขำทรุดอยู่ข้างฝา พร้อมกับสุนีย์ที่วิ่งออกมาจากห้องน้ำ

                “พี่มาด ผลักพ่อทำไม?” สุนีย์วิ่งเข้าไปประคองพ่อ

                “ก็พ่อบอกข้องใจๆ อยู่นั่นแหล่ะ พี่อธิบายให้ฟังแล้ว แถมยังเหน็บมีดอีก” มาดบอกสีหน้ารู้สึกผิด

                “ พ่อเค้าข้องใจสุนีย์ คิดถึงและเป็นห่วงสุนีย์ !! ”