Get Adobe Flash player

หลบบ้าน..วันสงกรานต์ ! เชิงภู

Font Size:

เรื่องโดย เชิงภู ฉันเชื่อว่าหลายคนเป็นสาลิกาพลัดถิ่นจำเป็นต้องจากถิ่นฐานบ้านเกิดด้วย เหตุผลหลายๆอย่าง หนึ่งในเหตุผลที่ทุกคนยอมจำนน คือ ต้องไปทำงานในต่างจังหวัดเพื่อให้มีอยู่มีกิน บางครั้งการไปทำงานต่างถิ่นก็เป็นการลงหลักปักฐานของใครหลายๆคน มีบ้านมีครอบครัวกลายเป็นคนจังหวัดนั้นๆไป การจะกลับบ้านเกิดสักครั้งหนึ่งต้องรอเทศกาลหวนผ่านมา..ฉันก็เป็นหนึ่งใน นั้น...

 

ฉันเป็นคนปักษ์ใต้...พลัดถิ่นตั้งแต่วัยเรียน ไกลห่างจากจังหวัดบ้านเกิดตามอายุที่เพิ่มขึ้นวัยเรียนข้ามผ่านแค่จังหวัดเดียว..สู่วัยทำงาน ตั้งรกรากอยู่ ณ ภาคตะวันออกของประเทศไทย  สงกรานต์นี้ตั้งใจเดินทางกลับบ้านที่ปักษ์ใต้...คิดถึงเหลือเกิน..พ่อ..แม่และพี่ๆ  
 

            ตอนที่อายุยังน้อยฉันก็สนุกสนานกับการใช้ชีวิตและมุ่งมั่นกับหน้าที่การงานที่ได้มาด้วยความสามารถของตัวเอง บางครั้ง..ลืมไปจริงๆว่ามีพ่อแม่และพี่ๆ ที่เฝ้าคิดถึงและรอคอยการกลับไปหา เมื่ออายุมากขึ้น..เหนื่อยล้า และเริ่มเบื่อหน่ายกับหน้าที่การงานที่ทำจำเจอยู่ทุกวี่วัน เริ่มคิดถึงความรัก ความอบอุ่น..ที่จากมา

            ฉันจองตั๋วรถไฟชั้นนอนตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์กำหนดเดินทางวันที่ 10 เมษายน ..ฉันนำตั๋วไปแขวนไว้ที่ฝาบ้านเฝ้ามองทุกวันและอมยิ้มอย่างมีความสุขจินตนาการเห็นรอยยิ้มของพ่อแม่และพี่ๆ ลอยมา....มองตั๋วรถไฟจนกระทั่งตั๋วเริ่มซีดเหลือง..


            และแล้ววันเดินทางก็มาถึงฉันเคลียร์งานจนเรียบร้อยทุกอย่าง..เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า.นั่งรถไฟเข้ากรุงเทพฯ  ณ หัวลำโพง บรรยากาศที่นี่ยังคงเดิม ผู้คนมากมายทั้งไทยและเทศ ใกล้เทศ กาลสถานีรถไฟหัวลำโพงจะมีสีสันเพิ่มมากขึ้น มีเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานมาทำกิจกรรมสร้างความครื้นเครงให้กับผู้โดยสารที่นั่งรอรถไฟเที่ยวของตนเอง...

            บ่ายสามโมง... รถด่วนสู่ถิ่นด้ามขวาน เริ่มเคลื่อนตัวพร้อมกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวแต่ผู้โดย สารทุกคนมีรอยยิ้มไม่สะทกสะท้านกับเหงื่อที่ไหลย้อย...รวมทั้งฉันด้วย...เพราะอากาศที่ร้อนนั้นไม่ได้ทำให้ความสุขใจจางหายไป  ทุกคนมีพัดติดมือพัดโบกลมเข้าหาตัวเพื่อคลายความร้อนและพูดคุยทักทายกัน...ส่วนใหญ่เป็นภาษาถิ่นใต้

            ฉันนั่งมองบรรยากาศรอบตัว..เสียงรถไฟดัง ฉึก.ฉัก ฉึก.ฉัก  สักพักหยุด  สักพักเคลื่อนตัว กว่าจะหลุดจากกรุงเทพปาเข้าไปห้าโมงกว่า...เป็นเรื่องธรรมดาของรถไฟไทย...ไม่สายไม่เสียเวลา..ไม่ใช่ ร.ฟ.ท.  แต่นั่นแหล่ะมันเป็นเอกลักษณ์ที่ทุกผู้โดยสาร..รับได้

            ผ่านประจวบคีรีขันธ์เข้าสู่ประตูภาคใต้จังหวัดชุมพรฉันก็ผล็อยหลับไปรู้สึกตัวตื่นอีกครั้งเริ่มมีแสงอ่อนๆ พร้อมสายลมเย็นๆ ลอดผ่านหน้าต่างรถไฟเข้ามา ถึงสถานีไชยา สุราษฎร์ธานี ฉันเปิดหน้าต่างรถไฟให้กว้างขึ้นเพื่อดูธรรมชาติข้างทาง จนแสงสีเหลืองทองทาบอยู่บนฟ้าฝั่งตะวันออก  ฉันก็ลุกจากเตียงไปทำธุระส่วนตัวกลับมาอีกทีเจ้าหน้าที่รถไฟเก็บเตียงนอนประกอบเป็นเก้าอี้นั่งให้เรียบร้อยแล้ว

            รถไฟเคลื่อนเข้าสู่ใจกลางเมืองนครศรีธรรมราช นอกหน้าต่างรถไฟแสงแดดค่อยๆหายไป ท้องฟ้าเริ่มครึ้มดำ ละอองฝนโชยมาแตะหน้าผาก สักพักฝนเริ่มพรำๆ  ผู้โดยสารเริ่มปิดหน้าต่าง มองผ่านกระจกหน้าต่างที่มีเม็ดฝนพราวข้างนอกดูลางเลือนมองไม่ค่อยชัดเจน แต่ยังคงเห็นต้นยางพาราชูใบทักทายน้ำฝน พ้นสวนยางเป็นทุ่งนาต้นข้าวเอนซบลงโคนต้นตามแรงเม็ดฝนที่ตกกระทบใบข้าว

            รถไฟวิ่งผ่านนครศรีฯ เข้าเขตพัทลุง ฝนเริ่มซา ผู้โดยสารพร้อมใจกันเปิดหน้าต่างอีกครั้ง ธรรมชาติข้างนอกดูชุ่มฉ่ำ สดชื่น ฉันสูดกลิ่นธรรมชาติเข้าไปเต็มปอด..หาไม่ได้อีกแล้วอากาศบริสุทธิ์อย่างนี้ สำหรับฉันผู้เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ชีวิตส่วนใหญ่นั่งอยู่ในออฟฟิศ

            ตอนนี้เก้าอี้ผู้โดยสารเริ่มว่าง..ผ่านมาหลายสถานีหลายคนคงถึงบ้านตัวเองแล้ว  ฉันเริ่มเห็นยอดภูสูงที่คุ้นเคยทำให้คลี่ยิ้มอย่างไม่รู้ตัว..ใกล้แล้ว ใกล้ถึงบ้านแล้ว ก่อนจะถึงสถานีพัทลุงถนนรถไฟจะผ่านกลางหมู่บ้านของฉัน ทำให้ฉันเห็นสภาพหมู่บ้านและสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคยเมื่อตอนเด็กๆ บางอย่างเปลี่ยนไป และบางอย่างคงเดิม

            รถไฟเริ่มผ่อนความความเร็ว..ค่อยๆช้าลง ฉันลุกขึ้นเก็บสัมภาระบอกลาเพื่อนร่วมทาง แล้วเดินมารอที่ประตูตู้รถไฟเตรียมลงจากรถไฟ  รถไฟจอดสนิทพร้อมกับเสียงเจ้าหน้าที่ประจำสถานีประกาศ ฉันได้ยินไม่ชัดเพราะตื่นเต้นจะได้เจอพ่อกับแม่ ..ฉันก้าวลงจากรถไฟพร้อมเสียงของพ่อ

            “ทางนี้โลกเหอ..ทางนี่ ” (ทางนี้ลูกทางนี้)

            ฉันหันไปตามเสียง เห็นพ่อ พี่สาว พี่เขย และหลานชายมารอรับ ฉันยกมือไหว้แล้วเข้าไปกอดพ่อ รู้สึกได้ว่าปีนี้พ่อแก่ตัวลงมาก หลังที่เคยตรงกลับค่อมลง ฟันหายไปจนรู้สึกได้ ผมมีสีขาวแซมมากขึ้น ฉันเห็นพ่อน้ำตาซึม และบอกว่าแม่ไม่ได้มารับนะ ทำกับข้าวรอฉันอยู่ที่บ้าน

            เราพูดคุยกันจนไม่รู้เลยว่ารถไฟวิ่งหายไปแล้ว

            “ ไปโลกหลบบ้านกัน ” ( ไปลูกกลับบ้านกัน ) เสียงพ่อชวนฉันและทุกคนกลับบ้าน

            เราทุกคนขึ้นรถกลับบ้าน ระยะทางจากสถานีรถไฟจนถึงบ้านนั้นประมาณ 6 กิโลเมตร ตลอดทางชุ่มชื้นไปด้วยน้ำฝนที่เพิ่งจะหยุดตก สดชื่นทั้งกายและใจ...ถนนคอนกรีตเล็กๆ พาเราสู่บ้านเล็กที่แสนจะอบอุ่น ผ่านภูเขาลูกนั้นที่เห็นทั้งยามหลับและตื่น ผ่านทุ่งนาที่เคยเดินตามคันนาลัดทุ่งไปหาปลา...เมื่อสมัยยังเยาว์

            ถึงแล้วบ้านหลังเล็กที่เต็มไปด้วยความรักของพ่อแม่ สภาพบ้านยังเหมือนเดิมตัวบ้านนั้นเก่าไปตามกาลเวลา..แม่ยืนอยู่ที่ประตูบ้านส่งยิ้มให้ ฉันเดินเข้าไปกอดแม่ แม่ลูบหัว ลูบไหล่

            “ เหนื่อยม่ายโลก ” (เหนื่อยมั้ยลูก ) แม่ถามฉัน

            “ นิดหน่อยแม่ ถึงบ้านหายเหนื่อยแล้ว” ฉันตอบ..แม่ยิ้ม

            เราทุกคนนั่งล้อมวงกินข้าวฝีมือแม่ อร่อยเหลือเกิน โดยเฉพาะฉัน มันเป็นกับข้าวมื้อวิเศษสุด กับข้าวพื้นบ้านง่ายๆ สามสี่อย่าง ที่แม่บรรจงทำอย่างสุดฝีมือทำให้ฉันที่ห่างหายจากอาหารพื้นบ้านไปนานกินจนท้องป่อง

            ปกติหน้าสงกรานต์ อากาศจะร้อนมากแต่ทุกคนจะชุ่มฉ่ำด้วยสายน้ำที่สาดใส่กัน  แต่ปีนี้แปลกกว่าทุกปี ฝนตกทั้งวันทั้งคืน กลางคืนตกหนักอย่างกับฟ้ารั่ว กลางวันตกเป็นพิธีพอให้เปียกปอน..ภาพการสาดน้ำเพื่อดับร้อนจึงไม่ค่อยมีให้เห็น เหมือนสวรรค์จะรู้ว่าผู้เฒ่าผู้แก่ ต้องการให้ลูกหลานอยู่กับบ้าน....

            วันนี้เป็นวันที่สองที่ฉันพักผ่อนอยู่กับพ่อแม่ พี่ๆ และหลานๆ ฉันลืมสิ้นทุกอย่างที่เป็นภาระ.. ความทุกข์กายและทุกข์ใจ..ได้ยินเสียงหลานๆ หยอกล้อเล่นกัน บางคนลงไปเล่นอยู่ข้างบ้านกลางสายฝนที่ปรอยหน่อยๆ  บางคนกำลังสอยมะม่วง ชมพู่ ฯลฯ ที่พ่อปลูกไว้ข้างบ้าน และออกผลดกหน้าสงกรานต์..ช่างอุดมสมบูรณ์เสียจริงๆ ณ ที่นี่..ฉันนั่งไล่สายตาไปเรื่อยๆ เพิ่งจะเห็นว่าแม่ไม่อยู่บ้าน กำลังจะอ้าปากถาม แม่ก็เดินเท้าเปล่าเลี้ยวเข้าประตูรั้วบ้านพอดี ...

            “ คืนนี้ไปดูหนังลุง โนราห์ กันในวัดนะ ที่วัดมีงาน” แม่บอกเราทุกคน

            “ ไป ไป ไป ” หลานตัวน้อยๆ หลายคนส่งเสียงตอบน้ำเสียงแสดงอาการตื่นเต้น

            ตัวฉันเองก็พลอยตื่นเต้น..จำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายเคยดูหนังตะลุง และมโนราห์ เมื่อไหร่...ค่ำคืนมาถึงพร้อมกับฟ้าเป็นใจ อากาศครึ้มแต่ไม่มีเม็ดฝน  หลายชีวิตกำลังเดินออกจากบ้านหลังน้อยนำหน้าด้วยพ่อกับแม่  ตรงกลางเป็นหลานๆ รั้งท้ายด้วยฉันและพี่ๆ  วัดนั้นไม่ไกลจากตัวบ้านเท่าไหร่นัก ไม่กี่นาทีเราทุกคนก็ยืนอยู่หน้าลานวัด ที่มีโรงหนังตะลุง และ โรงมโนราห์ ประชันหน้าเข้าหากัน การแสดงยังไม่เริ่ม..พวกเราเริ่มแตกกลุ่มไปตามกลิ่นขนมพื้นบ้านที่โชยมา...“ยายขนมจากห่อกี่บาท” ฉันถามยายที่ปูเสื่อนั่งปิ้งขนมจากอยู่ใต้โคนต้นมะพร้าวอย่างขะมักเขม้น  “สามห่อห้าบาท...ลูก จะเอากี่ห่อล่ะ”  


            ฉันซื้อไปหลายห่อแล้วไปนั่งรวมกับหลานๆ กินขนมจากอย่างเอร็ดอร่อย.ในความเป็นจริงขนมจากนั้น ตัวขนมต้องห่อหุ้มด้วยใบจาก จึงได้ชื่อขนมจาก แต่สมัยนี้ต้นจากหายาก คนจึงนำใบมะพร้าวมาห่อแทน นำไปย่างด้วยเตาถ่านหอมดีนักแล..แกะเปลือกออกจะเห็นเนื้อขนมสีอ่อนถ้าทำด้วยแป้งข้าวเหนียวขาว แต่ถ้าทำด้วยแป้งข้าวเหนียวดำ สีออกคล้ำนิดหน่อย ตัวขนมผสมเนื้อมะพร้าวอ่อน หอม หวาน อร่อย..กินหมดไม่รู้ตัว....

            ฉัน นั่งชมการแสดงทั้งมโนราห์และหนังตะลุง..สักพักใหญ่รู้สึกว่าหน้าโรงหนัง ตะลุงจะเต็มไปด้วยคนดู..ส่วนหน้าโรงมโนราห์นั้นมีคนดูประปราย เนื่องจากเป็นการรำมโนราห์โบราณทำให้มีเฉพาะคนเฒ่า คนแก่ นั่งชมและฟังบทกลอน...แต่หนังตะลุงเล่นแบบสมัยใหม่ไม่เยิ่นเย้อ มีบทตลกของตัวหนังตะลุงมากมาย สลับกับบทกลอนของนายหนังที่ดำเนินเรื่อง พักเบรกก็มีการร้องเพลงให้ฟัง..หน้าโรงหนังตะลุงจึงคึกคัก ครื้นเครง..เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ..

            พ่อกับแม่ฉันตื่นตอนตีสี่ทุกวัน..เช้านี้ก็เช่นกัน..การ ตื่นนอนและเสียงพูดคุยของพ่อและแม่ปลุกให้ลูกๆหลานๆ ตื่นเช่นกัน..เช้าแล้วแต่ฝนยังโปรยไม่ยอมหยุด..มองผ่านหน้าประตูบ้านเห็นพี่ เขยกำลังเดินลัดทุ่งกลับมาตัวเปียกปอนน้ำฝนมือขวาหิ้วกระสอบปุ๋ยใส่อะไร บางอย่าง...

            พี่เขยเดินเข้าบ้านพลางตะโกนเรียกแม่

            “ แม่ แม่ ได้กบมาหลายตัว จัดการเลยนะ ..วันนี้ไม่ต้องซื้อกับข้าวแล้ว”

            กระสอบปุ๋ยที่พี่เขยหิ้วมานั้นบรรจุกบตัวเขื่องหลายตัว..หนักประมาณสามกิโลกรัมได้..ไม่พูดพร่ำทำเพลง พี่เขยลงมือจัดการอาหารมื้อเช้าลอกหนังกบเห็นเนื้อขาว ล้างเรียบร้อยใส่กะละมังส่วนแม่นั้นหุงข้าวเสร็จแล้ว กำลังเตรียมครกหินเพื่อทำพริกแกงเผ็ด ...ใส่พริกขี้หนู ตามด้วยตะไคร้ เกลือ ขมิ้น ข่า พริกไทยเม็ด..ตำจนแหลกใส่กะปิ  เสร็จแล้วแม่ก่อไฟเตาถ่านวางกระทะบนเตาใส่น้ำนิดหน่อย ใส่เครื่องแกงคนเข้ากัน ใส่กบนาต้มทิ้งไว้บนเตา สักพักใหญ่ชิมรสชาติ ตามด้วยใบมะกรูดฉีกหยาบๆ แกงกบคุณแม่ส่งกลิ่นหอมทั่วบ้าน..แม่นั้นแบ่งเนื้อกบไว้ครึ่งหนึ่ง หลังจากแกงเผ็ดกบถูกยกลงจากเตา แม่ก็ตั้งหม้ออีกใบใส่น้ำพอประมาณต้มส้มกบใส่ใบมะขามอ่อนให้หลานๆ ตัวเล็กๆ ได้กินกัน...มื้อนั้นช่างเป็นมื้อที่วิเศษสุดอีกมื้อหนึ่ง...สมัยนี้จะมีใครบ้างได้กินกบทุ่ง..กบธรรมชาติ เนื้อแน่นหวาน...อย่างครอบครัวของฉัน ?

            ..เวลาแห่งความสุขนั้นมักจะสั้นเสมอ..แต่มันจะคงอยู่ในความทรงจำ...

            ไม่มีที่ไหนจะสุขใจเท่าบ้านเกิด!..โดยเฉพาะฉันผู้มีจิตวิญญาณของคนท้องทุ่ง..แล้วฉันจะกลับไป..อีกครั้งและอีกครั้ง..

 

            แล้ว..แล้ว..ลุงปีล่ะ เมื่อไหร่จะกลับมาเยี่ยมพวกเราสักครั้ง..? แม่ฝากถาม... ก่อนที่จะโบกมือส่งยิ้มให้.. รถไฟเคลื่อนตัวพาฉันห่างทุกคนออกไปทุกที...เห็นพวกเขาตัวเล็กๆจนลับหายไป...