Get Adobe Flash player

รักและคิดถึง...แม่ยา ! โดย จันจิรา

Font Size:

เรื่องโดย : จันจิรา “อีเบะ อีเบะยา” แอ๋วเรียก ยายยา เป็นภาษาอีสาน “อ้าวแอ๋ว กลับมาจากภูเก็ตตั้งแต่มื้อใด๋ลูก” ยายยายิ้มดีใจ เห็นแอ๋วลูกคนข้างบ้านที่ยายยาเคยเลี้ยงดูเหมือนลูกสาวตัวเองมาตั้งแต่อ้อน แต่ออด “ตำหมากหุ่งให้กินแหน่ อีเบะ” ในมือถือมะละกอห่อใบตอง กับถุงขนมจีนมาหายายยา ขอให้ยายช่วยตำส้มตำให้กิน “ไปสับหมากหุ่งโลด อีเบะสิตำให้” แอ๋ววางสัมภาระแล้วรีบไปสับมะละกอ ตามที่ยายยาสั่ง

 

               ยายยาอยู่ บ้านนาขาม จังหวัด สกลนคร เมืองสงบและอุดมสมบูรณ์ บ้านยายยาก็เหมือน กับบ้านคนอื่นๆในหมู่บ้าน ชาวบ้านทำปลาร้าไว้ทานเอง เพียงแต่ยายยามีไหปลาร้าอยู่หลายไห พอเข้าหน้าฝน ปลาเยอะ ยายยาจะคัดมาทำปลาร้าสำหรับทำแกงสักไหสองไห มีแบบปลาร้าตัวใหญ่เอาไว้หมกใบตอง จกข้าวเหนียวจิ้มน้ำพริกกับผักอีกไหหนึ่ง และวันนี้ยายเปิดไหปลาร้าที่ใช้สำหรับตำส้มตำโดยเฉพาะ ชาวบ้านกล่าวขานกันว่า “ปลาแดกตวงยายยา หอมไปถึงสามบ้านสี่บ้าน” ปลาแดกตวงคือปลาร้าสุดเหม็น ใครอยากตำหมากหุ่งก็จะถือถ้วยมาขอปลาแดกตวงยายาย ยังจำได้ว่า เมื่อตอนเด็กๆ เวลาแม่เปิดไหปลาแดกตวง มันเหม็นเหลือทน หนอนเต็มปากไห แต่พอได้กินส้มตำใส่ปลาแดกตวงฝีมือแม่ความเหม็นก็กลายเป็นความหอม กินกันเกลี้ยงทุกทีไป

                “จะกลับภูเก็ตเมื่อไหร่ล่ะลูก”  ยายยาถามแอ๋ว

                “อีกสองอาทิตย์จ้าเบะ” แอ๋วสับมะละกอไปตอบไป

                “แล้วงานนวดที่โน่นดีไหมลูก” ยายถามด้วยความเป็นห่วง

                “ดีจ้า เงินดี ไม่ดีตรงที่คนส่วนใหญ่มองเราเป็นผู้หญิงขายตัวอย่างเดียว”

                แอ๋วทำหน้าเบื่อคนที่มองแต่ภายนอก

                “ระวังตัวล่ะลูก แล้วหนูทำยังไงเวลามีคนมาถามราคาค่าตัว” ยายถาม

                “หนูก็ด่าให้สิอีเบะ คนมาทำมาหากิน มันดันคิดว่ามาขายตัว อยากจะเอาขวดน้ำมันขว้างหัวมันตาย โดยเฉพาะพวกฝรั่งนี่แหละตัวดี นึกว่าผู้หญิงทุกคนขายตัวหมดไง”ยาย หลาน หัวเราะกันสนุก

                แอ๋วเป็นเด็กสาวสวย ครอบครัวยากจนมาก อาศัยอยู่ข้างบ้านยายยา พ่อแม่ของแอ๋วพยายามหาเงินสุดชีวิตให้ลูกเรียนจนจบ มัธยมปลาย เป็นเรื่องโชคดีของบ้านนี้ที่มีลูกสาวน่ารักและรักดี ไม่เหมือนสาวๆในหมู่บ้านหลายคนที่ท้องขณะอยู่วัยเรียน พอจบ ม. 6 แอ๋วก็บอกพ่อแม่ว่า เขาจะเรียนแค่นี้ก่อน ตอนนี้จะไปเรียนทำสปาและนวด เพื่อจะหาเงินมาเลี้ยงพ่อแม่และหาทางเรียนต่อไป

                นึกถึงเมื่อวัยเด็ก อ้ายโงน พ่อของแอ๋วเป็นลูกกำพร้า พ่อแม่ป่วยและจากไปตั้งแต่เขาเริ่มเป็นหนุ่ม เขามีน้องอีกสี่คน บักต้น อายุ 12 ปี ส่วนน้อง 9, 4, 1ขวบตามลำดับ ชื่อน้องอีกสามถูกตั้งขึ้นตามสาเหตุของความยากจนและชีวิตที่ต้องสูญเสียไปของพ่อแม่ น้องสาวคนถัดจากบักต้น ชื่อ เหล้า น้องชายคนถัดมาชื่อ ยา (บุหรี่) น้องชายคนสุดท้ายชื่อ หมด ชื่อของสามคนนี้รวมกัน หมายถึง “เหล้าบุหรี่ยาเสพติดผลาญทุกสิ่งสูญสิ้นหมด” พ่อแม่ของอ้ายโงนและน้องๆ ติดเหล้าติดบุหรี่ติดยาจนไม่เป็นอันทำการทำงาน และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

                อ้ายโงนพี่ชายคนโต มักจะเข้าป่าหาอาหาร ไปทำงานไกลบ้าน หาเงินมาให้น้อง กลับมาสองสามสัปดาห์ครั้ง ภาระในการดูแลน้องเลยเป็นของบักต้นกับน้องสาวซึ่งอายุเพียง 12 กับ 9 ขวบเอง บักต้นกับเหล้า ต้องทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงน้อง น้องคนเล็กยังไม่หย่านมด้วยซ้ำ แม่ของฉัน “ยายยา” คอยดูแลเอาใจใส่เขาทั้งห้าคน ให้ข้าว ให้ปลาร้า ให้ผัก เสื้อผ้าตามที่เราเองจะสามารถแบ่งได้ บางครั้งแม่จะทำแกงใส่น้ำเยอะๆ เรียกทุกคนมาล้อมวงกินอิ่มไปมื้อต่อมื้อ

                ในหมู่บ้านของเรา พอถึงกลางคืนผู้ชายไม่ว่าหนุ่มหรือแก่จะแบกปืนลูกซอง และอุปกรณ์ล่าสัตว์หลายอย่างไปล่าหนู นก งู ปลา กบ กลับมาอีกทีก็เช้าแล้ว บ้านยายยามักจะเป็นที่ๆ นักล่าสัตว์มารวมกัน แบ่งทุกอย่างที่ล่ามาได้ บางส่วนก็ให้แม่ของฉันทำอาหารหม้อใหญ่แบ่งกันกินสามบ้านสี่บ้าน ส่วนพวกเราเด็กๆ วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันแสนสนุกมาก เราพากันไปขุดปูที่ทุ่งนา หาปลาตามหนองน้ำลำธาร ปีนเขาไปหาหน่อไม้ จับตั๊กแตน จับขี้กะปอม (กิ้งก่า) มาทำลาบกิน ขอบคุณพระผู้สร้างที่ให้สกลนครอุดมสมบูรณ์เราเลยมีผักมีปลากินกันไม่ขาด อีกอย่างเราเกิดในแผ่นดินอีสาน คนอีสานเห็นอะไรก็กินได้หมด 

                ถึงฤดูติดจักจั่น เราจะเตรียมน้ำยางจากต้นไม้ผสมหมากฝรั่งเป็นกาวเอาไว้ติดปีกจักจั่น  ก้านทางมะพร้าวเอาไว้เป็นไม้กาวเล็กเรียว เสียบที่ปลายไม้ไผ่ที่ยาวประมาณสามสี่เมตร จากนั้นก็เข้าป่าล่าจักจั่นกัน ไปถึงป่าจะได้ยินเสียงจักจั่นดังจนเราคุยกันแทบไม่ได้ยิน มีน้ำเย็นๆ โปรยปรายโดนกายของเราอยู่บ่อยๆ อันที่จริงแล้วมันคือฉี่ของจักจั่นนั่นเอง พวกเรามีตานักล่ากันทุกคน ไม่ว่าจักจั่นจะซุกซ่อนอยู่ส่วนไหนของต้นไม้ เราจะเห็นมันแน่ คนที่เป็นเซียนติดจักจั่กอย่างยายยา สามารถ ใช้ไม้กาวทางมะพร้าวติดทีเดียวสามสี่ตัวเลยทีเดียว ส่วนพวกเราเด็กๆ ติดได้ทีละตัว “บักต้น” แบกน้องคนเล็กขี่หลังพันผ้าขาวม้าไว้ เข้าป่าหาจักจั่นกับเราด้วย กลับถึงบ้าน ส่วนหนึ่งก็ให้แม่ตำแจ่วจักจั่นจ้ำข้าวเหนียว ได้มาเยอะแม่จะแกงใส่บวบกับฟักทอง บางส่วนก็เอาไปขายให้ชาวบ้านได้ตังค์มาเอาเงินไปซื้อขนมกิน ส่วนต้นเอาหนังยางรัดเงินไว้ที่เสื้อเขาแน่น ไว้ใช้ยามจำเป็น สำหรับฉันและพี่ชายถือเป็นเรื่องสนุกแต่สำหรับครอบครัวของบักต้นคือเรื่องหาเลี้ยงชีพเพื่อประทังชีวิต

                ตกเย็นบักต้นกับน้องๆ ฉันกับพี่ชาย จะมานั่งเล่นใกล้ถนนดินหน้าบ้าน ก่อนตะวันตกดิน ชาวบ้านจะต้อนวัวควายกลับจากทุ่งจากนา เราทุกคนเตรียมกิ่งไม้ไว้ในมือ พอวัวควายหยุดขี้ตามถนนดิน เราก็วิ่งเอาไม้ไปปักตรงกลางขี้วัวขี้ควายไว้ จองของใครของมัน ใครถึงก่อนได้ก่อน พอถึงกลางคืน ก็จะออกไปดูว่าขี้วัวขี้ควายของเราว่ามีแมงกุดจี่เขามาอยู่หรือยัง หากมีกองขี้ควายจะขยายใหญ่ออกเป็นเท่าตัว พอเรามั่นใจว่ามีแมงกุดจี่แล้ว ก็จะหอบขี้วัวขี้ควายด้วยมือขอเราลงในถังน้ำที่เราเตรียมไปด้วย แมงกุดจี่ก็จะลอยฟูฟ่องขี้นมา เราตักเอาแมงกุดจี่ ไปล้าง แล้วคั่วเกลือกินกับข้าวเหนียวร้อนๆ แซบหลาย มีเยอะๆ แม่ก็จะเอาไปแกงใส่หน่อไม้กับเห็ด อิ่มอร่อยกันไปอีกมื้อ

                ชีวิตของบักต้นกับน้องๆลำบากมาก เหงา และอดอยาก แม้เขาจะไม่มีแต่ไม่เคยขอใครกิน ถึงเป็นเด็กแต่ความรับผิดชอบของเขาเทียบกับคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ และยังดีกว่าผู้ใหญ่อีกหลายๆคน อย่างน้อยก็ดีกว่าพ่อฉันเองที่เอาแต่เมาเหล้า เที่ยวผู้หญิง ไม่เคยรับผิดชอบอะไรในบ้านเลย

                บางครั้งพ่อไปอยู่ต่างจังหวัดไกลๆ ไม่เคยกลับบ้านหลายปี แม่ต้องดูแลเราเพียงลำพังรวมทั้งบักต้นกับน้องๆด้วย แม้การเลี้ยงลูกของตัวเองทั้งสามคนจะลำบากแค่ไหน แต่เมื่อมีญาติคนหนึ่งตกทุกข์ได้ยากไม่สามารถเลี้ยงลูกอีกคนได้ แม่ก็ยอมรับเด็กคนนั้นมาเป็นลูกบุญธรรมตั้งแต่เขาอายุได้แค่แปดเดือน เราไม่มีเงินซื้อนมให้เขาแม่ก็ต้มน้ำข้าวให้เขาดื่ม เลี้ยงดูเอาใจใส่เหมือนลูกตัวเอง

                แม่ไม่เคยโทษโชคชะตา ไม่เห็นแก่ตัว มีแต่แบ่งปันและช่วยเหลือคนที่ขัดสนกว่าเสมอ แม่เข้มแข็งและสู้ชีวิต แม่รู้จักยิ้มและหัวเราะ พวกเราอยู่ด้วยแล้วรู้สึกอบอุ่นมีความสุข คงเพราะเหตุนี้เองแม่จึงเป็นที่รักของคนทั้งหมู่บ้าน

                ฉันเคยแอบเห็นบักต้นร้องไห้คนเดียวบ่อยๆ และไม่ใช่บักต้นเท่านั้นที่ร้องไห้แต่แม่ก็ร้องไห้สงสารพวกเขาร่ำไป เวลาได้ยินน้องคนเล็กร้องไห้แม่จะรีบไปถามว่ามีปัญหาอะไร กินข้าวหรือยัง หากพวกเขายังไม่กินแม่ก็จะเอาปลาร้ามาหมกใบตองให้เขากินกับผัก ตำหมากหุ่งให้กิน ช่วยทุกอย่างเท่าที่แม่จะทำได้ “ซีวิตมันก่ะยากแบบนี้ล่ะ ขอให้เป็นคนดี อดทนเอาเด้อสู บ่ต๋ายยังสิมี” แม่ให้กำลังใจพวกเขาว่า ชีวิตมันก็ยากเย็นแสนเข็ญแบบนี้ล่ะ ขอให้เป็นคนดี อดทนเข้าไว้อย่าท้อ ไม่ตายสักวันเดี๋ยวจะมั่งมี บักต้นมองหน้าแม่และพยักหน้า

                เข้าหน้าฝน ฤดูทำนา ต้นกับน้องสาวจะขาดโรงเรียนเป็นประจำ เขาไม่ไปโรงเรียนแต่ไปรับจ้างดำนา แรกๆ ครูก็ว่า แต่เห็นว่าไม่มีพ่อแม่เขาต้องเลี้ยงตัวเองและน้องๆ ครูก็ยอมปล่อยไปเลยตามเลย เป็นแบบนี้อยู่ประมาณสองปี จนกระทั่งปีที่น่าจดจำมาถึง

                มันเกิดขึ้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน วันนั้นทุกคนทั้งหมู่บ้านดำเนินชีวิตกันปกติธรรมดา แต่เราได้ยินผู้ใหญ่บ้านประกาศทางหอกระจายข่าวให้ชาวบ้านออกมารอรับเสด็จพระเทพฯ บอกว่า

                “เจ้าหญิงจะมาเยี่ยมเรา พระเทพฯจะมาเยี่ยมหมู่บ้านเรา ให้ทุกคนออกมานั่งรอรับเสด็จที่ถนน” เราเด็กๆ ก็ตื่นเต้นไปด้วย นั่งเป็นแถวเป็นแนวคอยรับเสด็จพระองค์ท่าน อีกไม่นานต่อมาขบวนเสด็จก็มาถึง ทุกคนกราบลงถึงดิน ในการเสด็จมาครั้งนั้นของพระองค์ท่าน ทำให้หมู่บ้านของเรามีโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ฉันเป็นนักเรียนรุ่นแรกของโรงเรียน มีเจ้าหน้าที่มาคอยให้ความรู้ทางด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมหมู่บ้าน อบรมชาวบ้านให้ทำงานและกิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้ดีขึ้น

                แต่เรื่องที่น่าเศร้าและยินดีไปพร้อมๆ กันคือ เราต้องจากกับเพื่อนทั้งสี่ที่เคยวิ่งเล่น หาปูหาปลา ติดจักจั่น วิ่งจองขี้ควายด้วยกันไป เมื่อพระเทพฯทรงทราบเรื่องราวของบักต้นกับพี่น้องๆจากครูคนหนึ่ง พระองค์ท่านทรงรับต้นและน้องอีกสามคนไปอยู่ในความอุปการะที่กรุงเทพฯ แม่เล่าว่าเหล้า ยาและหมด มีชื่อใหม่ที่ไพเราะ

               ส่วนพ่อของแอ๋ว บอกว่า เขาโตพอจะดูแลตัวเองได้แล้วอย่าให้ต้องเป็นภาระเลย ขอเขาใช้ชีวิตอยู่กับคนในหมู่บ้านนี้ต่อไป พระเทพฯ ทรงให้คนมาสร้างบ้านแบบพอเพียงให้พ่อของแอ๋ว สร้างห้องน้ำเล็กๆอยู่ข้างบ้าน ถัดจากกระท่อมน้อยหลังเดิมที่กว้างยาวไม่ถึงห้าเมตรจะพังไม่พังแหล่ ซึ่งพ่อของแอ๋วและน้องอีกสี่คนเคยอาศัยอยู่ ขุดบ่อน้ำบาดาลให้ใกล้บ้าน เขาจะได้ไม่ต้องไปตักน้ำไกลๆจากบ่อน้ำของคนอื่นอีก

                รายการทีวีหนึ่งมาถ่ายทำและสัมภาษณ์พ่อของแอ๋วและน้องๆ และแน่นอน ไม่พลาดสัมภาษณ์ยายยาด้วย เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะเอาเรื่องราวไปถ่ายทำออกอากาศให้คนทั้งประเทศชม เรายากจนและไม่มีทีวีจะดู จนกระทั่งสิบปีผ่านไป น้าของฉันมีโอกาสได้ทำงานในหน่วยงานข้าราชการที่อำเภอเมือง และไปพบวีดีโอบันทึกเรื่องราวและบทสัมภาษณ์ต่างๆของวันนั้นไว้ เขาเอามาให้เราดูกันอีก แม่ของฉันร้องไห้เหมือนเขื่อนแตก !....

                แม้แม่จะไม่ใช่คนมั่งมีเงินทอง แต่แม่เป็นคนมั่งมีความสุข มั่งมีปัญญาชีวิต มั่งมีความดี เป็นที่รักของใครต่อใคร แม่ก้าวสู่วัยสูงอายุที่น่าอิจฉาที่สุด

                “แม่มีผัวตอนเฒ่า” แม่บอกฉันเช่นนั้น

                ท่านคงหมายความว่า ท่านพบผู้ชายในฝันเมื่อท่านแก่แล้ว ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น คือพ่อของฉันเอง ไม่กี่ปีมานี้ พ่อเปลี่ยนเป็นคนละคน เลิกเหล้า เลิกมีบ้านเล็กบ้านน้อย รักแม่และอยู่กับแม่คนเดียว ทำมาหากิน รับผิดชอบมาก “พ่อหล่อกว่าตอนหนุ่มๆมาก” แม่ชมพ่อให้ฉันฟัง

                มาถึงวันนี้แม่ไปไหนไกลไม่ได้ พ่อจะต้องโทรตาม ฉันจำได้ว่า ปีที่แล้วแม่มาเยี่ยมเราและอยู่กับเราเกือบสองเดือน พ่อโทรหาแม่บ่อยมาก ใช้ภาษากุ๊กกิ๊กเหมือนหนุ่มสาวคุยกันนาน

                “ซีวิตมันก่ะยากแบบนี้ล่ะ ขอให้เป็นคนดี อดทนเอาเด้อสู บ่ต๋ายยังสิมี” คงเพราะความเชื่อนี้เอง ที่ทำให้แม่อดทน มั่นคง และไม่ยอมให้ความลำบากกายลำบากใจมาอยู่เหนือชีวิต

 

                 สำหรับแม่แล้ว ไม่มีอะไรจะมาขัดขวางจิตใจที่ดีงามของแม่ได้เลย !