Get Adobe Flash player

รีบช่วยจันทร์ !! โดย..เชิงภู

Font Size:

                แสงเหลืองนวลเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ เมื่อตะวันเริ่มหลบลงเหลี่ยมเขา ห้าโมงเย็นตรงขนำหน้าบ้าน บุญ นั่งมองบรรยากาศท้องทุ่งยามเย็น สายตาเขาทอดยาวไปปะทะกับภูเขาลูกไกลที่ตะวันเหมือนเอียงอายคอยๆหย่อนหลบลง

                บุญหนุ่มวัยยี่สิบปีเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด วันนี้ได้ติดสอยห้อยตามเพื่อนชาวปักษ์ใต้นามว่าพร้าว มาพักผ่อนช่วงปิดเทอม บุญทอดสายตามองคนที่เดินตามหลังกันมาบนคันนา คนแรกเป็นผู้ชายนุ่งผ้าข้าวม้าผืนเก่าเสื้อแขนยาวสีคล้ำดำ บนไหล่แบกจอบอย่างทะมัดทะแมง ถัดไปเป็นผู้หญิงนุ่งผ้าถุงเลยเข่าเสื้อแขนยาวเช่นกันหิ้วปิ่นโตเลอะโคลน ส่วนคนสุดท้ายเดินอย่างร่าเริงคือพร้าว เพื่อนของเขานั่นเองที่เดินตามหลังพ่อแม่อย่างอารมณ์ดี

                บุญกระโดดลงจากขนำยืนรออย่างเจียมเนื้อเจียมตัว  พร้าวตบไหล่เพื่อนอย่างหยอกเย้าเมื่อแนะนำให้พ่อกับแม่รู้จักแล้ว ก็ชวนเพื่อนซี้เดินวกกลับไปที่หนองน้ำ

                “มึงจะไปไหนไอ้พร้าว?” บุญถามเพื่อน

                “ไปเก็บสายบัว เร็ว ไปช่วยกัน กูอยากกินต้มกะทิสายบัว เดี๋ยวให้แม่ทำให้” พร้าวบอก

                สองหนุ่มอยู่ในหนองน้ำที่น้ำลึกแค่ต้นขา พร้าวก้มลงดึงสายบัว ส่วนบุญเงยหน้ามองอะไรบางอย่างบนท้องฟ้า

                “ทำไมบ้านมึงเห็นพระจันทร์ตั้งแต่ยังไม่ค่ำเลยวะ?” บุญถามทั้งที่ยังแหงนหน้าดูอยู่

                “ที่ไหนๆ ก็เห็นพระจันทร์ตั้งแต่ยังไม่มืดทั้งนั้นแหล่ะ อยู่ที่ว่า ที่ไหนเห็นชัด บ้านกูมีแต่ท้องทุ่งเลยเห็นชัดหน่อย” พร้าวตอบเพื่อน

                ต้มกะทิสายบัวกับน้ำพริกสีสดเกลี้ยงถ้วย สองหนุ่มช่วยกันยกจานชามไปล้างคว่ำเรียบร้อย ก่อนเดินเข้าห้องนอน

                “เอ้ย! ไอ้บุญ คืนนี้ถ้ามีเสียงดัง เอ็งอย่าตกใจนะ” พร้าวบอกเพื่อนที่เดินตามหลัง

                “ทำไมล่ะ? จะมีอะไรเกิดขึ้นเหรอ?” บุญถามกลับแต่เพื่อนไม่ตอบได้แต่เดินอมยิ้มมุ่งสู่ห้องนอน

                เสียงนกป่าร้องดัง บุญมองผ่านหน้าต่างที่ยังเปิดกว้าง ด้านนอกค่อนข้างสว่างด้วยแสงจันทร์ ลมพัดแรงจนกิ่งต้นมะยมกรูดเข้ากับหลังคาบ้าน เสียงดังจนเขาตกใจ ผุดลุกขึ้นนั่งทำให้พร้าวที่นั่งพิงฝาอ่านหนังสือหัวเราะออกมา

                แสงจันทร์ที่สว่างเริ่มอ่อนลงจนมืดไปอย่างรวดเร็วพร้อมเสียงหรีดหริ่งเรไรก็เงียบลงเช่นกัน เมื่อทุกอย่างมืด เสียงปืนนัดหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความสงัด นัดสองนัดสามตามมา เสียงโห่ร้องดังรับกันเป็นทอดๆ เสียงเคาะต้นไม้ เคาะฝาบ้าน ดังระงมไปทั่ว บุญตกใจจนหน้าถอดสีต่างกับพร้าวที่ยังคงนั่งกับที่อย่างอารมณ์ดี

                “ไอ้พร้าวๆ ออกมาช่วยจันทร์กันก่อน เร็วๆ” เสียงแม่เรียกอยู่หน้าบ้าน พร้าวลุกขึ้นพยักหน้าบอกเพื่อนให้ตามไป

                พร้าวจับไม้ไผ่ท่อนพอดีมือเคาะตามเสาบ้าน ฝาบ้าน พ่อนั้นเดินหายไปบ้านผู้ใหญ่บ้านที่ไม่ห่างกันมากนัก ส่วนแม่เอาไม้ไผ่เดินเคาะไปตามต้นไม้ต่างๆ รอบบ้าน ทั้งต้นมะละกอ ต้นขนุน ต้นมะพร้าว และมะยม

                “ออกโลกดกๆ (ออกลูกเยอะๆ)” แม่พูดกับต้นไม้ส่วนมือก็ใช้ไม้ไผ่เคาะต้นไม้ไปด้วย

                “จันทร์เห้อขี้เห้อคายเห้อ ขี้เห้อคายๆ (...คายออกมาเถอะ..คายออกมา)” แม่พูดเสียงดังหน้าแหงนมองท้องฟ้า แล้วเดินไปหลังบ้านที่คอกวัว เอาไม้เคาะขาวัวเบาๆ วัวส่งเสียงครางคล้ายรำคาญที่ถูกรบกวน

                บุญค่อยๆปีนลงบันไดบ้าน ยืนตกใจกับเสียงดังและบรรยากาศรอบข้างท่ามกลางความมืดมิดแต่ไม่เงียบเหงา ชายหนุ่มไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมชาวบ้านพร้อมใจกันยิงปืน โห่ร้องส่งเสียงดังกันขนาดนี้ เสียงปืนยังคงดังไม่ลดละ เมื่อแสงสว่างเริ่มวับแวม เสียงตะโกน เสียงโห่ร้อง และเสียงเคาะไม้อีกดังเพิ่มเป็นทวี

                “ออกแล้วพี่น้องเห้อ ออกแล้ว มันคายแล้วๆ” เสียงดีใจจากชาวบ้านใกล้เคียงที่ตะโกนเสียงดังหลังจากนั้นเสียงโห่ร้องก็ตามมา เสียงปืนดังขึ้นสามนัดสุดท้าย พร้อมๆกับเสียงโห่ร้อง เสียงเคาะต่างๆ เงียบสงบลงและแสงสว่างสอดส่องไปทั่วบ้านทุ่ง

                บุญหมุนตัวดูรอบข้าง ทุกอย่างสว่างสดใสมองเห็นอะไรได้ชัดเจนแม้อยู่ในยามค่ำคืน บุญเดินขึ้นบ้านตามหลังแม่อย่างงงๆ

  “ไอ้พร้าว มันเกิดอะไรขึ้น?” บุญงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เพื่อนเจ้าของบ้านกลับไม่ตอบคำถามได้แต่อมยิ้ม

                “แม่ เกิดอะไรขึ้นครับ?” บุญหันไปถามแม่แทน

                “เดือนเป็นจันทร์” แม่ตอบ

                “ !?! ”

 

-----------------------------------