Get Adobe Flash player

บริจาคโลหิต...ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ โดย วชิราวรรณ

Font Size:

นับแต่เล็กมาแล้วที่ฉันได้ยินได้ฟังเพลงชาติ ทั้งที่ฟังขณะยืนตรงแสดงความเคารพและขณะนอนเหยียดยาวอยู่บนที่นอน และฉันก็มักจะครุ่นคิดว่าเรามีประเทศชาติที่เป็นเอกราชและไม่เคยตกเป็นเมือง ขึ้นของใครมาจนทุกวันนี้นั้น ก็เพราะการเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตของวีรบุรุษและวีรสตรีในอดีตอันไกลโพ้น หลายท่าน รวมทั้งทหารและตำรวจทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่คอยตื่นตัวระมัดระวังอยู่ตามชายแดน

 โดย อุทิศตนเป็นรั้วที่มีชีวิตของชาติให้แก่เราผู้นอนหลับสบายอยู่บนที่นอนอัน อ่อนนุ่ม และมีเสียงครางเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศเป็นเพื่อนคอยขับกล่อม ขณะที่พวกเขาเหล่านั้นต้องนอนกอดปืนบนพื้นแข็งกระด้างเพื่อบรรเทาความหนาว...ไม่ว่าจะหนาวจากอากาศกลางป่าดงดิบ หรือหนาวจากอาการหวาดผวากลัวลูกปืนและลูกระเบิดที่มิรู้ว่าจะตกใส่ตนเวลาใด

                ...ครั้น โตขึ้นและมีโอกาสเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งแล้ว พอเรียนไปได้ไม่นาน ฉันก็เห็นรถรับบริจาคโลหิตของสภากาชาดมาจอดอยู่หน้ามหาวิทยาลัย พลันความคิดเมื่อครั้งยังเยาว์ก็ผุดขึ้นมาพร้อมกับไอเดียอันบรรเจิดก็พุ่ง กระฉูด ฉันรู้แล้วว่าตัวเองจะ “สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี” ได้อย่างไร...ก็ด้วยการบริจาคโลหิตให้กาชาดนี่ไง แม้ว่าจะไม่สามารถสละเลือดทุกหยดได้ก็ตาม แหงอยู่แล้ว! ก็ฉันต้องเก็บเลือดเอาไว้ดำรงชีวิตอยู่จนเรียนจบไงล่ะ

                แล้ว ความปรารถนาของฉันก็สำเร็จลุล่วงเมื่ออายุสิบแปดนี่เอง เพราะฉันได้มีโอกาสบริจาคโลหิตเป็นครั้งแรกตามเกณฑ์การรับบริจาค นั่นคือผู้บริจาคต้องมีอายุระหว่าง17 – 60 ปี...ต้องนอนหลับพักผ่อนมาไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง...ต้องไม่อยู่ในช่วงมีประจำเดือน (สำหรับผู้หญิง) และต้องอะไรอีกมากมาย อย่าง ไรก็ตาม กฎเกณฑ์ในตอนนั้นก็ยังไม่เคร่งครัดเหมือนในสมัยนี้ เพราะสมัยเมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนนั้น ข่าวการระบาดของโรคเอดส์ยังไม่ค่อยปรากฏ แม้ตอนนั้นฉันจะจดจำอะไรไม่ค่อยได้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหรือผู้คนที่เกี่ยวข้อง

                ...เมื่อมีมาตรฐาน ISO เข้า มาเกี่ยวข้องกับการบริจาคเลือด ขั้นตอนต่างๆ จึงเพิ่มขึ้นและบางขั้นตอนก็เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในยามที่มีการระบาดของโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเลือดหรือน้ำเหลือง การคัดกรองผู้บริจาคจึงต้องกระทำอย่างระมัดระวังและละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้น

                นั่นคือ เข็มที่ใช้เจาะและดูดเลือดต้องทิ้งทุกครั้งหลังใช้เสร็จ ไม่มีการนำกลับมาใช้ใหม่ และ แม้แต่การเจาะปลายนิ้วเพื่อเอาเลือดมาตรวจความเข้มข้นก่อนบริจาคนั้น ก็เปลี่ยนไปใช้แบบสุญญากาศที่แรงกดลงบนปลายนิ้วมีการผ่อนหนักเบาเพื่อบรรเทา ความเจ็บ ซึ่งเป็นการดีต่อผู้บริจาค เพราะไม่ว่าเจ้าหน้าที่ผู้เจาะจะเป็นมือใหม่หรือผู้ชำนาญการ...จะมือเบาหรือมือหนัก ก็ไม่มีผลต่อการสร้างความเจ็บแก่ผู้บริจาคอีกแล้ว แต่ฉันก็ยังรู้สึกเสียวไม่กล้ามองเหมือนเดิม!

                ดังกล่าวแล้วว่ามีการนำมาตรฐาน ISO มาใช้ ทำให้มีขั้นตอนที่ช่วย screen ผู้บริจาค นั่นคือ ด่านแรกเลยคุณต้องกรอกข้อมูลความจริงอย่างละเอียดเต็มหนึ่งหน้ากระดาษfullscap (ด้านหน้าและหลัง) ว่า คุณมั่นใจหรือไม่ว่าตอนนี้คุณปลอดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (เช่นเอดส์ ฯลฯ) หรือถ้ามั่นใจว่าตัวเองปลอดภัย 100% แล้ว แล้วสามีหรือคู่นอน(ถ้ามี) ของคุณล่ะ คุณมั่นใจในตัวเขาหรือเธอแค่ไหน หรือเมื่อคืนนอนหลับพักผ่อนเต็มที่หรือไม่ หรือเคยผ่าตัดรับเลือดมาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (ที่กำหนด) หรือเปล่า เป็นต้น ถ้าคุณมั่นใจตัวเอง (ซึ่งไม่มีใครรู้หรอกนอกจากพระเจ้าและตัวคุณเอง!) แล้ว ก็ยื่นกระดาษที่กรอกรายละเอียดครบถ้วนพร้อมลายมือชื่อของคุณส่งให้เจ้า หน้าที่ พร้อมทั้งน้ำหนักและความดันโลหิต ซึ่งตอนนี้ต้องขอโทษคุณผู้อ่านที่ฉันไม่รู้เลยว่าน้ำหนักเท่าไรจึงจะอยู่ใน เกณฑ์บริจาคเลือดได้ (เพราะตัวเองน้ำหนักเกินทุกที!) แล้ว ก็ถึงขั้นตอนเจาะปลายนิ้วเพื่อเอาเลือดคุณประมาณหนึ่งหยดใหญ่ๆ ใส่ลงไปในสารเคมีสีฟ้าๆ ที่ผู้เจาะบอกว่าบอกผลลัพธ์ได้เที่ยงตรงกว่าการใช้เครื่องตรวจ ตอนนี้ล่ะที่คุณจะถูกจับโกหกอย่างน้อยหนึ่งข้อ นั่นคือถ้าเลือดคุณจางหรือไม่เข้มข้นพอ หยดเลือดนั้นจะลอยตุ๊บป่อง...ตุ๊บป่อง ไม่ยอมจมลงไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะคุณพักผ่อนนอนหลับในคืนที่ผ่านมาไม่เพียงพอ หรืออาจจะมีสาเหตุอื่น

                แต่ ถ้าหยดเลือดของคุณจมดิ่งลงสู่ก้นแก้วบรรจุสารเคมีสีฟ้าใสนั้น นั่นหมายถึงร่างกายคุณพร้อมจะบริจาคเลือดได้ แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะไล่ให้คุณไปกินน้ำเยอะๆ ประมาณ5 แก้วเพื่อจะได้ไม่อ่อนเพลียหลังการบริจาค และที่สำคัญที่สุดคุณต้องรับประทานอาหารที่ไม่มีไขมันนักมาก่อนด้วย จากนั้นก็ไปขึ้นเตียง! แล้วเขาก็จะให้คุณนอนกำลูกยางกลมๆ กำแล้วบีบหรืออะไรทำนองนี้

                แล้ว เขาก็เอาสายยางมารัดแขนตรงเหนือข้อศอกข้างที่จะเจาะเลือด นัยว่าจะเป็นการช่วยในการคลำหาเส้นเลือดที่ใหญ่พอจะเอาเข็มทิ่มเข้าไปเพื่อ ดูดเลือดออกมาได้ สำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญแล้ว ไม่เป็นการยากสำหรับเขาหรือเธอผู้นั้น แต่สำหรับเจ้าหน้าที่บางคน ซึ่งคงจะทดสอบความอดทนหรือเพียงแต่ล้อให้คุณใจตุ๊มๆ ต่อมๆ เล่น (เพื่อออกกำลังหัวใจ!) เพราะแม้จะเอาเข็มดูดเลือดที่มีรูใหญ่โตมโหฬารแทงเข้าที่แขนด้านในของคุณได้แล้ว (โดยมิได้ฉีดยาชาก่อน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน ISO! แต่ก็ไม่เจ็บเท่าไรหรอกนะ เพราะลักษณะเข็มเป็นรูปปลายเฉียง ทำให้ง่ายต่อการแทงเสียดเข้าไปในผิวเนื้อได้โดยไม่เจ็บนัก) ก็ยังไม่สามารถหาเส้นเลือดที่เหมาะสมได้ เขาหรือเธอก็จะหมุนเข็มคว้านไปมาเพื่อหาเส้นเลือดที่เหมาะสม (และเหมาะใจ) ให้เจอ เพื่อให้เลือดไหลออกมาอย่างเร็วพอและสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อป้องกันเลือดมิให้หยุดไหล (เพราะเท่าที่รู้นะคะ - ผิดพลาดก็ขออภัยด้วย - ร่าง กายจะหลั่งสารชนิดหนึ่งเพื่อสกัดการไหลของเลือด อันเป็นการป้องกันชีวิตของเราโดยอัตโนมัติ เพราะถ้าเลือดไหลออกจากร่างกายหมด เราก็ “ซี้” แน่นอน)และผลจากการกระทำดังกล่าว นอกจากจะทำให้หัวใจคุณเต้นไม่เป็นส่ำแม้จะผ่านการบริจาคมากว่า 100 ครั้งแล้วก็ตาม ก็ยังอาจทำให้บริเวณที่ถูกเจาะเลือดนั้นเขียวช้ำเป็นปื้น(ใหญ่บ้างเล็กบ้างขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้เจาะ) ซึ่งสร้างรอยประทับอันมิรู้ลืมไว้ให้คุณดูเล่นต่างหน้าเป็นเวลาหลายวันทีเดียว

                 หลังจากเจ้าหน้าที่ควานเข็มหาเส้นเลือดที่เหมาะสมพบแล้ว (ด้วยความโล่งใจของคุณ) เขาหรือเธอก็จะใช้พลาสเตอร์ปิดตรงบริเวณนั้นไว้ อาจจะเพื่อป้องกันเชื้อโรคหรือกันการอุจาดนัยน์ตา (ของคุณเอง) ในขณะที่คุณก็ยังต้องบีบลูกยางกลมๆ (บีบแล้วคลายสลับกัน) ต่อไป นัยว่าเพื่อกระตุ้นการไหลของโลหิตให้ออกมาให้เต็มถุงไวๆ (คนที่ต่อคิวบริจาคอยู่จะได้ไม่ต้องรอนานไงล่ะ!)

 

                เล่ามาถึงตอนนี้แล้ว ฉันก็อยากแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะที่บริจาคโลหิตมา 128 ครั้งแล้ว ว่าไม่มีอะไรน่ากลัวเลย อีกทั้งการบริจาคเลือดคือการให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง (ดังที่ฉันเคยได้ยินผู้ใหญ่แถววัดบอกว่า “พระพุทธเจ้าตรัสว่าการให้อวัยวะเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่” และเลือดก็เป็นอวัยวะสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้เสียด้วย) นั่นคือการให้ชีวิต คุณลองคิดดูสิคะว่า ถ้าการบริจาคโลหิตหนึ่งครั้ง (ประมาณ 400 ซีซี) ของคุณช่วยได้หนึ่งชีวิต ก็เท่ากับว่าในชีวิตนี้ ฉันได้ช่วยชีวิตคนอื่นมาแล้ว 128 คน น่าภูมิใจไหมคะว่าเราได้มีโอกาสทำอย่างดีที่สุดสมกับคำขวัญที่ว่า “One Life, Live It.” เพราะเรามีเพียงชีวิตเดียว และการให้เลือดนี้นอกจากจะทำให้คุณมีความสุขใจในฐานะผู้ให้ ตามสุภาษิตที่ว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” แล้ว ยังทำให้คุณได้มีโอกาสดูแลสุขภาพพร้อมกันไปในตัวด้วย

                ทั้ง นี้ก็เพราะเมื่อคุณบริจาคเลือด คุณจะได้รับการตรวจทางการแพทย์ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และร่างกายก็จะกระตุ้นการสร้างเลือดขึ้นมาทดแทนเลือดที่สูญเสียไป(เพราะเลือดที่คุณบริจาคเป็นเลือดที่ร่างกายสำรองไว้) ดังนั้น การบริจาคเลือดทุกสามเดือนนั้นอาจหมายถึงการไปตรวจร่างกายเป็นประจำทุกสามเดือนด้วยเช่นกัน

                และ ข่าวดีสำหรับนักสะสมเหรียญหรือของที่ระลึก เพราะทางศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยได้จัดทำทั้งเหรียญและของที่ระลึกเพื่อมอบแก่ผู้บริจาคตามแต่ โอกาสและจำนวนครั้ง ซึ่งของที่ระลึกเหล่านี้ไม่มีวางจำหน่าย อีกทั้งผู้ที่ถือบัตรบริจาคโลหิตยังสามารถเข้าชมงานออกร้านประจำปีของสภา กาชาดไทยได้ฟรีอีกด้วย นอกเหนือจากสิทธิพิเศษอื่นๆ ซึ่งคุณสามารถสอบถามรายละเอียดได้จากศูนย์ฯ

                เพียงเท่านี้ก็เห็นแล้วว่าการบริจาคโลหิตมีคุณอนันต์ต่อทั้งตัวผู้ให้และผู้รับ การบริจาคโลหิตเป็น “การให้อย่างบริสุทธิ์ใจที่สุด” นั่นคือ “การให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน”เพราะคุณไม่มีวันรู้เลยว่าใครจะเป็นผู้ได้รับเลือดของคุณ...ไม่รู้ว่าเขาจะร่ำรวยหรือยากจน...มีการศึกษาสูงส่งหรือจบแค่ ป. 4...ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนไทยหรือต่างชาติ...ไม่รู้ว่าเขานับถือศาสนาใด...ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนเช่นใด และการบริจาคโลหิตก็ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าตัวคุณเองจะมีฐานะอย่างไร...มีการศึกษาขนาดไหน...มีตำแหน่งหน้าที่การงานใด...หรือมีอวัยวะครบ 32 หรือไม่ เพราะทุกคนที่มีคุณสมบัติตรงตามที่สภากาชาดกำหนดนั้นสามารถบริจาคเลือดได้ ดังตัวอย่างของ “คุณไมตรี ชวลิตกิจเจริญ”

                คุณไมตรีเป็นผู้พิการทางสายตาทั้งสองข้างมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ มีอาชีพขายล็อตเตอรี่ เขาเริ่มบริจาคเลือดมาตั้งแต่อายุ 17 ปีแล้ว คือตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963) เมื่อเขาบริจาคเลือดมาทั้งหมด 138 ครั้ง ทางสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยจึงมอบโล่เกียรติคุณให้ โดยยกย่องว่าเขาเป็น “คนตาบอดคนแรกที่บริจาคโลหิตครบ100 ครั้ง”

                และเมื่อนานมาแล้วในวันที่ 14 มิถุนายน 2549 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน “วันผู้บริจาคโลหิตโลก” เพราะวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของ คาร์ล แลนด์สไตเนอร์ ผู้ค้นพบระบบหมู่โลหิต ABO ผู้ คนได้ไปบริจาคโลหิตที่ศูนย์บริการโลหิตของสภากาชาดไทยกันล้นหลาม เพราะพวกเขาได้ตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิต อีกทั้งได้มีโอกาสชมและดูนิทรรศการเกี่ยวกับการบริจาคโลหิตด้วย

                ฉัน ก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ไปดูนิทรรศการนี้ ก่อนหน้านี้ ฉันรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองนักหนาว่า ฉันได้บริจาคเลือดแล้วกว่าร้อยครั้ง ซึ่งมีผู้หญิงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำได้ แต่เมื่อออกจากกะลา (ที่อยู่มานาน) ไปดูนิทรรศการครั้งนี้ ความภาคภูมิใจในตัวเองจึงฝ่อลงไปจำนวนหนึ่ง เพราะที่นี่มีการตั้งบอร์ดติดรูปและประวัติย่อของผู้บริจาคเกิน 100 ครั้งมากมาย โดยเฉพาะที่เป็นผู้หญิง! โดยตัวฉันเองเป็นเพียงหนึ่งในนั้นที่เปรียบเสมือน “หยดน้ำเล็กๆ หนึ่งหยดในทะเลใหญ่!” เท่านั้นเอง

                เมื่อเขียนมาถึงตรงนี้ ฉันจึงนึกถึงเพื่อนรุ่นพี่ที่ทำงานเก่าคนหนึ่ง ซึ่งอายุใกล้ 60 ปีแล้ว (แม้จะสาวและสวยกว่าอายุจริงมากก็ตาม) เธอชื่อ “พี่ต๋อย” เธอ มีบ้านอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ มีฐานะมั่นคง มีชีวิตที่สุขสบาย และมีลูกๆ ที่น่ารัก เธอชอบทำบุญสุนทานและช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เป็นประจำ แต่มีครั้งหนึ่งซึ่งฉันชวนเธอไปบริจาคโลหิต และนั่นก็เป็นครั้งแรกของเธอ

                 ฉันจำภาพ “พี่ต๋อย” ที่นอนให้เลือดอยู่บนเตียงพร้อมกับน้ำตาไหลพรากๆ ตลอดเวลาได้ติดตา ฉันถามเธอว่าร้องไห้ทำไม เธอตอบว่า

                “พี่ไม่เคยทำอะไรที่รู้สึกปลื้มใจมากเท่านี้มาก่อนเลย !”

               

                คุณล่ะคะอยากมีความรู้สึกดีๆ จนต้องร้องไห้อย่าง “พี่ต๋อย” บ้างไหม ทั้งนี้ก็เพราะ การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ !