Get Adobe Flash player

ไหน..หลาด !! โดย..เชิงภู

Font Size:

 

                “โอ่โอ ปักษ์ใต้บ้านเรา โอ่โอปักษ์ใต้บ้านเรา แม่น้ำภูเขาทะเลกว้างไกล อย่าไปไหน กลับใต้บ้านเรา อย่าไปไหนกลับใต้บ้านเรา”  เสียงเพลงเพื่อชีวิตของวงแฮมเมอร์ดังทะลุจากวิทยุทรานซิสเตอร์เครื่องน้อยที่ห้อยอยู่กับขื่อบ้าน โดยเจ้าของเครื่องนั่นมีความสุขกับการผ่าไม้ไผ่และเหลาเป็นตอกเพื่อใช้สานไซลาว (ไซดักกุ้งขนาดเล็กตามช่องน้ำของคันนา) ปากนั้นก็ฮึมอัมเพลงไปด้วยอย่างมีความสุข

                ไชยันต์หนุ่มฉกรรจ์วัยสามสิบปีนุ่งกางเกงเลสีดำเสื้อไม่ใส่ตัวดำคล้ำแต่เนื้อตัวบึกบึน หนุ่มใต้แบบฉบับเพื่อชีวิต ไว้ผมทรงยาวแต่ไร้หนวดเครา ผมยาวสยายแต่ฟูฟ่องอยู่กลางหลัง ตรงกลางหลังและหัวไหล่มีรอยสักพอให้น่าเกรง ข้อมือและนิ้วมือเต็มไปด้วยกำไลและแหวน

                ไชยันต์เพิ่งหวนกลับใต้และยึดอาชีพกรีดยางทำนามาได้สองปีกว่าแล้ว ก่อนหน้านั้นเมื่อยังเป็นหนุ่มวัยรุ่นเรียนจบมอหกจากโรงเรียนประจำจังหวัดเขาได้ตามหาฝันของตัวเอง ซึ่งเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฝันนั้นคืออะไร รู้แต่ว่าอยากทำ อยากเป็น อยากรู้ อยากไปหมด แม้แต่พ่อแม่พี่น้องห้ามปรามก็ไม่ฟัง ..สุดท้ายแล้วเขาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ สู่รั้วรามคำแหงไม่สนใจโควต้าที่มหา วิทยาลัยเขตปักษ์ใต้ต่างแย่งตัวกันเข้าเรียน

                ไชยันต์เป็นคนเรียนเก่ง จริงๆแล้วเขาเป็นคนเกเรอยู่พอสมควรแต่ยังรู้ความไม่ทำความเดือดร้อนให้พ่อแม่มากนัก รู้จักเอาตัวรอด พ่อและแม่รู้จักเขาดีจึงปล่อยเขาไปตามความต้องการ หลังจากนั้นไชยันต์ก็ไปพักอยู่กับเพื่อนรุ่นพี่ที่ขายเสื้อผ้ามือสองอยู่หน้ารามคำแหง และเข้าศึกษาต่อในวิชาเอกรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยพ่อขุน

                แค่สามปีครึ่งไชยันต์ได้เป็นบันทิตวิทยาลัยด้วยเกรดเฉลี่ยที่ไม่ธรรมดาเลย แต่หลังจากนั้นมาเขากลับเฉื่อยชาไม่กระตือรือร้นที่จะหางานทำ ไม่กระตือรือร้นในการใช้ชีวิต ไชยันต์เซ้งร้านเก่าของรุ่นพี่มาทำการค้าขายต่อ เขาขอเงินจากทางบ้านเพื่อไปลงทุนซื้อเสื้อผ้า รองเท้า อะไรๆต่อมิอะไรที่เป็นของมือสองเข้าร้าน ค้าขายไปเรื่อยๆ

                เกือบสิบปีที่ไชยันต์ใช้ชีวิตอยู่หน้าราม..อยู่ๆ เมื่อสองปีก่อนเขาให้รู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตที่เป็นอยู่บอกขายร้านอย่างกะทันหัน แน่นอน เพื่อนฝูงที่รู้จักมากมายต่างรุมกันเสนอราคาเพื่อสานต่อชีวิตพ่อค้าหน้ารามคำแหง ...หลังจากเคลียร์เรื่องร้านเรียบร้อยแล้วหนุ่มผมยาวใส่เสื้อยีนส์นุ่งกางเกงขาเดฟไหล่สะพายกีต้าร์ประจำตัวก้าวขึ้นรถไฟสายใต้..มุ่งหน้ากลับบ้าน

                การกลับบ้านครั้งนี้ของไชยันต์สร้างความยินดีให้กับพ่อแม่และพี่น้องอย่างมากมาย พ่อและแม่ที่เริ่มแก่เฒ่าแล้ว ต้องการคนดูแล พี่น้องคนอื่นๆออกเรือนกันไปหมดแล้ว คงเหลือเฉพาะไชยันต์ที่ยังไม่มีครอบครัว เมื่อเขากลับมาอยู่บ้านหน้าที่หลักคือดูแลพ่อแม่และทำมาหากินจากมรดกที่พ่อแม่และพี่ๆส่งมอบต่อ นั้นคือ ทำนาและกรีดยาง

                ฐานะทางบ้านของไชยันต์ไม่ได้ขี้เหร่เลย มีทั้งทุ่งนาและสวนยาง ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายหาอาชีพใหม่ชีวิตก็อยู่ได้จนสิ้นลม

                “ทำไหรล่ะ? บ่าวยัน” แม่ส่งสียงทักเมื่อย่างเท้าวกเข้าบ้านในมือหิ้วปิ่นโตกลับจากวัด

                “ทำไซลาวไว้ดักกุ้ง” ไชยันต์บอกแม่พร้อมกับสะบัดผมที่ปรกหน้าและจับรวบมัดด้วยยางเส้นแบบลวกๆ

                “เอ็งกลับมาอยู่บ้านตั้งนานแล้ว ไม่คิดหาเมียมั่งเหอ” ผู้เป็นแม่ถามต่อหลังจากนั่งลงบนตะแคร่

                “ฮ่า ฮ่า ฮ่า สาวไหนหมันจะเอา (ไม่มีสาวไหนต้องการ)” ไชยันต์ตอบแม่และหัวเราะอารมณ์ดี

                “แม่ถามจริงๆ ไซร (ทำไม) เราตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน?” แม่ถามไชยันต์ที่ยังคงหัวเราะอยู่ซึ่งเป็นคำถามที่ไชยันต์ตอบหลายครั้งแล้ว

                “ถามแล้วหล่าว (อีกแล้ว)” ไชยันต์พูดขำๆ “ผมกะบอกแม่ไปแล้วว่าผมเบื่อกรุงเทพ เบื่อคน เบื่อความวุ่นวาย และกะขี้คร้านแหลงมาก (พูดมาก) อยู่บ้านเราแหลง (พูด กันสั้นๆกะเข้าใจแล้ว”

                “เอ๊า! ว่าพันนั้น กะพันนั้น (ว่าอย่างนั้นก็ตามนั้น)” แม่อมยิ้มและลุกยืนหยิบปิ่นโตเดินขึ้นบ้าน

                ส่วนไชยันต์นั้นพันเศษผ้าที่นิ้วชี้ใหม่หลังจากที่ผ้าคลี่หลุดออกมา เขาเอาเศษผ้ามัดผูกปลายนิ้วจนแน่น หยิบไม้ไผ่ที่ผ่าพอดีเป็นเส้นเล็กแต่ยังมีเสี้ยนอยู่ขึ้นวางบนเศษผ้าที่พันนิ้วอยู่นิ้วหัวแม่มือประกบจับ มือขวาถือมีดตอกค่อยๆเหลาไม้ไผ่อย่างช้าๆ

                เสียงสตาร์ทรถดังสนั่น..มอเตอร์ไซค์คันเก่าเหมือนไม่เต็มใจออกวิ่ง เสียงเครื่องยนต์กระตุกๆ แต่สักพักก็ขับไปได้อย่างช้าๆ และราบรื่น  ไชยันต์ขับมอไซค์คันเก่าไปทางฝั่งทุ่งนาหน้าบ้าน ผู้เป็นแม่ชะเง้อมองดูจากบนบ้านพลางส่ายหัวที่บอกลูกชายหลายครั้งแล้วให้ซื้อรถคันใหม่แต่ไชยันต์ไม่ยอมเปลี่ยนให้เหตุผลว่าคันเก่ายังใช้ได้อยู่

                ไชยันต์จอดรถมอเตอร์ไซค์ไว้ใต้โคนต้นหว้าใหญ่ที่ใต้ต้น ลูกหว้าเก่าใหม่กองสุมกันส่งกลิ่นเอียนๆ เขาเดินตรงไปที่คูน้ำไม่ไกลจากต้นหว้ามากนัก ข้างๆคูน้ำเต็มไปด้วยต้นกกที่แย่งกันชูชี้ต้นเบียดเสียด ไชยันต์ก้มตัวลงมือควานลงในน้ำจับลัน (อุปกรณ์จับปลา)ได้ค่อยๆดึงขึ้นจากน้ำ ปูตายที่ใส่ไว้ในลันส่งกลิ่นคลุ้ง เขาก้มมองในลันเห็นปลาไหลตัวเขื่องสองสามตัวเลื้อยมุดซากปูและซบนิ่งอยู่อย่างนั้น

                ไชยันต์เดินกลับไปที่รถ หยิบลันเปล่าอีกใบที่เขาวางทิ้งไว้ใต้โคนต้นหว้าตั้งแต่เมื่อวานขึ้นมา เดินตรงไปบนคันนาที่ตากปูไว้ ปูหลายตัวถูกฉีกออกตากแดดพอมีกลิ่น เขาใช้มือหยาบหนาหยิบปูหย่อนใส่ในลันใบใหม่ได้พอประมาณก็เดินย้อนกลับไปที่คูน้ำอีกครั้ง เขาเดินผ่านที่เก่าที่ยกลันขึ้นมาไปนิดหน่อย แหวกต้นกกออกค่อยๆวางลันลงไป

                “ได้ม่าย?” แม่ตะโกนถามจากบนบ้าน เมื่อเห็นไชยันต์วางลันบนตะแคร่

                “ ได้” เขาตอบแม่ 

“ กี่ตัว?” แม่ถาม  

“ สาม” ไชยันต์ตอบ

ไชยันต์เดินตรงไปหลังบ้านที่กอตะไคร้และต้นข่า จอบบนบ่าขุดทั้งสองอย่างขึ้นมาอย่างง่ายดาย วางข่าและตะไคร้ไว้บนตะแคร่เสร็จเขาเดินตรงไปที่บ่อน้ำ ตรงนั้นมีต้นชะพลูขึ้นงามเขียวสด ไขยันต์เลือกเด็ดใบอ่อนๆจากต้น ได้กำมือก็เดินเอามาวางรวมกับข่าและตะไคร้

ปลาไหลถูกเทออกจากลันลงบนพื้นข้างตะแคร่ ทุกตัวดูอ่อนแรงนอนแน่นิ่ง มือซ้ายไชยันจับหัวปลาไหลขึ้นมา มือขวากำใบตะไคร้ค่อยๆรูดตัวปลาไหลตั้งแต่หัวสุดหาง จนเมือกออกหมดตัวปลาไหลเป็นสีขาว

กะละมังใบเก่าเต็มไปด้วยปลาไหลหั่นเป็นท่อนเล็กๆ เกลือเม็ดถูกโรยลงในกะละมังไชยันต์ขยำๆจนเนื้อปลาไหลขาวจั๊วไร้กลิ่นคาว...ล้างน้ำสะอาดเรียบร้อยพร้อมสำหรับ “แกงคั่วไหล”

เย็นนั้นสองแม่ลูกเอร็ดอร่อยกับแกงคั่วปลาไหลพร้อมผักเหนาะ (ผักสดไว้กินแกล้มคู่กับแกงเผ็ดๆ)

“แม่ แล้วพ่อกลับต่อใด (พ่อจะกลับเมื่อไหร่)?” ไชยันต์ถามถึงพ่อที่ไปเยี่ยมพี่สาวอีกอำเภอหนึ่ง

“ต่อเช้า (พรุ่งนี้) ” แม่ตอบ  “อ้อ! ตอนเอ็งไปเก็บลัน ตาพ่ายมาหาบอกให้ไปขึ้นพร้าว(มะพร้าว) ให้ทีต่อเช้า” ผู้เป็นแม่บอกลูกชาย

“หัวเช้า (ตอนเช้า) ไม่ได้ ..ค่อยหวันฉ้าย (ช่วงบ่าย)” ไชยันต์ตอบแม่

เสียงนกร้องจิ๊บๆ แดดส่องท้องนา ไชยันต์วางมีดกรีดยางไว้ข้างตัวหย่อนตัวนั่งพักบนตะแคร่ เขาตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อไปกรีดยางในสวนห่างจากตัวบ้านประมาณสองกิโลเมตร ตอนนี้เขากรีดยางเช้าละแค่สองไร่ อีกหลายไร่จ้างเพื่อนบ้านมาช่วยกรีด บางครั้งเขาก็อยากถอดใจเหมือนกันทำไมเดี๋ยวนี้ ราคายางมันแย่ลงๆ ชาวสวนยางกำลังใจถดถอยเพราะราคายางไม่กระเตื้องขึ้นเลย แต่จะปล่อยให้ต้นยางยืนเฉาตายก็กระไรอยู่..สู้กรีดๆไปดีกว่าทิ้งไว้เฉยๆ

“ไหนว่าไปธุระ (เห็นบอกว่าจะไปธุระ)” แม่ส่งเสียงถามไชยันต์ที่เปิดประตูห้องนอนออกมา

“เนี่ย! ไป” ไชยันต์ตอบ

หนุ่มผมยาวที่ผมรวบมัดเรียบร้อย ใส่รองเท้าแตะนุ่งกางเกงเลสีเข้มเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวหม่นสะพายย่ามใบเก่า ข้อมือและนิ้วเต็มไปด้วยกำไลและแหวน เดินตรงไปที่ท่ารถโดยสารของหมู่บ้าน สองข้างทางคือท้องนา ข้าวกำลังตั้งท้องใบข้าวไหวไปตามลมโบก มองไกลออกไปเป็นสวนยาง ถัดเป็นเป็นท้องนา จนจรดภูเขาลูกน้อย

ไชยันต์มองภาพข้างทางเดินอย่างมีความสุข ให้รู้สึกตัวเองโชคดีที่ไม่หลงแสงสีอยู่ในเมืองกรุงจนลืมบ้านเกิดที่แสนจะงดงาม..ผู้คนยังคงใสซื่อ ไม่ต้องพูดจากันเยิ่นเย้อก็เข้าใจ

เสียงกริ่งจักรยานดังกริ่งๆ อยู่ด้านหลัง ตาโฮมนั่นเองปั่นจักรยานไล่ต้อนวัวฝูงใหญ่บนถนนคอนกรีตเก่าของหมู่บ้าน ฝูงวัวเดินผ่านไชยันต์ไปอย่างคุ้นเคย ตาโฮมส่งยิ้มให้อย่างคุ้นเคยพร้อมตะโกนถาม

“ ไหน (ไปไหน) ? ”

“ หลาด ! (ไปตลาด) ”

-------------------------------------