Get Adobe Flash player

หน้าเพลาอยู่ไหน? โดย..เชิงภู

Font Size:

 

                แสงแดดนวลๆยามเช้าลอดผ่านใบไม้ อากาศที่เย็นในยามเช้าตรู่เริ่มอุ่นขึ้น นกตัวเล็กๆ สองสามตัวบินโฉบลงพื้นหญ้าจะงอยปากจิกพื้นดิน แล้วบินร่อนไปยืนนิ่งอยู่บนรั้วบ้าน สมพงษ์หนุ่มใหญ่วัยสิ่สิบเจ็ดยืนกอดอกสูดอากาศสดชื่นยามเช้า หน้ามองตรงสู่ภูเขาด้านหน้าที่ตั้งตระหง่านสงบเสงี่ยม

                นานแล้วที่เขาไม่ได้กลับบ้านที่ปักษ์ใต้ เข้าพรรษานี้หยุดยาวมีโอกาสพาครอบครัวมุ่งหน้าสู่ถิ่นด้ามขวานบ้านเกิดเมืองนอนตอนวัยเด็ก

                หลังจากเรียนจบด้านกฎหมายจากรั้วพ่อขุนรามคำแหง สมพงษ์สอบเข้าเป็นทนายความและตั้งรกรากอยู่ในเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร ภรรยานั้นเป็นครูประจำของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เช่นกัน  ลูกชายคนโตอยู่มหาวิทยาลัยปีสอง ส่วนลูกสาวคนเล็กเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย

                “เติน (ตื่น) แต่เช้าเลยนะ ”ตาพันผู้เป็นพ่อทักทายลูกชาย

                “เช้าพรือ (เช้าแค่ไหน) ก็สู้พ่อไม่ได้หรอก เติน (ตื่น) ตั้งแต่ตีสี่..ช่ายไหม?” สมพงษ์พูดภาษาถิ่นกับพ่อ

                ปีนี้พ่อของเขาเจ็ดสิบสามแล้ว แต่ยังคงคล่องแคล่วแข็งแรง เขาดีใจมากที่ได้กลับมาเยี่ยมพ่อ พ่ออยู่ตัวคนเดียวมีน้องสาวที่ปลูกบ้านอยู่ไม่ไกลคอยมาดูแลงานบ้านงานครัวให้ ส่วนแม่นั้นตายจากพ่อไปหลายปีแล้ว

                “เพิ่งตีหก (หกโมงเช้า) ไปไหนล่ะนั่น?” สมพงษ์ถามพ่อที่สวมกางเกงขายาวเสื้อแขนยาวและรองเท้าบูทยางเรียบร้อยดูทะมัดทะแมง

                “เข้าสวนสักเดี๋ยว ดายของ (เสียดาย) มาช่วงหมดเงาะ หมดเรียน (ทุเรียน) แล้ว แต่ยังเหลืออยู่บ้างประปราย ไว้ให้เจ้าพีไปขึ้นเก็บแล้วกันนะ” ตาพันบอก

                สองพ่อลูกเดินผ่านท้ายรถกระบะโตโยต้าคันใหญ่ พาหนะเดินทางมาปักษ์ใต้ของครอบครัวสมพงษ์ ตาพันหยุดเดินขยับตัวหยุกหยิก

                “สงสัยต้องเปลี่ยนหน้าเพลาใหม่แล้ว ” ตาพันพูดเบาๆ ส่วนสมพงษ์ได้แต่มองพ่อยิ้มๆไม่พูดโต้ตอบ

                ใกล้เที่ยงแสงแดดแรงขึ้นแต่รอบบริเวณบ้านยังคงร่มรื่น  ตาพันและพีผู้เป็นหลานนั่งห้อยเท้าอยู่หน้าชานบ้าน

                “บ้านปู่สบายดีจัง มองไปทางไหนเห็นแต่ภูเขากับต้นไม้ บรรยากาศดีสุดๆ” พีหนุ่มหน้ามนเด็กกรุงพูดภาษากลางกับปู่

                “บ้านนอกกะบายพันนี้แหล่ะ (บ้านนอกก็สบายแบบนี้แหล่ะ) ” ปู่ตอบภาษาถิ่นใต้

                เสียงเปิดท้ายรถลากดึงลังของฝากลงจากกระบะบรรทุกด้านหลัง สมพงษ์ยกลังเดินตรงเข้าบ้าน เดินผ่านพ่อและลูกชายที่นั่งคุยกันกะหนุงกะหนิง

                “พงษ์ เห็นบอกว่าซื้อหน้าเพลาใหม่มาให้พ่ออยู่ไหนล่ะ?” ตาพันถามลูกชาย

                “อยู่ในลังท้ายรถ ยังไม่ได้ยกลง ผมซื้อมาให้เยอะเลย เห็นพ่อบ่นอยากได้” สมพงษ์ตอบ

                เสียงหัวเราะดังลอยจากในครัวหลังบ้าน ลูกสาวและลูกสะใภ้ของตาพันที่ทำกับข้าวอยู่ในครัวส่งเสียงคุยกันสนั่น กลิ่นกับข้าวโชยออกมา สมพงษ์ประคองถาดผักเหนาะ (ผักกินคู่กับกับข้าวและน้ำพริกของทางปักษ์ใต้)

                “อัยยา! น้ำชุบลูกอึก (ลูกมะอึก) น่าหรอย(น่าอร่อย)” สมพงษ์พูดบอกแล้วค่อยๆวางถาดลงบนพื้นบ้าน แกะลูกเนียงจิ้มน้ำพริกส่งเข้าปาก

                “อย่าแขบตะ (อย่ารีบซิ) คล่าวเดียวจัย (รอสักเดี๋ยว) แกงน้ำเคยกับต้มหมูยอดมวง (แกงไตปลากับต้มหมูยอดชะมวง) ยังไม่เสร็จ” ตาพันพูดยิ้มๆ

                “ผมชิมแลนิ (ผมชิมเท่านั้นแหล่ะ)” สมพงษ์ตอบพลางสูดปากจากรสชาติเผ็ดของน้ำพริก

                “แล้วไหนหน้าเพลาล่ะ? ไปเอามาแลติ๊ (ไปเอามาดูซิ)!!” ตาพันบอกลูกชาย

                “เออ! ใช่ ผมลืมไปเลย พีไปเอามาให้หน่อยแล้ว พ่อจะชิมน้ำพริกต่อ” สมพงษ์บอกลูกชายที่ลุกขึ้นเดินลงจากบ้านไปเงียบๆ

                พี่ไปถึงรถก็นั่งยองๆ ก้มๆเงยๆ อยู่ท้ายรถกระบะ พยายามเอาหัวมุดเข้าไปท้ายท้องรถ ผ่านไปพักใหญ่เดินหน้านิ่วกลับมา

                “พ่อ หน้าเพลาอยู่ไหน? ไม่เห็นเลย ” พีเอ่ยถามผู้เป็นพ่อ

                “ก็อยู่ในลังท้ายรถนั่นแหล่ะ นั่นไงเหลืออยู่ลังเดียว ยกมาเลย” สมพงษ์ชี้นิ้วไปที่ลังท้ายรถกระบะ พีหันไปมองลังแล้วหันกลับมามองพ่อทำหน้างงๆ แต่ก็เดินไปยกลังเดินกลับขึ้นบ้าน

                “หน้าเพลาอยู่ในลังนี้เหรอพ่อ?” พีถามสีหน้ายังคงงงๆ

                “เปิดออกแลติ๊ (เปิดออกดูซิ) จะได้ลองใส่ดู” ตาพันบอก

                “พ่อใส่ได้อยู่แล้ว ผมเลือกมาอย่างดีเลยแหล่ะ” สมพงษ์พูดยืนยัน

                “ปู่จะใส่หน้าเพลาได้ยังไง?” พีงุนงงกับปู่และพ่อ

                “ทำไมจะใส่ไม่ได้.....ภาษาถิ่นบ้านเรา...หน้าเพลาก็คือ กางเกง !!”

               

-------------------------------------------