Get Adobe Flash player

ข้าวสุดหยัง!! โดย..เชิงภู

Font Size:

                กลางทุ่งกว้างแสงแดดจ้า ลมร้อนพัดผ่านรวงข้าวแกว่งไกว ยามลมพัดแรงใบข้าวลู่ล้อลมเอนบ้างตรงบ้างดูเหมือนท้องทุ่งข้าวเต้นระบำ ลมแรงพัดวูบมาอีกครั้งคนที่เดินบนคันนาต้องรีบจับเปี้ยว (หมวกทรงแหลมของคนปักษ์ใต้) ไม่ให้หลุดจากศีรษะ

                สายวันนี้ป้าพริ้มออกสู่ทุ่งนาเช่นเคย ข้าวกลางทุ่งออกรวงแล้วไม่นานก็เข้าสู่หน้าเก็บเกี่ยวเธอพอใจที่จะออกมาเดินดูรวงข้าวไหวสั่นเพราะภูมิใจทุกครั้งในสิ่งที่ลงแรงทำ

                แปลงนาทอดยาวเกือบสิบไร่เป็นของเธอทั้งหมด แล้วเธอก็ปลูกข้าวแค่ปีละครั้งหรือทำแค่นาปี แตกต่างจากเพื่อนร่วมทุ่งที่ทำนาปรังควบคู่ไปด้วย ที่เธอต้องทำแบบนี้เพราะพันธุ์ข้าวที่พิเศษกว่าของคนอื่นและไม่มีใครในย่านทุ่งนี้ทำกันแล้ว

                ป้าพริ้มยืนนิ่งบนคันนาสูดกลิ่นทุ่ง ปูนาก้ามใหญ่ปีนป่ายจากท้องนาที่มีน้ำขลุกขลิกขึ้นคันนา ป้าพริ้มก้มลงมองเท้าตัวเองที่เจ้าปูนาน้อยคืบคลานไต่ผ่านอย่างไม่เกรงกลัว เธอก้มหน้ามองยิ้มเป็นสุข

                “ ป้าๆ นุ้ย (หนู) ขอจับปูในนาได้ม่าย (ได้ไหม)? เอาไปมอบปู (อาหารปักษ์ใต้คล้ายน้ำพริกทำจากมันปูที่อยู่ในกระดองปู) มื้อเย็นนี้” เสียงจากสาวน้อยนามว่านกดังขึ้น

                “ เอาเลยๆ แต่เดินระวังๆนะ อย่าเหยียบต้นข้าว เดี๋ยวป้าช่วยหากัน (ด้วย)” ป้าพริ้มตอบกลับสาวน้อยพร้อมมองหน้าอย่างเอ็นดู

                นกเด็กหญิงชั้นประถมหกกำพร้าพ่อแม่อาศัยอยู่กับยายซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของป้าพริ้มนั่นเอง นกเป็นเด็กดีช่วยยายได้ทุกเรื่องทั้งงานในบ้านและนอกบ้านเป็นที่รักของผู้คนแถวนี้รวมทั้งป้าพริ้มด้วยเช่นกัน

                สองคนลุยลงทุ่ง ค่อยๆเดินอย่างระมัดระวังไปตามร่องต้นข้าว ต้นข้าวเริ่มสูงและออกรวงแล้วจึงเดินค่อนข้างลำบากแต่ดีหน่อยที่ข้าวในนาเป็นนาดำ ต้นข้าวจึงเป็นแถวเป็นแนวให้เดินได้มากขึ้น

                นกปลดผ้าถุงออกนุ่งใหม่เพื่อให้กระชับขึ้น ป้าพริ้มก้มจับปูได้ตัวหนึ่งเงยหน้าขึ้นก็อมยิ้มกับภาพตรงหน้า สาวน้อยสะพายไซไว้ข้างตัวกำลังกำขอบผ้าถุงทั้งสองมือสะบัดดังปั๊บๆ แล้วรวบนุ่งกระชับเอวแน่นด้วยสายตามุ่งมั่น

                นกเปิดฝาไซรับปูตัวแรกจากป้าพริ้ม  ป้าพริ้มเป็นเพื่อนบ้านที่นกสนิทมากที่สุดก็ว่าได้เพราะบ้านใกล้กันและเธอมาช่วยป้าพริ้มดำนาเสมอยามหน้ากล้าปักดำ

                “ ข้าวใกล้สุกแล้วนะป้า” นกชวนป้าพริ้มที่ก้มๆเงยคุย

                “ ในทุ่งนี้มีแต่ป้าเท่านั้นที่ปลูกข้าวสีแดง ไม่เหมือนใคร แต่นุ้ย (หนู) ชอบนะ กินหรอย(อร่อย)ดี เหมือนข้าวเหนียวเลย” นกยังคงคุยต่อ

                “ ภาษากลางเขาเรียกข้าวสังหยด แล้วไซร (ทำไม) บ้านเราเรียกข้าวสังหยุดล่ะป้า” นกถาม

                “มันกะเรียกได้ทั้งสองแบบแหล่ะ แต่บ้านเราเรียกข้าวสังหยุด ข้าวมันกินหรอย(อร่อย)จนหยุดไม่ได้ต้องบอกให้หยุดกิน เลยเรียกว่าข้าวสังหยุด” ป้าพริ้มบอกพร้อมหัวเราะเบาๆ

                “ ผักริ้นกอใหญ่เลย เอาไปแกงใส่กุ้งดีหวา (ดีกว่า)” นกที่ก้มลงจับปูดึงกอผักริ้นยัดใส่ไซไปด้วย “ เออ ดีๆ ลูก เก็บไปเลย จะได้ไม่รกนา ป้าพบกะถอนทุ่ม (ทิ้ง) เหมือนกัน” ป้าพริ้มบอก

                นกเอามือเลอะขี้โคลนลูบไล้รวงข้าวแข็งแรงเม็ดแข็ง รวงข้าวสูงบ้างต่ำบ้างตามแรงลมทุ่งพัดโบก ตั้งแต่จำความได้เธอก็กินข้าวชนิดนี้มาตลอดเพราะเมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จยายขอซื้อจากป้าพริ้มไว้หลายกระสอบ บางครั้งยายหุงผสมกับข้าวขาวกินคู่กับปลาเค็มและแกงส้มมะละกอ มันช่างอร่อยจริงๆ

                “ ข้าวสังหยุดมันดีมากม่าย (ไหม) ?” นกถามป้าพริ้ม

                “ ดีแหล่ะลูก ดีมากเลย ข้าวสังหยุดเป็นข้าวพื้นเมืองของพัทลุงนะ มีคุณค่าทางอาหารมากกว่าข้าวพันธุ์อื่นๆ บำรุงเลือด บำรุงร่างกาย ป้องกันความจำเสื่อม กินแล้วแก่ช้า มากมายประโยชน์ แต่คนไม่ค่อยปลูกกัน เพราะไม่รู้จะเอาไปขายตรงไหน ป้าปลูกเอง กินเอง สีขายเอง ไม่ง้อใคร” ป้าพริ้มตอบยาวเหยียด

                “ แต่บางคนกะไม่ชอบกิน วันก่อนนุ้ย (หนู) หุงคดข้าวห่อไปโรงเรียน เพื่อนมันไม่ยอมกิน มันบอกว่าข้าวสีแดงไม่น่ากิน” นกบอกป้าพริ้ม

                “ ใครไม่กินกะช่างเขาลูก ข้าวมีประโยชน์ ป้าบอกได้เท่านี้ ที่ป้าพยายามปลูกข้าวนี้ทุกปีก็เพื่อไม่ให้พันธุ์ข้าวนี้สูญหายไป ไม่นั่นป้าดายของ (เสียดาย )ตายเลย” ป้าพริ้มพูดน้ำเสียงหนักแน่น

                “ ตอนนี้ทางจังหวัดเขารณรงค์แล้วป้า ให้คนสนใจข้าวแดงนี้” นกพูดต่อ

                “ ดีแล้วๆ ป้ากะหวังว่าปีหน้าคงมีคนปลูกข้าวแดงมากขึ้นนะ” ป้าพริ้มเอ่ยยิ้มๆ

                “ ข้าวไหร (อะไร) เอ่ย กินแล้วไม่แก่?” ป้าพริ้มถามอารมณ์ดี

                “ ข้าวสุดหยัง”                         

 “ !?!”

                “ ข้าวสังหยุดนั่นแหล่ะ !! ”