Get Adobe Flash player

งานนี้..เปี๋ยนไป๋ !! โดย..เชิงภู

Font Size:

 

               แม้สังคมจะเปลี่ยนไปตามวีถีโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทุกอย่างเปลี่ยน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนและดำรงอยู่คู่กับมนุษย์ตลอดไป...นั่นคือ มนุษย์ต้องตาย!!

               สมใจสาวใหญ่จากปักษ์ใต้มาใช้ชีวิตอยู่ใกล้เมืองหลวงของประเทศไทย จากบ้านมาไกลหลายปี ชีวิตราบรื่นดี แต่โหยหา ความร่มรื่น ความสดชื่น ที่อยู่ในกมลส่วนลึกของจิตใจ

               เช้านี้วันหยุดสมใจลุกจากที่นอนอย่างขี้เกียจแต่อย่างไรก็ต้องลุก เพื่อจัดการงานบ้านให้เสร็จ เธอนั่งชันเข่ามือเสยผมที่ปรกหน้ายุ่งเหยิง กำลังจะย่างเท้าออกจากที่นอนโทรศัพท์มือถือที่โต๊ะเครื่องแป้งส่งเสียงดัง เธอชะงักทำสีหน้าแปลกใจพร้อมเดินไปหยิบเจ้ามือถือกดรับสาย

               “ ได้ๆ พ่อได้ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวสมใจไปเอง ” เสียงสมใจบอกพร้อมยืนยันกับคนในสาย

               โทรศัพท์จากบ้านเกิดของสมใจ บอกสมใจว่าให้ไปงานศพแทนผู้เป็นพ่อ ญาติที่เคารพนับถือกัน ที่อยู่อาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้สิ้นลมแล้วเมื่อวานนี้ ส่วนตัวพ่อนั้นไม่สามารถเดินทางมาได้ เพราะไม่สบายต้องรักษาตัวตามคำแนะนำของหมอ ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ สมใจรับปาก อีกสามวันงานศพจะถูกจัดขึ้นที่วัดมีชื่อแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพมหานคร

               โทรศัพท์มือถือถูกวางลงบนโต๊ะเช่นเดิม สมใจลากเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งแล้วหย่อนลงนั่ง ในความเป็นจริงเธอไม่ต้องการเดินทางไปกรุงเทพฯเลย เมืองน่าปวดหัว ผู้คนวุ่นวาย รถขวักไขว่เต็มถนน แค่คิดก็เบื่อแล้ว แต่ยังไงครั้งนี้เธอก็จำเป็นต้องไป

               เกือบเที่ยง อากาศร้อนได้ที่ สมใจลงรถไฟสถานีบางซื่อ เธอจับรถแท็กซี่ตรงไปที่วัด สมใจเงยหน้ามองป้ายชื่อวัด สายตาสำรวจมองเข้าไปในตัวบริเวณวัด รั้ววัดไม่สูงมากนัก ปิดกั้นระหว่างตัววัดและถนนใหญ่ที่มีรถวิ่งสวนกันตลอดเวลา  สายตาปะทะหลังคาโบสถ์ที่ถูกลามเลียด้วยไอแดดแผดร้อน รอบๆบริเวณวัด ต้นไม้นับต้นได้ สมใจสัมผัสได้ถึงไอแดดที่ปะทะตัว

               ผ่านพ้นประตูวัดเข้ามา สองข้างทางเป็นซุ้มขายกาแฟสดและอาหารตามสั่ง สมใจเมียงมองหาที่นั่งที่พอมีต้นไม้ให้ร่มเงา แต่ไม่มีเลย มีแต่อาคารพักเป็นระยะๆ ที่ถึงแม้จะพ้นแสงแดด แต่หลบความร้อนจากไอแดดไม่ได้เลย

               ทำไมนะ วัดในกรุงเทพฯ ถึงไม่มีความร่มรื่น เย็นสดชื่นเหมือนวัดบ้านนอก สมใจถามตัวเองในใจ? หรือว่าเป็นเฉพาะวัดนี้ วัดอื่นๆ คงจะร่มรื่น..หรือเปล่านะ!! เธอได้แต่สงสัยอยู่ในใจ

               “สมใจม่าย (สมใจหรือเปล่า)?” เสียงร้องเรียกดังขึ้น ทำให้สมใจรู้สึกตัวหันไปทางเสียงนั้น

               “น้าละออง จำได้ม่าย น้าเพิ่งขึ้นรถไฟมาถึงแรกหัวเช้า (เมื่อตอนเช้า) พ่อมาไม่ได้ใช่ม่าย” น้าละอองที่บ้านอยู่ใกล้บ้านของเธอที่ปักษ์ใต้ส่งเสียงบอก สมใจจำได้ยิ้มรับและยกมือไหว้

               “จำได้ค่ะ” สมใจบอก

               “ไป เขาบอกว่าศพอยู่ศาลาห้า ไปด้วยกันไป” น้าละอองบอกพร้อมชักชวน

               “ร้อนจังฮู้ !! (ร้อนเหลือเกิน) ร้อนหวาบ้านเราตั้งลุย (ร้อนกว่าบ้านเราตั้งเยอะ) ต้นไม้ก็ไม่มีสักต้น จะบ้าตาย” สมใจได้ยินเสียงน้าละอองบ่นเบาๆ หน้าตายู่ยี่

               สาวสองวัยนั่งอยู่ในศาลาห้าที่มีเก้าอี้เรียงรายไว้รับแขกเมื่อถึงเวลาพระสวดศพในตอนหัวค่ำ ตอนนี้จึงมีแต่ญาติประปรายนั่งพูดคุยกันอยู่ ศาลาไม่ได้ใหญ่มากนัก มีกลิ่นอับพอให้สัมผัสได้จากการปิดตายไว้นานๆครั้งถึงจะเปิดใช้งาน สมใจหันมองรอบๆศาลา เธอพอรู้ว่างานศพในกรุงเทพฯ จัดทำเป็นเวลา ทุกอย่างต้องจ่ายเงิน เมื่อเป็นศพต้องจองศาลาวัด สวดศพกี่วันแล้วแต่เจ้าภาพ อาหารรับรองแขกมีข้าวต้ม และน้ำชากาแฟ

               สมใจมองไปที่โต๊ะจัดเก็บอาหารด้านหลัง เห็นป้าวัยกลางคนกำลังง่วนอยู่กับการจัดเช็ดถ้วยชาม แก้วใบเล็ก ขนมสำหรับเสิร์ฟแขกที่จะมาฟังพระสวดศพในหัวค่ำนี้...แล้วภาพบางอย่างก็ซ้อนทับเข้ามาในห้วงความคิด.....ต้นไม้น้อยใหญ่ในวัดบ้านเกิด ลมพัด ใบไม้ปลิวว่อนร่วงหล่นอยู่บนหลังคากุฏิพระหลังเก่า...เสียงเครื่องไฟดังทั่ววัด บวกกับความร่มรื่นทำให้วัดดูมีชีวิตชีวาอย่างมากมาย

               สมใจในวัยรุ่นกำลังนั่งลงบันทึกหน้าหีบรับเงินจากผู้มาทำบุญในงานศพของผู้เป็นย่าของเธอ บันทึกเรียบร้อยแล้วหย่อนซองลงหีบพร้อมยกมือไหว้และยื่นถุงข้าวเหนียวมูนให้ผู้มาช่วยงาน

               สมใจเดินไปในโรงครัวของวัดที่จัดแบ่งสถานที่อย่างเป็นระเบียบ หลังสุดเป็นโรงหั่นเนื้อมีผู้ชายห้าหกคนกำลังหั่นเนื้อวัวตามที่แม่ครัวสั่งว่าจะทำเมนูอะไร วัวตัวใหญ่ต้องเชือดนอกวัดและนำเข้ามาในโรงหั่นเนื้อ ขา ซี่โครง ส่วนเนื้อ ถูกแขวนห้อยเหมือนในโรงขายเนื้อ คนที่ทำหน้าที่เชือดและหั่นเนื้อต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น ทุกคนดูสรวลเสเฮฮา ขวดเหล้าขาวสามสิบห้าดีกรีพร้อมแก้วใสวางพร้อมอยู่ข้างๆ

               ถัดจากโรงหั่นเนื้อเป็นพื้นที่ของแม่ครัว ผู้หญิงวัยกลางคนหลายคนอยู่ในห้องนี้ หลายคนตำเครื่องด้วยครกหินดังระงม หลายคนเตรียมผัก และอีกสองสามคนอยู่หน้าเตาใหญ่ทำแกงอย่างขะมักเขม้น สุกพร้อมยกเดินไปวางไว้ในห้องกับข้าว ถัดไปไม่ไกล เป็นคุณตาผมขาวทำหน้าที่หุงข้าวด้วยกระทะใบบัวขนาดใหญ่ สองเตา กระทะอีกใบข้าวสุกได้ที่เขาลุกตักใส่หม้อขนาดใหญ่ สองหนุ่มร่างกำยำยกไปวางในห้องกับข้าวเช่นกัน ถัดจากตาผมขาวหุงข้าว เป็นพื้นที่ของการทำข้าวเหนียวสังขยา ข้าวเหนียวมูนกระทะใหญ่หอมกรุ่น สังขยาสีนวลสวยด้วยน้ำตาลมะพร้าวสุกหอม พร้อมหน้ากระฉีกสีน้ำตาลเข้ม เมื่อทั้งหมดเย็นลง เด็กสาวสองคนช่วยกันตักบรรจุถุง โปะหน้าด้วยสังขยาบ้าง หน้ากระฉีกบ้าง แล้ววางลงถาดยกเดินไปวางในห้องกับข้าวข้างๆหม้อข้าวใบใหญ่  พ้นกระทะข้าวเหนียวมูนเป็นเตาถ่านใหญ่ที่ข้างบนเป็นหม้อต้มน้ำเชื่อมกำลังเดือดได้ที่ใบเตยในหม้อส่งกลิ่นหอม ป้าหน้าเตาราไฟออก รอให้น้ำเชื่อมเย็นจะได้ยกไปวางในห้องกับข้าวเพื่อเทใส่แก้วน้ำแข็งยกเสิร์ฟแขก

               ห้องกับข้าวอยู่เยื้องไปด้านหน้าและเป็นพื้นที่เดียวกับจัดรับรองแขก โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ความสูงระดับเอว ถูกวางเรียงด้วยหม้อข้าวและหม้อกับข้าว ถาดข้าวเหนียวมูน มีป้าๆสองสามคนช่วยกันตักข้าวใสโถและตักกับข้าวใส่ถ้วย ด้านหน้าโต๊ะ ถ้วยชาม ช้อน แก้วน้ำดื่ม ผักเหนาะ (ผักแกล้มกินคู่กับกับข้าว) และถาดใบใหญ่สำหรับเด็กสาวๆ นำโถข้าว กับข้าวใส่ยกไปเสิร์ฟตามโต๊ะที่แขกเข้ามาช่วยงาน

               สมใจเดินออกไปหน้าวัด เห็นรถทยอยขับเข้ามา ทุกคนมางานศพของย่า คุณลุงที่อยู่หน้าวัดทำหน้าที่โบกรถให้เข้าจอดอย่างเป็นระเบียบตามสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ พร้อมชี้บอกให้เดินตรงมาที่โรงครัว หน้าโรงครัวพ่อกับแม่ของสมใจยืนต้อนรับแขกยกมือไหว้ผู้คนที่มาร่วมงานศพ และพาไปนั่งที่โต๊ะหินอ่อนเรียกเด็กๆให้เสิร์ฟน้ำท่า กับข้าว กับปลา

               โต๊ะหินอ่อนทุกโต๊ะเต็มไปด้วยผู้คนที่มาร่วมงาน โต๊ะไหนทานอาหารเสร็จเมื่อลุกไปยื่นซองทำบุญที่ตอนนี้พี่สาวของสมใจนั่งลงบันทึกอยู่พร้อมหย่อนซองลงหีบและยื่นถุงข้าวเหนียวมูนให้ ผู้มาช่วยงานก็เดินออกจากโรงครัวกล่าวลาพ่อกับแม่ และเดินไปนั่งเล่นพักผ่อนตามอัธยาศัยตามเก้าอี้ใต้ร่มไม้...วัดร่มรื่นสร้างความรื่นรมย์ให้ผู้มาเยือน

               ส่วนโต๊ะอาหารที่ทานกันเสร็จเด็กสาวช่วยกันจัดเก็บ เช็ดโต๊ะจนสะอาดเรียบร้อยเพื่อรับรองแขกกลุ่มต่อไป

               ถ้วยชามถูกลำเลียงไปล้างที่ลานล้างจาน มีป้าวัยกลางคนสามสี่คนช่วยกันล้างคว่ำอย่างพร้อมเพรียง

               ส่วนที่โรงธรรมสถานที่จัดตั้งโลงศพก็ไม่ได้เงียบเหงา มีพระหลายรูปคอยดูแลความเรียบร้อย มีชายสูงอายุหลายคนนั่งบ้างนอนบ้างเป็นเพื่อนศพ คนแก่กลุ่มนี้จะปักหลักเฝ้าศพทั้งกลางวันกลางคืน เมื่อดูภาพรวมงานศพนั้นดูรื่นเริงไม่มีการโศกเศร้าให้เห็น แต่การเศร้าสร้อยจะเกิดขึ้นเมื่อถึงวันเผาศพ ทุกคนน้ำตารินกับญาติที่จากไป

               “สมใจๆ เป็นไหร (เป็นอะไร)?” สมใจรู้สึกตัว หลังจากนั่งหลับตาพิงพนักเก้าอี้ จิตใจล่องลอยหวนคิดถึงงานศพที่วัด ณ บ้านเกิด

               “ไม่เป็นไหร มันร้อนเลยนั่งนิ่งๆ” สมใจตอบ

               “งานศพที่นี่ก็แปลก น้ำสักแก้วไม่มีให้ เอ้อ!!” ข้างๆเก้าอี้สมใจบ่นออกมา

               “มันยังไม่ถึงเวลา จะบ่นทำไม?” เสียงเอ็ดเบาๆจากเก้าอี้ตัวถัดไป สมใจได้แต่มองหน้าและสบตากับญาติที่พึ่งได้เจอกัน “งานศพในวัดแถวกรุงเทพฯ มันเป็นพันนี่เหอ (มันเป็นแบบนี้เหรอ)?” น้าละอองกระซิบถามสมใจ เธอได้แต่ยิ้มตอบและพยักหน้า

               “คนมาร่วมงานก็ไม่สนใจกัน ไม่ทักไม่ทายกันเลย มองหน้าก็ไม่มอง เป็นงานศพที่ไม่เคยเจอ” ผู้เพิ่งลงจากรถไฟเมื่อเช้ายังคงพูดพล่ามต่อ

               สมใจเอนกายมองเพดานห้อง ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง...ยังจำภาพควันลอยจากปลายปล่องเมรุ..กลุ่มคนเสื้อดำแหงนหน้ามอง เสียงสะอื้นแผ่วๆ

               ..รู้สึกได้ถึงงานศพที่..สุดเหงาและเดียวดาย....รถไฟเคลื่อนที่..เจ้าของกระเป๋า เอาหน้าโต้ลม เดินทางกลับ ไปหาความอบอุ่น ตลอดไป !!..

               แต่ก็ยังอดบ่นให้คนข้างๆได้ฟังไม่ได้

                "เสียดายชีวิตจิตใจของคนสมัยนี้...แม้แต่ความเท่าเทียมของมนุษย์ที่ยังเหลืออยู่บนโลกเพียงอย่างเดียว ...ยังเปี๋ยนไป๋ขนาดนี้ ! !