Get Adobe Flash player

แม่ลูกห้า โดย..เชิงภู

Font Size:

 

                ณ สถานีอนามัยประจำตำบลวันนี้คึกคักไปด้วยสาวเล็กสาวใหญ่ ทุกคนนั่งเรียงแถวอยู่หน้าห้องคุณหมอ เมื่อพยาบาลเรียกชื่อก็ทยอยเดินเข้าห้องเพื่อทำการผ่าตัด

                วันนี้คุณหมอจากโรงพยาบาลในตัวเมืองมาทำหมันให้กับคุณผู้หญิงในหมู่บ้านที่สมัครใจปิดอู่ไม่ขอมีลูกเพิ่ม เสียงตามสายของหมู่บ้านประกาศให้ทราบมาหลายวันแล้ว วันนี้จึงมีผู้หญิงที่ต้องการทำหมันเดินทางมาที่อนามัยแห่งนี้มากพอสมควร

                หน้าห้องที่สาวๆนั่งอยู่นั้น บางคนมีญาติๆมาเป็นเพื่อน บางคนมีสามี และบางคนมีแม่มาให้กำลังใจ สาวบางคนนั่งหน้านิ่ง หลายคนหน้ากังวล แต่บางคนก็คุยจ้อ หลากอากัปกิริยาที่แสดงออก

                พยาบาลเอ่ยชื่อคนไหน คนนั้นก็เดินเข้าห้อง แต่ละคนมีอาการตื่นเต้นแตกต่างกันไป ผ่านไปสักพัก ก็ถูกเข็นออกจากห้องผ่าตัด ไปนอนพักในห้องพักผู้ป่วยและไม่นานเท่าไหร่ก็ลุกเดินกลับบ้านได้

แสงแดดจ้าสาดส่องท้องทุ่ง กลางท้องนาประปรายด้วยผู้คนทำหน้าที่ประจำวันปักดำนาในหน้าฝน บนถนนลูกรังเส้นเล็กผู้หญิงคนหนึ่งก้าวเดินช้าๆตัวงอมือเกาะกุมหน้าท้องข้างขวา เธอเดินช้าๆ บางครั้งก็หยุดพักค่อยๆยืดตัวตรงแล้วก้าวเดินต่อ

“อีรื่นไปทำหมันมาเหอ (อีรื่นไปทำหมันมาเหรอ) ?” เสียงตะโกนถามจากกลางทุ่งไม่ไกลจากถนนมากนัก

“จ้า” เสียงตอบเบาๆแทบไม่ได้ยิน และเธอพยักหน้าให้เพื่ออีกฝ่ายได้รู้

“เดินกลับบ้านดีๆ ไม่ต้องแขบ (ไม่ต้องรีบ)” เสียงจากในทุ่งกำชับบอก

ทันทีที่เลี้ยวเข้าบ้านเสียงร้องไห้ของเด็กน้อยแผดจ้า พร้อมๆกับน้ำนมของรื่นที่ไหลชุ่มจนเสื้อเปียก เป็นสัญญาณว่าได้เวลาป้อนนมลูก เธอค่อยๆเร่งฝีเท้าเดินจนรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าท้องด้านขวาจนหน้านิ่ว เหงื่อเม็ดโป้งไหลหยดหน้าซีดเผือด

“มาพอดีเลย เจ็บมากม่ายโหลก ขึ้นหัวไดวังๆ (เจ็บมากไหมลูก ขึ้นบันไดระวังๆ)” ยายเรือนผู้เป็นแม่ที่อุ้มหลานแนบอกเอ่ยขึ้นและมองลูกสาวขึ้นบันไดอย่างเหนื่อยอ่อน

“ไม่พรือแม่เหอ ทนได้ เอาสาวนุ้ยมาตะ (ไม่เป็นไรแม่ ทนได้ เอาสาวนุ้ยมาเลย)” รื่นบอกและยื่นมือรับลูกน้อยทันทีเมื่อขึ้นบันไดมาถึง

บนเสื่อกระจูดเด็กหญิงตัวเล็กที่ท่อนล่างห่อผ้าอ้อมนอนหลับตาพริ้มกางแขนกางขา ปากเปรอะน้ำนมแม่เล็กน้อย ส่วนรื่นนั้นค่อยๆพลิกตัวนอนหงายอย่างช้าๆ

เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆดังลั่นทุ่งหน้าบ้าน รื่นพยายามจะยันตัวลุกขึ้นแต่รู้สึกปวดแผลทำหมันจึงได้แต่นอนหลับตาฟังเสียงลูกๆด้วยความเป็นห่วง

“ไม่ต้องห่วงเด็กๆหน้าบ้าน แม่แล (ดู) เอง ข้าวแกงในครัวเสร็จแล้วเนือย (หิว) ก็ไปกินซะ แล้ววันนี้ไม่ต้องไปดำนา นอนพักไปก่อน” ยายเรือนบอกลูกสาวที่ลืมตาพยักหน้าให้

กลางทุ่งนารื่นก้มๆเงยๆถอยหลังปักดำกล้า เด็กผู้ชายอายุเจ็ดขวบและเด็กผู้หญิงอีกสามคน อายุห้าขวบ สี่ขวบและสองขวบ ตามลำดับ กำลังเล่นขี้โคลน เอาดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปสัตว์ เนื้อตัวทุกคนเลอะดำด่างไปด้วยขี้โคลนแต่นัยน์ตาสุกใส ที่ขนำข้างคันนายายเรือนไกวเปลผ้าขาวม้าปากก็ร้องเรือ (เพลงกล่อมลูกของคนปักษ์ใต้) กล่อมหลาน

“พันเอ้ย! แล (ดู) น้องดีๆนะ” รื่นตะโกนบอกลูกชายคนโต

“ครับแม่!” พันส่งเสียงตอบ

แสงตะเกียงวับแวมยามหัวค่ำ บ้านยายเรือนอยู่ลึกสุดใกล้ตีนเขาไฟฟ้ายังเข้าไม่ไปถึง ตะเกียงน้ำมันก๊าดคืออุปกรณ์ส่องสว่างยามค่ำคืน

ยามค่ำคืนที่นี่เงียบสงัด หรีดหริ่งเรไรร้องระงมชวนให้น่าหลับไหล ในห้องนอนกว้างรื่นนั่งพิงฝาห้องในอ้อมกอดลูกสาวคนเล็กยังดูดนมหลับตาพริ้ม ส่วนลูกสาวที่อายุสองขวบนั้นเอาหัวแหย่ซุกตักแม่ ส่วนลูกๆอีกสามคนนอนหลับเรียงกันอยู่บนเสื่อผืนเก่ายายเรือนกำลังเอาผ้าห่มห่มให้

หลังจากจัดแจงให้ลูกๆนอนกันหมดแล้ว รื่นเอนตัวลงนอนข้างลูกคนเล็ก เธอรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากมายน้ำตาพาลจะไหลให้ได้กับภาระหนักเลี้ยงดูลูกน้อยที่นอนเรียงรายอยู่นี้ น้ำตาไหลรินเมื่อคิดถึงคู่ชีวิตที่ไปรับจ้างทำงานนานๆครั้งถึงจะได้กลับมาหามาเยี่ยมเธอและลูกๆ

เสียงละเมอของลูกปลุกให้เธอตื่นจากความเศร้า รื่นลุกขึ้นนั่งมองหน้าลูกแต่ละคน ยามนอนหลับลูกแต่ละคนน่ารักเหลือเกิน นอนละเมอยิ้มบ้าง หัวเราะบ้าง โดยเฉพาะลูกสาวคนสุดท้องที่ทำหน้าตาแปลกๆเป็นที่สุด เธอยิ้มได้อย่างไม่รู้ตัว

“ยังเจ็บแผลอยู่ม่าย (ไหม)?” ยายเรือนที่กลับจากห้องครัวถาม

“ไม่เจ็บแล้ว แต่เหนื่อย แต่พอแล (ดู) หน้าลูกกะหายเหนื่อย” รื่นบอกเบาๆ

“ ยิ้มมั่งมันดีนะ เป็นแม่คนมันต้องอดทน” ยายเรือนพูดสอน

 “อย่าคิดมาก เลี้ยงไปเลี้ยงมา เดี๋ยวมันกะเติบ (เดี๋ยวมันก็โต)” ยายเรือนพูดต่อ

“แม่เลี้ยงมาตั้งแปดคน..ไม่บ่นสักคำ !!”