Get Adobe Flash player

สองเกลอยิกแลน โดย..เชิงภู

Font Size:

                ขนำน้อยได้ต้นมะม่วงคันต้นใหญ่ริมคันนาไม่ไกลจากภูเขาสูงมากนัก หลังคาสังกะสีเก่าที่ตะปูหลุดออกพะเยิบขึ้นลงตามลมพัด ตัวขนำมีฝาไม้กระดานเพียงด้านเดียว ในขนำคล้ายครัวขนาดย่อม มีทั้งถังเก่าใส่ข้าวสาร แกลลอนใส่น้ำ ครกหินสากกะเบือ กระทะเก่าและหม้อบุบบี้ห้อยอยู่ข้างฝา พื้นไม้บนขนำถ้วยชามเก่าๆ วางผสมกับเครื่องปรุงอาหาร

                ข้างๆขนำน้อยก้อนเส้าดำด่าง ขี้เถ้าและเศษซากฟืนทับถมบ่งบอกถึงการใช้งานเป็นประจำ เสียงร้องมอๆจากวัวกลางทุ่งไล่หลังหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆที่เดินตรงมายังขนำน้อย

มอดชายหนุ่มลูกทุ่งตัวกร้านดำสวมกางเกงเลเสื้อยืดสีดำหย่อนตัวเองลงในเปลที่ผูกไว้กับเสาขนำ เขาใช้ชีวิตอยู่กับขนำกลางนาเกือบหมดวันก่อนไล่ต้อนวัวเข้าบ้าน

                ลูกมะม่วงคันร่วงกระทบดิน มอดชะเง้อมองเล็กน้อย อีกนานกว่าจะเที่ยงวันเขายังมีเวลาพักอีกมากก่อนจะเดินไปตักน้ำในหนองน้ำมาให้วัวกิน เขานอนหลับตาไปและคิดถึงเมนูอาหารเที่ยง

                เสียงร้องอ็อกๆเหมือนตัวอะไรถูกรัดตรึง มอดคลี่ยิ้มเล็กน้อยลุกขึ้นจากเปลเพื่อตรงไปยังที่มาของเสียง

                “ เอ้ย! ไปไหนไอ้มอด มากินข้าวเม่ากับกูก่อน แม่กูทำเมื่อเช้า”  หมานเพื่อนซี้ส่งเสียงบอก

                “ เออ ดี เอามาๆ อยากกินอยู่พอดี” มอดนั่งลงบนพื้นขนำ ข้าวเม่าในใบกล้วยถูกแผ่ออกวางสองคนกินอย่างเอร็ดอร่อย

                “ ไอ้มอด แรกวา (เมื่อวาน) กูเดินไปตรงตีนเขาตรงนั้น แลน (สัตว์คล้ายตะกวด) ตัวใหญ่แล่น (วิ่ง) ผ่านหน้ากู เสียดายหวันเย็น (ตอนเย็น) เสียก่อน ไม่นั้นแลนตัวนั้นเสร็จกู” หมานบอกเพื่อนส่วนมอดนั้นสายตาเป็นประกาย

                “ ถ้าพันนั้น (อย่างนั้น) กูไปแล (ดู) สักเดี๋ยวซิ” มอดบอกเพื่อนแล้วเดินออกไป

                “ คล่าวกัน (รอด้วย) กูไปกัน (ด้วย)” หมานรีบบอกแล้ววิ่งตามไปติดๆ

                ทั้งสองเดินผ่านพงหญ้าใกล้ตีนเขา เสียงดังอ็อกๆได้ยินชัดขึ้น เมื่อโผล่พ้นต้นหว้า เบ็ดที่ถูกปักไว้กับดินพร้อมสายเอ็นขาวเหนียวโยงที่บ่วงปลายสายนกตัวคล้ำนอนระทวยหมดแรงจากการดิ้นรน

                “ เอ้ย! นกอีลุ้มนี่หว่า ตัวใหญ่เว้ย! มึงนี่ดักนกเก่งว่ะ” หมานออกอาการดีใจเอ่ยชมเพื่อน

                “ เอาไว้ก่อน ไปหาแลนก่อน จับได้กูคั่วให้กิน ไปเร็ว!!” มอดเร่งเพื่อน

                เสียงฝีเท้าวิ่งสวบสาบดังไปทั่วตีนเขา สองหนุ่มหน้าตามุ่งมั่นวิ่งสวนกันไปมา สัตว์ตัวสีเทาดำหัวยาวแหลม และหางยาวแหลมมองดูคล้ายกับจระเข้น้อยวิ่งตุปัดตุเป๋หางแกว่งไกว ดูเหมือนเชื่องช้าแต่หลบหลีได้ว่องไวจนสองหนุ่มเหงื่อตกก็ยังจับมันไม่ได้ แต่ทั้งสองคนก็ยังไม่ยอมแพ้

                “ เร็วๆ ไอ้มอด ดักทางนั้นๆ เร็วๆ” หมานร้องบอกเพื่อนเท้าซอยถี่ไล่ตามเจ้าแลนซุกซน

                “ เออ เห็นแล้วๆ ยิก (ไล่) ให้ทัน เร็วๆ ” มอดร้องบอกเช่นกัน

                “ เอ้ย!! เข้ารูเสียแล้ว ทำพรือดี (ทำไงดี)?” หมานบ่นเสียดาย

                “ พันนี้ (อย่างนี้) มึงกลับไปเก็บยอดกรูด (มะกรูด) ที่บ้านมา ส่วนกูกลับไปเอาจอบที่หนำ(ขนำ) มาขุดรูนี้ รับรองได้กิน” มอดบอก

                ตะวันใกล้จะตรงหัวแล้ว มอดยกจอบขุดดินที่แลนมุดเข้าไปอย่างมุ่งมั่น ขุดได้สักพักล้วงมือเข้าไปดึงหางแลน ดึงไม่ออกก็ขุดต่อ ทำอย่างนี้สลับไปมา

                ควันไฟคลุ้งใต้ต้นมะม่วงคัน บนก้อนเส้าฟืนที่สุมไฟลุกโชนกระทะบุบบี้ก้นดำปี๋ค้างอยู่บนก้อนเส้าในกระทะแกงคั่วส่งกลิ่นหอมน้ำขลุกขลิกเดือนปุดเครื่องแกงโชยหอมทั่วทุ่ง มอดเทน้ำจากแกลลอนล้างครกและสากกะเบือ

                “ ไซร (ทำไม) ไปนานจังวะ ไอ้หมาน”  มอดบ่นกับตัวเอง เงยหน้าชะเง้อมองตรงไปข้างหน้า

                หมานเดินมาทางตีนเขาผิวปากอย่างสบายอารมณ์มือกำใบมะกรูดไว้แน่น เดินผ่านเบ็ดปักดักนก ที่นกโชคร้ายไม่อยู่แล้วก็ไม่ได้สนใจเดินตรงไปยังขนำน้อย

                “ ไซร (ทำไม) ไปนานจังละเพื่อน?” มอดถามพลางฉีกใบมะกรูดลงในกระทะที่ตอนนี้แกงเดือดได้ที่ส่งกลิ่นหอมชวนกิน

                “ โทษทีเพื่อนเหอ กูผ่าฟืนให้แม่อยู่ กว่าจะผ่าฟืนเสร็จมึงน่าจะจับแลนแกงเรียบร้อยแล้ว ” หมานบอกเพื่อน

                “ เอ๊า! อย่าแช (อย่าช้า) ตักมาๆ กูอยากกินแล้ว” หมานรุกเร้า

                หมานยกถ้วยแกงขึ้นสูดกลิ่นยิ้มหลับตาพริ้ม ช้อนตักแกงเข้าปากคำโตบดเคี้ยวอย่างช้าๆ ส่วนมอดยืนมองเพื่อนอย่างลุ้นๆ

“ เอ๊ะ! เนื้อแปลกๆ ” หมานเปรยออกมา

                “ เนื้ออีลุ้ม !!”