Get Adobe Flash player

ยายติ่งกับมะตูม โดย : ปลายนิ้ว

Font Size:

 

                “เดี๋ยวก็รู้ ว่าต้องจ่ายเท่าไหร่..?” หน้ายุ่งๆและเสียงที่บรรยายไม่ถูกของมะตูมทำให้ยายติ่งรู้สึกกังวลและวุ่นวายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตลอดแปดสิบปีในชีวิตของแก
                “ยายได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุดแล้วนะ มะตูมเอ้ย!” ยายติ่งพึมพำกับตัวเอง และพยายามข่มตาให้หลับภายใต้ผ้าห่มหนาเตอะ ซึ่งแกก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าพับซ้อนกันกี่ผืน
                แง้วแง้ว แหง่วแหง่ว ตุ่งตุ่ง ตุ๊งตุ๊ง ตุ่ง “โอ๊ย! เอาอีกแล้ว ไม่หลับไม่นอนกันหรือไง?” ยายติ่งบ่นกับตัวเองอย่างหงุดหงิด “เฮ่อ! ไม่เข็ดซักที ประเดี๋ยวก็โดนอีก”  มันคือเสียงเปิดเพลงดังลั่นจากบ้านหลังที่ติดกับบ้านของยายติ่ง
                หลังจากนั้นสักครู่ใหญ่ เสียงมอเตอร์ไซด์ที่คุ้นหูก็แทรกเข้ามาปนกับเสียงเพลงกวนประสาทนั้น ยายติ่งรู้ทันทีว่า อีกไม่เกินห้านาที เสียงนกร้อง หมาเห่า แมวกัดกัน และคนคุยกันเป็นระยะๆ จะกลับคืนมา แล้วนายตำรวจสองนายเจ้าของมอเตอร์ไซด์ก็จะค่อยๆ เคลื่อนจากไปอย่างช้าๆ เหมือนจะให้แน่ใจว่า เจ้าหนุ่มนักดนตรีที่ชอบเปิดเพลงลั่นหมู่บ้านเหมือนมีหนังฉายกลางแปลงนั่นอยู่ในอาการสงบจริง “ก็ยายคิดว่า มันเหมือนบ้านเรา” ยายติ่งได้ยินเสียงตัวเองพูดกับมะตูมในใจ ก่อนที่จะปล่อยให้ภาพเหตุการณ์ตอนกลางวันฉายซ้ำอีกครั้ง
                ยายติ่งจำได้ว่า วันนี้ยายติ่งตื่นแต่เช้า เพราะมะตูมหลานสาวห่างๆที่ยายติ่งเพิ่งมาอยู่ด้วยต้องไปทำงานตั้งแต่นกยังไม่ตื่นยายติ่งเป็นน้องคนเล็กของยายแท้ๆของมะตูม เมื่อบรรดาพี่ๆของยายติ่งหมดแรงสู้บนโลกนี้แล้ว ยายติ่งก็อยู่ตามลำพัง เพราะด้วยความที่เคยเป็นคุณต้อยติ่งที่สวยแบบไม่เกรงใจใคร จนลืมคิดถึงหน้าที่ของความเป็นประชากรโลกที่สมบูรณ์ พอระลึกได้ visa เข้าเมืองพรหมลิขิตก็ expired เสียแล้ว เมื่อใกล้จะสู้โลกไม่ไหวแบบพี่ๆมะตูม หลานสาวซึ่งน่าจะเป็นลูกไม้หล่นบนโคนต้น เพราะคุณเธอกำลังเดินอยู่บนเส้นหัวเราะ จึงไปรับมาอยู่ด้วยที่อเมริกา
                “ยาย!” เสียงของมะตูมทำให้ยายติ่งถึงกับสะดุ้ง “หนูไปแล้วนะ แกงที่ยายชอบอยู่ในหม้อบนเตา แล้วเจอกันตอนเย็น” มะตูมหันมาบอกยายติ่งก่อนที่จะปิดประตูอย่างทุลักทุเล เพราะถุงสองสามใบในมือ ดูท่าทางน่าจะหนักพอควร
                “มันหอบอะไรของมันนักหนาน่ะ ! เดี๋ยวแก่ตัวไปไหล่ เหล่ย ก็ทรุดหมด” ยายติ่งติอย่างสงสัยอยู่ในใจด้วยความเป็นห่วงก่อนที่จะตอบคำของคุณเธออย่างเอ็นดู
                “เออ! ไหว้พระเถอะลูก ไปดีมาดีนะ แล้วยายจะคอยกินข้าวเย็น” ยายติ่งพูดพลางพยายามมองหน้าหลานสาวที่ตนตั้งใจจะฝากชีวิตช่วงสุดท้ายแถมมรดกซึ่งได้มาจากการอดออมมาตั้งแต่ยังเด็กเพื่อให้คุ้นเคย เพราะแกเคยเห็นตั้งแต่มะตูมยังเล็กๆแล้วไม่เคยพบอีกเลย จนได้มาอยู่ด้วยกัน และก็ยังไม่ถึงสัปดาห์
                หลังจากที่มะตูมไปได้สักพัก ยายติ่งก็เริ่มลุกขึ้นเดินไปมาในครัว เพื่อดูว่าจะช่วยหลานสาวทำอะไรได้บ้าง แกเปิดดูหม้อแกง และมองไปรอบๆบริเวณเตา ในที่สุดแกก็ตัดสินใจว่าจะทำความสะอาดเตาที่มีคราบน้ำมันเหนียวๆเกาะอยู่เป็นหย่อมๆ แกเริ่มเช็ดด้วยน้ำยาล้างจาน แต่มันสะอาดไม่ทันใจ จึงทำให้แกนึกถึงยาสีฟันที่เคยใช้ขัดแหวนเงินบ่อยๆก่อนไปดูหนังฉายขายยาในสนามโรงเรียนประจำตำบล ตอนเป็นวัยรุ่น
                 เมื่อขัดด้วยยาสีฟัน ดูเหมือนว่า จะทำให้ยายติ่งเพลิดเพลินกับความลื่นและกลิ่นของมันบวกกับคราบน้ำมันที่เกาะตามบริเวณข้างๆเตาหลุดออกมารวมกันเป็นก้อนเล็กๆ ซึ่งทำให้ยายติ่งรู้สึกพอใจ ยายติ่งจึงเริ่มขัดเป็นบริเวณกว้างขึ้น บนเคาน์เตอร์ข้างๆเตา รวมทั้งด้านบนเตาซึ่งมีปุ่มเยอะแยะไปหมด และยายติ่งก็ไม่ได้สงสัยว่า ปุ่มเหล่านี้มีไว้ทำไมเสียด้วยยายติ่งค่อยๆ ขัดทีละปุ่ม อย่างบรรจงด้วยความอดทนและระมัดระวัง เพื่อไม่ให้มันหมุน หรือถูกกดโดยไม่ได้ตั้งใจ
                “ฮ่า... ! กลิ่นควันมาจากไหนนะ?”
                 ยายติ่งถามตนเองด้วยความตกใจพลางมองไปรอบๆอย่างสงสัย พร้อมใช้มือแตะส่วนต่างๆในบริเวณเตา เพื่อดูว่ามีอะไรร้อนขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่พบอะไรร้อนเลย มิหนำซ้ำยังไม่มีควันให้เห็นสักแอะ ยายติ่งเริ่มรู้สึกว่า ในบ้านร้อนไปหมดจนเหงื่อตก
                เอ...! ไอ้กลิ่นควัน กับความร้อนนี้มาจากไหนกันนะ? ยายติ่งเริ่มลนลาน เดินไปเดินมา สวดมนต์ไม่เป็นภาษาด้วยความกลัว
                “โอ๊ย...! ทำอย่างไรดี? มันเกิดอะไรขึ้นกัน”
                พอสิ้นเสียงคำถามของตนเอง ยายติ่งก็ฉุกคิดได้ว่า ปุ่มบนเตาเหล่านั้นคงเป็นปุ่มปรับความร้อนในบ้านที่เขาเรียกกันว่า ฮีตเตอร์
                “หรือว่าฉันหมุนมัน จนมันร้อนเกิน? ตายแล้ว! กว่ามะตูมจะกลับ มันต้องร้อนจนตึกระเบิดแน่เลย แล้วยายก็คงไม่มีโอกาสอยู่ขอโทษเอ็งหรอก” เมื่อยายติ่งคิดได้เช่นนั้น ก็วิ่งไปวิ่งมาในบ้านอย่างร้อนใจ
                ยายติ่งตัดสินใจวิ่งออกไปนอกบ้าน แล้วตะโกนว่า “help! Help!”  สองสามครั้ง แต่ไม่มีใครเดินมาช่วย แกจึงวิ่งกลับเข้าไปในบ้านและคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา ถึงแม้ว่าอยากจะกดหามะตูมใจจะขาด แต่ก็คิดว่า หลานสาวต้องทำงาน และน่าจะรับโทรศัพท์ไม่ได้ คงไม่ทันการที่จะโทรหาคุณเธอแน่นอน
                ในที่สุด ยายติ่งจึงตัดสินใจกด 911 เมื่อเลขครบสามตัว เสียงที่ยายติ่งไม่เข้าใจก็ดังขึ้น แกพยายามตั้งสติและพูดไปว่า “Smoke!” ซึ่งแกพอจำได้จากการเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนมัธยมต้นสมัยยังเด็ก คนที่อยู่ในสายพยายามพูดด้วยหลายประโยค แต่ยายติ่งไม่เข้าใจ แกจึงตอบแต่" No !...” ทุกประโยค และได้แต่พูดซ้ำๆว่า Thai, No English ” ยายติ่งจับความได้คำหนึ่งว่า “Phone number” แกจึงพูดไปทีละตัว อย่างตะกุกตะกักตามเลขที่มะตูมเขียนไว้ให้เหมือนกับจะรู้ว่า มันต้องใช้เร็วๆนี้แน่ สิ้นเสียงตัวเลขตัวสุดท้าย เสียงที่ยายติ่งไม่อยากได้ยินที่สุดก็ดังขึ้น มันเสียงเหมือนช่วงสงครามโลกครั้งที่สองตอนที่ยายติ่งและพี่ๆยังเด็กมาก และต้องวิ่งไปหลบระเบิดในหลุมทับกันตัวสั่นด้วยความกลัว
                ว้อออออห่อออออ ปอดปอดปอด! “มันดังอยู่แถวนี้นิ่!” ยายติ่งบอกตัวเอง แล้วรีบเดินกลับไปที่หน้าเตา ซึ่งก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยายติ่งเปิดประตูออกมาหน้าบ้าน เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณหลบระเบิดมาหยุดอยู่บริเวณนั้น ไม่นานนัก ก็มีเจ้าหน้าที่อะไรก็ไม่รู้ เป็นผู้ชาย แต่งตัวแปลกๆ เดินเข้ามาถามอะไรก็ไม่รู้อีก แต่ยายติ่งก็เดาว่า น่าจะเกี่ยวกับเรื่องกลิ่นควัน และความร้อนในบ้าน แกจึงเดินนำเจ้าหน้าที่คนนั้นไปในบ้าน ตามมาติดๆ ด้วยผู้หญิงอีกคนหนึ่งท่าทางร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด และพูดฉอดๆหลายประโยค แต่ยายติ่งไม่เข้าใจเลย ได้ยินชื่อมะตูม กับคำว่า Call” ยายติ่งก็รีบตอบไปว่า “No.” เพราะยายติ่งไม่อยากรบกวนหลานสาวตอนทำงาน
                ถ้ายายติ่งเข้าใจภาษาอังกฤษ แกก็จะรู้ว่า ผู้หญิงคนนั้นคือ ผู้จัดการชุมชนที่รับผิดชอบความเป็นอยู่ของผู้อาศัยในชุมชนนี้ และต้องการให้มะตูมมารับรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในบ้านของเธอ
                ทีมเจ้าหน้าที่หาสาเหตุของควันและความร้อนตามที่ได้ข้อมูลจากยายติ่งอยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่พบอะไร ยายติ่งรู้สึกกังวล และสงสัยมากว่ามีอะไรเกิดขึ้น แกจึงเดินไปยืนอยู่ตรงจุดสุดท้ายก่อนที่แกจะรู้สึกว่ามีกลิ่นควันและความร้อนในบ้าน พลางเอามือแตะที่ปุ่มสุดท้ายที่แกพยายามเช็ดทำความสะอาดมัน เจ้าหน้าที่แต่งตัวแปลกๆคนหนึ่งมองตามมาที่มือของยายติ่ง แล้วส่งสัญญาณให้ยายติ่งออกห่างจากบริเวณเตา
                “ตายแล้ว! มันแตกออกมาแบบนี้เลยรึ?” สิ่งที่ยายติ่งเห็น ทำให้แกลืมเรื่องการถูกระเบิดเสียสนิท “แล้วเจ้าหม้อ กระทะ พวกนี้ มันกระเด็นมาจากไหนกัน ทำไมมาอยู่ใต้เตานี้ได้” ยายติ่งรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็นอย่างน่าสงสาร ด้วยความอยากรู้อยากเห็น และอยากช่วยเก็บของเหล่านั้นเข้าที่ แกจึงเอื้อมมือไปคว้ากระทะ ที่ซ้อนกันอยู่ใต้เตานั้น แต่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งปัดมือแกออก และยายติ่งก็รู้สึกถึงความร้อนขณะที่กำลังเอื้อมมือเข้าไปใกล้ๆบริเวณนั้น
                ยายติ่งจึงถอยออกมายืนห่างๆเจ้าเตานั่น แต่ก็ไม่ได้ละสายตาจากเจ้าหน้าที่สองนายที่กำลังวุ่นวายอยู่กับมัน ยายติ่งไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรกับมัน รู้แต่ว่าท้ายสุด ทุกอย่างกลับมาอยู่เหมือนเดิม แล้วพวกเขาก็พากันเดินออกจากบ้านไป
                ยายติ่งนั่งคอยมะตูมกลับจากทำงานอย่างกระวนกระวาย ไม่รู้ว่าควรจะเก็บเรื่องนี้ไว้ หรือควรจะบอกให้เธอรู้ดี แกรู้สึกเหมือนว่า เวลามันผ่านไปอย่างช้าๆแบบทรมานลึกๆ เมื่อได้ยินเสียงไขประตู ยายติ่งก็สะดุ้งเฮือก ปั้นหน้าไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดอะไรกับหลานสาว เดชะบุญที่มะตูมทักขึ้นมาเสียก่อน
                “ยาย...! วันนี้เป็นยังไงมั่ง” มะตูมถามขึ้นตั้งแต่ตัวยังไม่โผล่เข้ามาในบ้าน คำถามของมะตูม ทำให้ยายติ่งลำบากใจยิ่งกว่าเดิมเสียอีก เพราะไม่รู้ว่า จะบอกว่า เป็นอย่างไรดี แต่แกก็ได้เลือกคำตอบที่คิดว่าดีที่สุดตอบไป
                “ยาย...! เราไม่ได้อยู่บ้านเดียวนะ ต้องระวังเรื่องไฟ ถ้าเกิดอะไรขึ้น แค่คำว่า “ขอโทษ”  มันแทนกันไม่ได้หรอก” เสียงของมะตูมขณะบอกการติดเตาให้ยายติ่งในวันแรกดังก้องขึ้นมาเพิ่มความตระหนกให้แกอีกแรงหนึ่ง และ ยายติ่งยังจำได้ว่า
                ตอนหัวค่ำ แกนั่งทานอาหารค่ำกับมะตูมเงียบๆ และก่อนแยกมาเข้านอน แกได้ถามมะตูมเพียงคำถามเดียวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ เพราะคำถามของมะตูมนี่แหละ ที่ทำให้คืนนี้ยายติ่งยังนอนไม่หลับทั้งคืน

”เขามาช่วยดับไฟต้องจ่ายเงินไหม...และคันละเท่าไหร่ ..???”