Get Adobe Flash player

ไป..เปรว !! โดย..เชิงภู

Font Size:

 

                ค่ำคืนเดือนแรมแสงจันทร์วับแวมไม่แจ่มใส ลมทุ่งพัดแผ่วเบาแต่บรรยากาศดูเยือกเย็น ยิ่งใกล้วันสารทเดือนสิบเสียงหมาหอนเหมือนจะต้อนรับบรรพบุรุษที่จากไปลับให้ย้อนกลับมาหาลูกหลาน “มอญ” หนุ่มวัยยี่สิบกว่าๆ แต่บวชเรียนแล้ว ผันหน้าไปมองเงาตะคุ่มใหญ่เกือบสองแปลงนาที่รอบๆ ถูกรายล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่รกทึบ

                มอญเป็นคนในหมู่บ้านนางเรียง หมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่มีวัดหรือแม้แต่สำนักสงฆ์ มีแต่ป่าช้าขนาดกลางที่อยู่ด้านหลังหมู่บ้านติดกับทุ่งนาของชาวบ้าน ป่าช้านี้ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าเปรว (เปร๋ว) ณ เปรวแห่งนี้มีเพียงศาลาปฏิบัติธรรมหลังน้อยอยู่ท่ามกลางดงไม้ ถัดไปทางทิศตะวันออก คือเชิงตะกอนตั้งตระหง่านเป็นสถานที่นัดพบของคนหมดลม รอบเชิงตะกอนระเกะระกะไปด้วยเจดีย์เก็บกระดูก ที่นี้ทุกคนรู้จักกันในนาม เปรวบ้านนางเรียง มีพระชราหนึ่งรูปประจำอยู่ที่นี่

                ถ้าผู้ชายในหมู่บ้านได้วัยสมควรบวชเรียน หรือคนในหมู่บ้านต้องการทำบุญสุนทานต่างๆ ก็มุ่งตรงไปที่วัดต่างหมู่บ้าน แต่เมื่อใดที่ลูกบ้านของหมู่บ้านนางเรียงตายลงที่นี่จะเป็นที่เผาผี ดังนั้นเปรวบ้านนางเรียงจึงมีกิจกรรมคือทำพิธีเผาศพ และทำบุญให้ผู้ล่วงลับ สองอย่างเท่านั้น

                ที่นี่กลางวันจะร่มรื่น น่าพักผ่อนยิ่งนัก ด้วยสถานที่เต็มไปด้วยป่ากล้วย และต้นไม้สูงต่ำ ลมทุ่งพัดเข้ามาปะทะ ชาวบ้านที่ทำนาใกล้ที่นี่ช่วงกลางวันจะกินข้าวเที่ยงและพักผ่อนกันใต้ต้นไม้ นอนหลับแทบจะไม่อยากตื่นเพราะบรรยากาศร่มรื่นเกินบรรยาย..แต่เมื่อกลางคืนมาเยือน ความเงียบสงบและร่มรื่นในตอนกลางวัน กลายเป็นความวิเวกวังเวงเกินจะกล่าว และมีเรื่องเล่าปากต่อปากในเรื่องผีสางอยู่เนืองๆ

                มอญยืนมองตรงไปยังเนินตะคุ่มใหญ่ผ่านแปลงนาไปสองแปลง เขาเกิดที่นี่และเห็นสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่จำความได้จึงไม่ได้รู้สึกกลัวกับสิ่งที่ชาวบ้านเล่ากันต่อกันมา คืนนี้เขาออกมาโล๊ะปลา(ส่องปลา)เช่นเคย มอญใช้เวลาไม่นานก็ได้ปลาช่อนครึ่งข้อง ที่นี่ปลาชุกชุมคงเป็นเพราะน้อยคนที่จะเข้าใกล้สถานที่แห่งนี้ในยามค่ำคืน

                ไฟฉายคาดหน้าผากส่องแสงวับแวมยามเขาก้มๆเงยๆ สุ่มในมือข้างขวาทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ บางครั้งเขาหยุดยืนตรง แสงไฟจากหน้าผากส่องยาวไปปะทะกับต้นไม้ใหญ่แลเป็นเงาน่ากลัว หลายครั้งที่เขาสุ่มปลาเข้าไปใกล้ดงต้นไม้หลังเชิงตะกอนและได้ยินเสียงแปลกๆ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาตกใจกลัวแต่อย่างใด ..เพราะเขาไม่คิดมาก และ ไม่จินตนาการถึงด้านความกลัว

                มอญสุ่มปลาเดินหน้าไปเรื่อยๆ เงยหน้าอีกทีถึงดงไม้ใหญ่แล้ว มองเลยเข้าไปตรงกลางสถานที่เห็นแสงไฟดวงเดียวที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดของสถานที่แห่งนี้ ดวงไฟจากศาลาที่จำวัดของหลวงตาแพรก มอญตัดสินใจเดินลัดเลาะเข้าไปในดงไม้ เส้นทางเล็กๆที่ชาวบ้านใช้เดินลัดไปทุ่งนาในยามกลางวัน เขาเดินตรงไปไม่รีบร้อน โผล่พ้นดงไม้ทึบ ถ้าเลี้ยวขวาเดินไปอีกสักหน่อยตรงนั้นเป็นเชิงตะกอน มอญหยุดเดินอดไม่ได้ที่จะหันหน้าไปมอง สถานที่เพียงน้อยนิดที่ร่างของคนหมดลมต้องขึ้นไปอยู่และกลับกลายเป็นเถ้ากระดูก แสงจันทร์วอมแวมส่องเชิงตะกอนเป็นภาพที่ชวนให้น่ากลัวอยู่ไม่น้อย เขาสาวเท้าเดินต่อ

                เสียงกุกๆกักๆ ดังอยู่ในห้องที่มีแค่ห้องเดียวในศาลาปฏิบัติธรรม เสียงกระแอมและไอโกรกดังเป็นระยะ

                “หลวงตา..จำวัดแล้วม่าย(จำวัดหรือยัง)?” มอญตะโกนถาม

                “ยัง! ใคร?” หลวงตาแพรกส่งเสียงถาม

                “ผม..มอญครับหลวงตา มาโล๊ะปลาข้างเปรว” มอญบอก

                สักพักประตูค่อยๆเปิดออก หลวงตาแพรกที่ยังไอโกรกๆ ใช้จีวรปิดปากยามส่งเสียง

                “เอา เข้ามาก่อน” หลวงตาบอก

                “ยังไม่หายเหอ (ยังไม่หายหรือ)? หลวงตา เห็นไออยู่หลายวันแล้ว” มอญถามด้วยความเป็นห่วง

                “ยังชั่วแล้ว (ดีขึ้นแล้ว)” หลวงตาบอก “เออ..เอ็งมาก็ดีแล้ว นั่นออกปาก (ขอช่วย) เอ็งมาช่วยทำความสะอาดเปรวหน่อยต่อเช้า (พรุ่งนี้) นะ”หลวงตาพูดต่อ“ ต่อรือ (มะรืนนี้) กะทำบุญตายายแล้ว ผู้ใหญ่พงษ์กะโร้ (รู้) แล้ว ต่อเช้าคงพาคนมาช่วยกันทำ..เอ็งมาช่วยอีกแรงจะได้เสร็จกันไวๆ”

                มอญรับคำพร้อมกับถามถึงปัญหาของสถานที่แห่งนี้ที่เผชิญอยู่ตอนนี้ แต่หลวงตาแพรกไม่พูดอะไรมากบอกว่าไม่ใช่เรื่องของพระ ตนเองอยู่ที่นี่เพราะชาวบ้านอยากให้มีพระสักรูปอยู่แต่ถ้าถึงเวลาก็กลับไปอยู่วัดเหมือนเดิมก็ไม่มีปัญหาอะไร

                มอญสนทนากับหลวงตาแพรกไม่นานนักก็ขอตัวกลับเดินตรงไปยังปากทางประตูเข้าป่าช้าเห็นรถแมคโครจอดทิ้งอยู่ด้านหน้า หน้าดินถูกตักออกเป็นหลุมกว้าง และหลุมกว้างนั้นกินพื้นที่เข้าไปในสถานที่โบร่ำโบราณของหมู่บ้านนางเรียงอีกด้วย

                รถตักดินคันนี้เป็นของผู้มีอิทธิพลระดับท้องถิ่นคนหนึ่งที่มีที่ดินติดกับป่าช้าแห่งนี้ และที่ดินในป่าช้าด้านหน้านั้นเคยเป็นที่ดินของปู่ย่าของผู้มีอิทธิพลคนนี้ ปู่ย่ายกให้เป็นพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้านแต่เมื่อถึงรุ่นหลานกลับต้องการที่ดินคืนโดยไม่สนใจเสียงคัดค้านของชาวบ้าน มอญยืนมองแล้วถอนหายใจเหนื่อยหน่ายกับความต้องการ ความโลภไม่สิ้นสุดของคนเรา ชีวิตมีทรัพย์มากมายใช้จนดินกลบหน้าก็ไม่หมดแต่ทำไมไม่รู้จักพอ

                เสียงตัดกิ่งไม้ที่ยื่นเกะกะดังเป็นระยะๆ เสียงกวาดใบไม้ใบหญ้า และเสียงพูดคุยกันของชาวบ้านที่มาช่วยกันทำความสะอาดป่าช้าเพื่อเตรียมสถานที่ทำบุญตายายในวันพรุ่งนี้ มอญกำลังจุดไฟเผากองใบไม้และหญ้าที่เก็บมารวมกันเพื่อจัดการสถานที่ให้ดูเรียบร้อย

                เชิงตะกอนที่ก่อนหน้านี้กองสุมไปด้วยใบไม้ใบหญ้า เพราะศพสุดท้ายถูกเผาไปเมื่อต้นปี ตอนนี้ก็ปลายปีแล้วยังไม่มีศพไหนมาต่อคิวรอ ชาวบ้านบางคนก็ลุ้นว่าใครจะเป็นรายต่อไปที่จะได้ขึ้นไปอยู่บนเชิงตะกอนนี้ ตอนนี้เชิงตะกอนสะอาดใบไม้ใบหญ้าถูกโกยเก็บ รอบๆเจดีย์ใส่กระดูกผู้ล่วงลับต้นหญ้ารกถูกถอนทิ้ง รวมทั้งรอบๆบริเวณป่าช้าทั้งหมดดูโล่งเตียน

                ชาวบ้านทยอยกันนั่งพักหลังจากพื้นที่ถูกเคลียร์จนสะอาด ไม่นานนักทุกคนต้องตกใจกับเสียงรถตักดินที่ส่งเสียงแข่งกับคนที่ยืนกำกับอยู่ข้างๆรถ “มึงตักไปเลย ทำตามที่กูบอก ใครมีปัญ หามาบอกกู ไปๆแขบๆ (รีบๆ) ทำงาน”  คนที่ตะโกนอยู่ข้างรถใส่กางเกงยีนส์ เชิ้ตแขนยาว สวมหมวกปีกกว้าง ด้ามปืนโผล่ให้เห็นชัดที่ขอบกางเกง ยืนเท้าสะเอวสั่งงานคนขับรถแมคโคร ไม่ปลายตามาทางป่าช้าที่โล่งเตียนแม้แต่นิดเดียว

                “กูชาดรับไม่ได้ (กูรับไม่ได้จริงๆ) ทำใหญ่จริง (ทำตัวยิ่งใหญ่) กูอีแลถิหมันอีตักดินมาถึงที่เผาผีม่าย (กูจะดูซิมันจะตักดินมาถึงที่เชิงตะกอนไหม)”

                มอญรับฟังคำบ่นของชาวบ้านที่นั่งพักใต้ต้นไม้ ได้แต่มองนิ่ง หลังจากนั้นทุกคนก็นั่งพักหลับนอนไม่สนใจเสียงเครื่องยนต์จากรถตักดินเช่นกัน

                มอญมองกราดสายตาไปตามเจดีย์ใส่กระดูก ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ที่เรียงรายถัดๆ กันไปรอบๆเชิงตะกอน มองแล้วให้นึกสะท้อนใจ ทำไมคนที่ยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าวัดถึงไม่มามองสิ่งเหล่านี้บ้างจะได้คิดอะไรได้

                กลิ่นคละคลุ้งของธูปเทียนที่ปักอยู่ข้างเจดีย์ใส่กระดูก แทบทุกเจดีย์ยังมีควันจากเทียนธูปลอยกรุ่น

                บ่ายแก่..มอญยังคงนั่งอยู่กับหลวงตาแพรก ลานป่าช้าเมื่อตอนสายๆ คลาคล่ำไปด้วยผู้คนและแม่ค้าพ่อค้า ตอนนี้โล่งเงียบ เหลือแม่ค้าบางคนที่จัดเก็บสัมภาระเตรียมตัวกลับบ้าน เขานั้นคงจะกลับช่วงเย็น คอยช่วยหลวงตาจัดเก็บและดูแลสถานที่

                ต้นหญ้าที่ถูกถอนทิ้งเริ่มแตกหน่อแทงทะลุพื้นดินในป่าช้า ใบไม้เริ่มตกเกลื่อนพื้นอีกครั้งบรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน ชวนให้เหงาเศร้าใจ เต็นท์ใหญ่ถูกประกอบอย่างแข็งแรงข้างๆศาลาปฏิบัติธรรม กลางเต็นท์มีโต๊ะใหญ่ยกสูงจากพื้นเหมือนรอวางอะไรบางอย่าง ไม่นานนักรถปิคอัพคันสีดำแล่นเข้ามาอย่างช้าๆ โลงสีเหลืองทองอร่ามวางเด่นอยู่ในกระบะท้ายรถ จอดสนิทใกล้เต็นท์ชาวบ้านหลายคนช่วยกันแบกโลงศพไปวางบนโต๊ะยกสูงนั้น

                มอญคอยเป็นลูกมือหลวงตาเช่นเคย และคอยช่วยชาวบ้านจัดเตรียมสิ่งของเพื่อจัดงานศพ หูได้ยินชาวบ้านพูดคุยกัน

                 “ศพนี้ตายปรือ (ตายอย่างไร)?”  “เห็นเขาบอกกันว่าหัวใจวายกะทันหัน!!”

                โลงวางเด่นอยู่บนเชิงตะกอน ฝาโลงถูกเปิดออก ใต้เชิงตะกอนกองสุมด้วยยางรถยนต์และท่อนไม้เป็นเชื้อไฟอย่างดี ข้างๆเชิงตะกอนมีเสียงสะอึกสะอื้นจากญาติๆ  อีกด้านหนึ่งชาวบ้านในชุดดำมาร่วมพิธีเผาศพ

                น้ำมันถูกราดลงบนท่อนไม้ ไฟถูกจุดพรึบโหมไหม้ลามเลียท่อนไม้และยางรถยนต์ ชาวบ้านเริ่มทยอยหันหลังเดินกลับ พร้อมกับกองไม้ในเชิงตะกอนที่เริ่มทรุดลงส่งให้โลงศพทรุดตามไฟลุกท่วมจนมิด

                หลวงตายืนอยู่หน้าศาลาปฏิบัติธรรม รับไหว้ชาวบ้านที่เดินทางกลับ มอญยืนอยู่ด้านหลังหลวงตาได้ยินเสียงจากชาวบ้านพูดคุยกัน

                “สุดท้าย ! ก็ไปเปรว !!”

                มอญหันไปมองหน้าป่าช้า สถานที่ถูกตักดินออก..ที่ตอนนี้...ไม่มีรถแมคโครแล้ว...

------------------------------------