Get Adobe Flash player

ไปยั่วปลา !! โดย..เชิงภู

Font Size:

            “ย่างเข้าเดือนหกฝนก็ตกพรำๆ กบมันก็ร้องงึมงำ ระงมไปทั่วท้องนา” สาวนุ้ยนอนฟังเพลงจากวิทยุเครื่องน้อยในห้องของพ่อที่ส่งเสียงผ่านฝาห้องเข้ามา  เธอนอนอมยิ้มอย่างมีความสุข แม่เปิดเพลงเข้ากับบรรยากาศเหลือเกิน

            เสียงฝนหล่นกระทบหลังคาสังกะสี อากาศเย็นสบาย ค่ำนี้สาวนุ้ยขอแม่มานอนห้องของยายซึ่งห้องห่างกันแค่เพียงฝากระดานกั้นเท่านั้นเอง ในห้องของยายมีเตาก้อนเส้าที่ยายสุมถ่านไว้พอให้อุ่นสบาย ห้องของยายจึงน่านอนยามหน้าฝน

            ตอนหัวค่ำพ่อเอาเกียงถ่าน (ตะเกียงใช้ถ่านหินก้อนเล็กๆบรรจุลงไปแล้วเติมน้ำมีสายต่อจากตัวตะเกียงเสียบเข้ากับจานรับเมื่อจุดไฟเกิดเปลวไฟเล็กคล้ายเปลวเทียนแต่ส่องสว่าง) ไปโหลปลา (ส่องปลา) กลางทุ่งหน้าบ้าน ช่วงนี้พ่อหาปลาทั้งกลางคืนและกลางวัน

            สาวนุ้ยนอนฟังเสียงฝนร่วงหล่นบนหลังคาเคล้าเสียงกบเขียดกลางทุ่ง เธอกระชับผ้าห่มคลุมโปงเมื่อเม็ดฝนร่วงเร็วขึ้นกลบเสียงกบเขียดจนหมดสิ้น ตาปรือมากขึ้นใจล่องลอยไปถึงเมื่อบ่ายที่ได้คุยเล่นซนกับมะยมเพื่อนรัก

 ลมแรงพัดวูบเม็ดฝนที่เกาะกิ่งใบต้นน้อยโหน่งที่กิ่งใหญ่พาดบนหลังคาบ้านร่วงกราวกระทบหลังคาสังกะสีจนสาวนุ้ยสะดุ้งตื่น เธอลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย มือคอยดึงผ้าห่มคลุม แม้จะเช้าแล้วแต่อากาศยังขมุกขมัว สลัวๆ ไม่แจ้งสว่าง ชวนให้น่านอนต่อเหลือเกิน  ไม่นานสาวนุ้ยก็ผล็อยหลับต่อ

“สาวนุ้ยเหอ! เตินตะโลก (ตื่นเถอะลูก)” เสียงแม่ร้องเรียกอยู่หน้าประตูห้อง สาวนุ้ยลืมตาตื่น แดดอ่อนจางรำไรพาดผ่านในห้อง เธอลุกขึ้นสลัดผ้าห่มออกจากตัว เก็บที่หลับที่นอน เดินตรงไปนอกชานบ้าน ตักน้ำจากตุ่มดินล้างหน้าและบ้วนปากยกชายเสื้อขึ้นเช็ดหน้าแล้วนั่งห่อไหล่กอดอกอยู่ข้างฝา ตามองตรงยังทุ่งนาหน้าบ้าน

“แม่ พ่อไปไหน?” สาวนุ้ยส่งเสียงถามแม่ที่อยู่ในครัว

“ไปยั่วปลาอยู่หน้าบ้าน” แม่ตอบ

เสียงกระโดดจนน้ำดังจ๋อมแจ๋มของเจ้าปลาช่อนในตุ่มขังปลาที่พ่อได้มาเมื่อคืน ทำให้สาวนุ้ยอยากรู้ว่าในนั้นมีปลากี่ตัว เธอๆค่อยเดินไปที่นอกชาน นอกชานบ้านเป็นพื้นไม้ไผ่ยื่นพ้นหลังคาบ้านออกมา พื้นยังคงเปียกลื่นจากน้ำฝน สาวนุ้ยค่อยๆสาวเท้าลงบันไดบ้านอย่างระมัดระวัง

พ่อเดินกลับเข้าบ้านเนื้อตัวเปียกปอน เปิดฝาไซเทเจ้าช่อนโชคร้ายลงไปในตุ่มขังปลาอีกสองสามตัว พ่อปิดฝาไซจับสะพายไหล่เหมือนเดิมแล้วเดินหายเข้าไปใต้ถุนบ้าน สักพักออกมาพร้อมคันเบ็ดไม้ไผ่ยาวเกือบสี่เมตรเดินผ่านหน้าสาวนุ้ยสู่ทุ่งกว้างหน้าบ้านอีกครั้ง เธอยืนดูจนพ่อเดินหายจมไปในดงข้าวเขียว

“อย่าแชๆ(อย่าช้าๆ)” เสียงมะยมสาวน้อยวัยสิบเอ็ดขวบเร่งสาวนุ้ยที่ย่างเท้าเดินตามหลัง

“เออน่า โร้แล้ว(รู้แล้ว) อีแขบไปไหน (จะรีบไปไหน)” เสียงสาวนุ้ยว่าเพื่อน

คันนาหญ้าคลุมเปียกปอนไปด้วยน้ำฝน ไกลออกไปพ้นดงต้นข้าวเขียวเป็นหนองน้ำล้อมรอบด้วยต้นโตนดน้อยใหญ่ พ่อของสาวนุ้ยยืนตกปลาอยู่ใต้ต้นโตนด พ่อยืนนิ่งมือสองข้างประคองคันเบ็ดไม้ไผ่พอดีมือยาวเกือบสี่เมตร  สักพักพ่อยกสองมือกระตุกขึ้นข้างบนปลาช่อนติดสายเอ็นขึ้นมามันสะบัดหางเร่าๆ พร้อมกับพ่อดึงคันเบ็ดเข้าหาตัวและปลดเจ้าช่อนโชคร้ายใส่ในไซ หลังจากนั้นก็ล้วงมือเข้าไปในถุงพลาสติกที่เหน็บไว้กับชายกางเกงตรงปั้นเอว ในนั้นคงมีลูกเขียดตัวเล็กๆที่พ่อเอาตาเบ็ดเกี่ยวหลังหย่อนลงน้ำเพื่อเป็นเหยื่อปลา..สาวนุ้ยจำได้

“ไม่โร้ไซร (ไม่รู้ทำไม)? พ่อกับแม่เรียกว่ายั่วปลา หมันก็คือการตกเบ็ด (มันก็คือการตกปลา) หมึงว่าม่าย (เอ็งว่าไหม)?”  สาวนุ้ยหันมาถามมะยมที่พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย

สาวนุ้ยกับมะยมเดินเลียบจอมปลวกข้างกอไผ่ ฝนตกทำให้ดินเปียกลื่นแต่ยังคงเห็นดินร่วนซุยบ่งบอกว่าเป็นที่อยู่ของเจ้าไส้เดือน มะยมใช้จอบขุดดินสักพักไส้เดือนตัวอ้วนอวบสีน้ำตาลเข้มโผล่พ้นดินออกมา สาวนุ้ยหยิบได้รูดดินออกจากตัวไส้เดือนแล้วหย่อนลงในกระป๋องที่ใส่ขี้เถ้าไว้ ไส้เดือนดิ้นพราดๆ

เสร็จภารกิจหาเหยื่อตกปลาสองสาวเอาจอบไปเก็บใต้ถุนบ้านและดึงเบ็ดที่พ่อทำไว้ให้ออกมาสามคันเดินตรงไปกลางทุ่งที่หนองน้ำอีกครั้ง

สายมากแล้วแต่แดดยังอ่อนอยู่ เพราะเป็นหน้าฝน สองสาวเดินย่ำคันนาที่หญ้ายังคงเปียกชื้น

“กูอยากแกงเท่ (กูอยากกินแกงกะทิ) ตกเบ็ดได้ปลากูอีบอกให้แม่แกงเท่ผักบุ้งให้กิน (ตกเบ็ดได้ปลากูจะบอกแม่ให้แกงกะทิผักบุ้งให้กิน” มะยมเอ่ยขึ้นพร้อมกับสาวนุ้ยที่หันขวับ

“หมึงเบล่อแล้ว (มึงบ้าแล้ว) ไปตกเบ็ดใครเขาให้แหลงพันนี่ (ใครเค้าให้พูดแบบนี้)” สาวนุ้ยว่าเพื่อน

“อ้าว! ไซรล่ะ?” มะยมถามอย่างแปลกใจ

“ไม่โร้เหมือนกัน(ไม่รู้เหมือนกัน) แต่พ่อบอกว่าไปตกเบ็ดอย่างแหลงพันนี้ หมันจะไม่ได้ปลา ปลาไม่กินเบ็ดหรอก” สาวนุ้ยบอกเพื่อน

“อ้าว! จริงเหอ โทษทีๆ ไม่โร้ (ไม่รู้)” มะยมเอ่ยขอโทษ

เบ็ดไม้ไผ่อันเล็กยาวประมาณสองเมตรกว่าๆสามคันอยู่ในมือสองสาวซุกซน ทั้งสองอยู่ไม่ไกลจากที่พ่อตกปลาเท่าไหร่ เมื่อได้ที่เหมาะสองสาวนั่งยองๆ ดึงใบข้าวมาผูกเข้ากับสายเอ็นก่อนถึงตาเบ็ดเล็กน้อย แล้วหยิบไส้เดือนออกจากกระป๋อง ไส้เดือนดิ้นคลุกกับขี้เถ้าจนไม่เห็นสีเดิม มะยมดึงไส้เดือนขาดแล้วเอาไปเกี่ยวกับตาเบ็ด เอาเบ็ดหย่อนลงน้ำ สายเอ็นเบ็ดเหนือใบข้าวที่ผูกไว้ลอยอยู่เหนือน้ำ

“เบ็ดยังสามคัน (เบ็ดมีสามคัน) งั้นหมึงตกคันหนึ่ง กูคันหนึ่ง อีกคันเกี่ยวเหยื่อแล้วไปวางไว้ข้างป่าข้าวนะ” สาวนุ้ยบอกเพื่อน

ทั้งสองคนนั่งยองๆ มือจับคันเบ็ดมั่น สักพักใบข้าวที่ผูกไว้กับสายเอ็นเบ็ดของสาวนุ้ยเริ่มจมน้ำ จมบ้างลอยบ้างคล้ายกับปลาเริ่มตอดเหยื่อ สาวนุ้ยตื่นเต้นแต่ยังคงนั่งอย่างใจเย็น พอใบข้าวจมหายลงไปเธอกระตุกคันเบ็ดอย่างแรง ปลาหมอตัวเขื่องโผล่พ้นน้ำ สองสาวดีใจกระโดดโลดเต้น จนพ่อที่ตกปลาอยู่อีกฝั่งชะเง้อมองมา

“เก่งจังเพื่อนกู!  ตั้งเบ็ด (วางเบ็ด) แป๊บเดียวได้ปลาแล้ว” มะยมเอ่ยชมเพื่อนและรีบหยิบข้องมาใส่ปลาที่สาวนุ้ยปลดออกจากตาเบ็ด

หลังจากปลดปลาเสร็จ สาวนุ้ยหยิบไส้เดือนมาเกี่ยวกับตาเบ็ดแล้วเอาเบ็ดไปวางไว้ที่เดิมตาคอยจ้องมองใบข้าวที่ผูกกับเอ็นเบ็ด

อีกครั้งที่ใบข้าวเริ่มผลุบหาย มะยมเอามือจุ๊ปากส่งเสียงห้ามเพื่อนอย่าส่งเสียงดัง ดีใจที่จะได้ปลาจนลืมสนใจเบ็ดของตัวเอง

เอ็นเบ็ดและใบข้าวที่ผูกไว้ถูกลากดึงไปใต้น้ำ สาวนุ้ยไม่รอช้ากระชากคันเบ็ดขึ้นมา แต่เมื่อโผล่เหนือน้ำ มีแต่ตาเบ็ดว่างเปล่าไส้เดือนหายไป แต่ไม่มีปลาติดเบ็ด

“เอาแล้วๆ หนนี้ต้องไอ้ช่อน กันกินพันนี้ (ครั้งนี้ต้องปลาช่อนถ้ากินแบบนี้) เดี๋ยวหมึงเดี๋ยวคล่าวเดียวใจ เจอกัน (เดี๋ยวรอเดี๋ยว เดี๋ยวเจอกัน)” สาวนุ้ยพูดพลางดึงไส้ดึงออกมาเกี่ยวตาเบ็ดอีกครั้ง เมื่อหย่อนเบ็ดลงน้ำ เธอนั่งรออย่างใจจดใจจ่อผ่านไปไม่นาน ใบข้าวเริ่มผลุบหาย ครั้งนี้เธอไม่รอช้า เมื่อใบข้าวผลุบหายครั้งที่สองเธอกระชากคันเบ็ดขึ้นปลาช่อนตัวเขื่องโผล่พ้นน้ำสะบัดหางหาทางหนี

“เสร็จกูแล้วๆ ด้ายแรงอ๊อกกู (เสร็จกูแล้ว สะใจกู ” สาวนุ้ยพูดไป หัวเราะไป

กลางทุ่งแดดเริ่มส่องมากขึ้น สองสาวยังคงตกปลาอยู่ที่เดิม ส่วนพ่อนั้นเดินหายไปจากต้นโตนดที่ยืนตกปลาตั้งแต่เช้า คงหายไปหาที่ตกปลาที่ใหม่หรือเป็นเพราะรำคาญเสียงของสองสาวที่ส่งเสียงโหวกเหวกทุกครั้งที่ได้ปลา

ในข้องได้ปลาห้าหกตัว ทั้งหมดเป็นฝีมือของสาวนุ้ย ที่หย่อนทุกครั้งและกระตุกเบ็ดทุกครา ปลาโชคร้ายมักติดขึ้นมาด้วยตลอด ส่วนมะยมนั้นปลาไม่กินเบ็ดเลยอาจเป็นเพราะเธอพูดไม่ดีตามที่สาวนุ้ยบอกไว้

“ไปกลับบ้านดีหวา(ดีกว่า) เนือยข้าวแล้ว(หิวข้าวแล้ว) ไปเก็บเบ็ดคันนั้นกัน(ด้วย)” สาวนุ้ยชี้ไปที่คันเบ็ดที่เอาไปหย่อนทิ้งไว้กลางป่าข้าว

“เอ้ย! สาวนุ้ยช่วยกูที ไซรดึงเบ็ดไม่ขึ้น (ทำไมดึงเบ็ดไม่ขึ้น) หรือว่า ปลา เอ้ย! ปลา ปลาตัวใหญ่แน่ๆ  มาช่วยตะ” มะยมร้องโวยวาย  สาวนุ้ยรีบวิ่งมาช่วยดึงคันเบ็ด

ฉุดกระชากได้สักพักสองสาวออกแรงพร้อมกันจนลากดึงคันเบ็ดออกมาพ้นป่าข้าว ทั้งสองมองหน้ากัน

“เอ๊า! นับพร้อมกัน” มะยมบอกเพื่อน 

"หนึ่ง สอง สาม” สองสาวยกคันเบ็ดขึ้นพร้อมกัน พร้อมตาโตด้วยความตกใจ

" เอ้ย !! ”

สิ้นเสียงสองสาวแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง..คันเบ็ดเหมือนโดนดึงช้าๆหายไปในดงต้นข้าว