Get Adobe Flash player

โนราห์อเมซิ่ง โดย..เชิงภู

Font Size:

                คืนเดือนหงายแสงจันทร์จ้าส่องทั่วหมู่บ้าน โดยเฉพาะกลางลานวัดนั้นแสงไฟจากร้านรวงต่างๆ รวมทั้งแสงไฟส่องที่โรงมโนราห์นั้นสว่างไสวยิ่งนัก ผู้คนคึกคักเต็มลาดวัดในงานบุญประจำหมู่บ้านของค่ำคืนนั้น

                เสียงปี่โหยแต่ไม่หวนเศร้าดังขึ้นเป็นสัญญาณเบิกโรงมโนราห์ ปี่ครวญได้สักพักตามด้วยเสียงโหม่ง เสียงกลองทัดผสมเสียงจากทับฉิ่งและแกระ ชายหญิงในชุดมโนราห์ยืนเรียงแถวอยู่ข้างโรงเตรียมพร้อมออกสู่หน้าเวที ทุกคนดูสดใสด้วยชุดมโนราห์สีสันสวยงามหลากแม่สี บนศีรษะสวมเทริด แต่งหน้าสวยเข้ม ปลายนิ้วของมือทั้งสองข้างใส่เล็บยาวงอน หลังสะโพกของทุกคนมีหาง หรือที่เรียกกันว่าหางหงส์โนราห์

                คนอยู่หน้าสุดวาดแขนตั้งวงค่อยๆย่อตัวย่างเยื้องออกมา หน้าเวทีมโนราห์ทุกคนเปลี่ยนจากท่าตั้งวงค่อยๆย่อตัวไหว้อย่างสวยงามพร้อมๆกัน เสียงกลองดังเร้าจังหวะ ..ปั๊บปั๊บ ปั๊บปั๊บ ปั๊บปั๊บ อะ ตุ่ม ตุ้มๆ เหล่ามโนราห์ส่ายตัวย่อรำอย่างพร้อมเพรียงกัน มือวาดท่ารำไปพร้อมปากส่งยิ้มให้กับผู้ชมหน้าเวที

                ผ่านไปพักใหญ่มโนราห์แต่ละคนมือซ้ายจีบอก มือขวาตั้งวงหันหลังค่อยๆซอยเท้าเคลื่อนตัวเข้าหลังโรงคงเหลือไว้แค่คนเดียวที่ยังคงร่ายรำอย่างแช่มช้อยอยู่หน้าเวที เสียงดนตรีเริ่มขาดหายไปทีละอย่างพร้อมกับไมค์ที่ห้อยลงมาด้านหน้ามโนราห์คนนั้นที่หน้าเวทีในระดับพอดีปาก เธอส่งยิ้มหวานให้ทุกคนหน้าเวที มือสองข้างคอยสลับขยับเล็บยาวงอนให้เข้าที่

                “... ว่า ออ ออ ออ แอ ออ อา ออ รัก ออ งาม..จะกล่าวกลอนซ้ำ จะนำเรื่องราว ที่พ่อเฒ่าท่านเล่าฉัน ...ท่านเล่าฉัน...” เพลงทำบท (ร้องบทกลอน) ด้วยเสียงใสดังไปทั่ววัดของมโนราห์นางนั้นพร้อมเสียงกลองที่ตีสอดรับและลูกคู่ร้องรับประโยคสุดท้าย เธอร้องอย่างตั้งใจด้วยใบหน้าแจ่มใสเปี่ยมสุข สองมือก็ออกท่ารำไปลงจังหวะกับกลองที่ตี “..โนราโบราณเปิดงานสำคัญ..ไปให้ทันกับเวลา...กับเวลา.. ”

                ฉันนั่งอมยิ้มเมื่อนึกถึงตัวเองครั้งยังเรียนหนังสือและยังอยู่กับพ่อและแม่ ให้สนุกและมีความสุขกับการได้ดูมโนราห์เสียเหลือเกิน นานแล้วซินะ! ที่ฉันไม่ได้ดูมโนราห์ 

                ฉันรักและชอบการดูมโนราห์ ทุกครั้งที่ได้ดูมโนราห์เมื่อเยาว์วัย คิดว่าตัวเองคือผู้ที่ร่ายรำอยู่บนเวที ถูกใจหนักหนา อยากบอกพ่อกับแม่ขอไปเรียนการรำมโนราห์แต่ไม่กล้าบอกเมื่ออายุล่วงเลยจนถึงวันนี้..ให้เสียใจมากอยู่

                ฉันเด็กบ้านนอกพื้นเพคนปักษ์ใต้แดนสะตอ การละเล่นสองอย่างที่รักฝังใจ คือมโนราห์และหนังตะลุง รู้สึกรักและหวงแหนอยากให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้แลได้เห็นการละเล่นอันเยี่ยมยอดของคนปักษ์ใต้ ..แต่จะทำอย่างไรเล่า? รู้สึกห่วงอยู่ในใจเหมือนกัน

                สมัยเป็นเด็กที่บ้านของฉันมีอาชีพค้าขาย เป็นการค้าขายแบบเร่ร่อนมีงานที่ไหนก็ไปปักหลักตั้งร้านขายของ งานมีหลายวันก็ขายจนงานเลิกราถึงจะกลับบ้าน แต่ถ้างานใกล้บ้านแค่คืนเดียวก็มีโอกาสได้กลับบ้านไวขึ้น เพราะพ่อแม่ของฉันมีอาชีพค้าขาย และทุกงานที่จัดขึ้น ไม่เคยขาดมโนราห์ หรือหนังตะลุง โดยเฉพาะมโนราห์นั้นได้ซึมซับเข้าไปในใจของฉันจนกระทั่งอยากจะร่ายรำและขับร้องบทกลอนให้เป็น...แต่สุดท้ายความฝันนั้นก็หายไปตามกาลเวลา..

                จำได้วันไหนที่ไม่ได้ไปค้าขาย บางค่ำคืนเมื่อบ้านมืดทุกคนเข้านอนกันหมดแล้ว ด้วยใจอยากรำมโนราห์ ฉันแอบออกมายืนหน้าประตูห้องนอน สมมุติหน้าห้องนอนเป็นหน้าเวทีโรงโนราห์ ฉันทำเสียงกลอง ปั๊บปั๊บๆๆ อะ ตุ่ม ตุ้ม ในใจสองมือร่ายรำตามที่จำได้..มีความสุขเหลือเกิน..

                จากบ้านมาไกลแต่ยังได้กลิ่นไอไม่รู้ลืม...ท่วงท่าร่ายรำที่สะกดจิตตรึงใจผู้คน ณ หนหลัง ....ในยุคโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คโหมกระหน่ำสังคมโลก ผู้คนพูดกันน้อยลง มีความเป็นส่วนตัวกันมากขึ้น ตรึงจิตและใจตัวเองอยู่กับมือถือหรือจอคอมพิวเตอร์ด้านหน้า...ตัวฉันเองไม่คิดว่าจะมาพบมโนราห์ในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค

                วันนี้ฉันไม่ยุ่งงานมากและคิดถึงบ้านนาป่าเขาที่จากมา แล้วใจให้กระหวัดคิดไปถึงมโนราห์ ..เร็วเท่าความคิด สองมือกดแป้นพิมพ์คลิปมโนราห์โชว์พรึบขึ้น โอ..ไม่ธรรมดา..รู้สึกขอบคุณโลกโซเชี่ยลเหมือนกัน

                ดูคลิปมโนราห์ก็หายคิดถึงไปได้บ้างแต่ในใจก็ร่ำร้องให้ไปดูมโนราห์รำและโชว์กันสดๆ แต่จะไปดูที่ไหนล่ะ?

                ให้นึกขึ้นได้ว่ามีเพื่อนอยู่ที่สงขลาหลังจากเรียนจบได้อุทิศตัวให้กับวัฒนธรรมพื้นบ้านอย่างมโนราห์ เปิดบ้านรับสอนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่มีใจรักอยากสานต่อการละเล่นที่มีค่าให้อยู่คู่ปักษ์ใต้..

                “ ว่าอย่างไรสมหญิง? สบายดีนะ....จำเราได้ไหม?” ฉันกดโทรศัพท์ทันทีที่นึกออก ปลายสายก็รับทันทีไม่อิดออด

                “พรือจำไม่ได้ล่ะ เราเมมเบอร์ไว้อยู่ว่าพรือเพื่อนเรา บายดีนะ คิดพรือที่โทรหานิ?” สมหญิงเฉพาะชื่อตอบกลับทันที เพราะชื่อจริงคือ นายสมชาย รักสงวนยศ แม้จะไม่สมชายแต่ใจรักถิ่นฐานบ้านเกิดหาใครเปรียบได้

                “คิดถึง อยากแลโนราห์ ช่วงนี้มีโนราห์ให้แลมั่งม่ายนิ?” ฉันถามกลับไป

                “อัยย่า! โทรมาโถกเวลา (ถูกเวลา) เลย” เพื่อนสาวฉันตอบ

“อาทิตย์หน้าจะมีโชว์มโนราห์ตัวอ่อนลูกศิษย์ของฉันเอง ที่หน้าศาลากลางจังหวัด ลงมาเลย มาพักบ้านฉาน (ฉัน) เลย รับรองงานนี้ยิ่งใหญ่..ฝรั่งก็มาดู..นะแก ! ” สมหญิงบอกพร้อมเชิญชวน

                สามวันให้หลัง ฉันยืนอยู่หน้าบ้านเพื่อนสาวพร้อมกระเป๋าเดินทางใบย่อม ไม่ได้กลับมาหาหลายปีเหมือนกันที่นี่เปลี่ยนไปเยอะ ตัวบ้านยังคงไร้รั้วเหมือนเดิม แต่อาคารเล็กใหญ่ถูกสร้างต่อเติมได้สัดส่วน มองเข้าไปด้านในพบเห็นเด็กๆมากกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่แต่งชุดมโนราห์กำลังฝึกซ้อมอยู่ส่วนหนึ่ง อีกมุมหนึ่งก็มีอีกกลุ่มกำลังศึกษาอุปกรณ์ชุดมโนราห์คงให้ทุกคนที่อยากเรียนได้รู้เบื้องต้นกันก่อนสวมใส่และร่ำเรียน

                “มาหาใครคับ” เสียงทักทายจากลุงหนวดเครารกครึ้มด้วยภาษาถิ่นใต้

                “นุ้ยมาหาสมหญิง สมหญิงอยู่ม่ายลุง” ฉันตอบกลับด้วยภาษาถิ่นใต้เช่นกัน

                “อยู่ครับๆตามลุงมาเลย หมันบอกไว้แล้วว่าวันนี้มีเพื่อนมาหา” ลุงตอบพร้อมเดินนำไปในบ้าน

                ในบ้านอาคารอีกฟากของตัวบ้านใหญ่ ถูกจัดให้เป็นสถานที่เรียนเบื้องต้นของเด็กๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นการฝึกรำมโนราห์ พรก (กะลา) มะพร้าวผ่าซีกขัดจนขึ้นเงาวางอยู่เรียงราย เด็กบางคนนำกะลามาครอบใส่ฝ่ามือเด้งฝ่ามือรับฝากะลาเพื่อให้นิ้วมือรำได้งอนงาม บางคนกำลังดัดแขนดัดขาตัวเอง ซึ่งเด็กๆ ทุกคนอยู่ในความดูแลของครูผู้ช่วยของสมหญิง ส่วนบางคนนั้นกำลังตั้งวงโดยครูสมหญิงกำลังสอนท่าร่ายรำ จับนิ้วมือบิดให้ดูสวยงาม จับเอวเบี่ยงให้ดูแช่มช้อย ครูสมหญิงยิ้มให้กำลังใจเด็กๆ และสอนอย่างอ่อนโยนผิดกับร่างกายที่ดูบึกบึนสมชาย

                “หวัดดีท่าน ผอ. เหนื่อยไหมนิ?” ฉันส่งเสียงทักทาย สมหญิงหันมายิ้มให้อย่างดีใจและหันไปพยักหน้าให้ครูอีกคนเข้ามาช่วยสอนต่อ 

  “เดินทางเหนื่อยม่าย? ไปพักผ่อนก่อน ฉันเตรียมห้องไว้ให้แกแล้ว ดีใจจังที่แกมา เราไม่ได้เจอกันกี่ปีแล้วเนี่ย?” ฉันอมยิ้มเพราะไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรกับคำพูดยาวเหยีอดของเพื่อนหญิง

                “เอาแบบนี้นะแก ..เดี๋ยวฉันไปส่งแกที่ห้อง แล้วกลับมาสอนเด็กต่อ เย็นนี้ค่อยคุยกันนะ ดีใจที่สุดที่แกมา..” สมหญิงจับมือฉันเดินตุ้งติ้งไปส่งที่ห้องพัก

                สนามหน้าศาลากลางประจำจังหวัดคึกคักไปด้วยผู้คนทั้งไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ส่วนใหญ่สะพายกล้องถ่ายรูป ตอนนี้สมหญิงวุ่นวายอยู่ด้านหลังเวทีมโนราห์ เตรียมความพร้อมให้ลูกศิษย์ตัวเล็กเกือบสิบคนที่ทุกคนจะมาโชว์รำมโนราห์ตัวอ่อนเป็นโชว์ชุดสุดท้ายของการแสดงในวันนี้

                เสียงดนตรีของวงมโนราห์เริ่มบรรเลง ผู้คนจับจองพื้นที่ยืนบ้างนั่งบ้าง ฉันไม่รอช้าเข้าไปยืนประจำที่ไม่ไกลหน้าเวทีมากนัก การแสดงรำมโนราห์แต่ละชุดผ่านไปสร้างความอิ่มเอมให้กับฉันมีความสุขอย่างมากมาย ดีใจที่ผู้คนยังคงให้ความสำคัญกับศิลปะพื้นบ้านของตัวเอง รวมทั้งชาวต่างชาติด้วยที่คอยถ่ายรูปและกล่าวชมการแสดงของแต่ละชุด

                เด็กน้อยวัยประมาณสิบขวบตั้งวงร่ายรำอยู่หน้าเวที ทุกคนดูอ่อนช้อยและตั้งใจ เมื่อถึงตอนที่ทุกคนทำท่าสะพานโค้งแล้วรำไปด้วยสร้างความอืออาให้กับผู้คนด้านหน้าเวทีโดยเฉพาะนักท่อง เที่ยวชาวต่างชาติ การร่ายรำผ่านไปพักใหญ่เด็กทยอยรำเข้าหลังโรงเหลืออยู่คนเดียวที่ยังคงรำโชว์อยู่หน้าเวที มีเจ้าหน้าที่นำถาดใบไม่ใหญ่มากไปวางไว้ด้านหน้ามโนราห์ตัวน้อย

เสียงกลองดังเร้าขึ้น หนูน้อยโนราห์ย่างเหยียบลงในถาดยืนชิดขอบถาดกางขาเล็กน้อยค่อยๆทำท่าสะพานโค้งแล้วเอาศีรษะลอดผ่านระหว่างขาออกมาใช้ปากคาบเงินที่เจ้าหน้าที่ยื่นให้..ท่านั้นเรียกเสียงอืออาจากผู้ชมทุกคน ที่มาพร้อมแสงแฟลชพรึบพรับ โดยเฉพาะฝรั่งที่ยืนอยู่ใกล้ฉัน

                “ Ohhhh amazing gymnastics !! ”

---------------------------