Get Adobe Flash player

เพลงบอก..หยอกหลาน โดย..เชิงภู

Font Size:

 

                “โน่นแลหน้าบ้านรวงข้าวไหวไหว  ว่าเอว่าเห้ รวงข้าวไหวไหว  โน่นแลหน้าบ้านรวงข้าวไหวไหว  ว่าทอยช่าช้าเห้ยรวงข้าวไหวไหว บ้านเรานี่มันบายดีจริง มีของมากมายทุกสิ่ง ไม่มีเรื่องร้าย...ไหร ว่าไม่มีเรื่องร้าย...ไหร,ว่ามีของมากมายทุกสิ่ง ไม่มีเรื่องราย..ไหร

                เสียงตาพร้อยร้องเพลงบอก (เพลงพื้นเมืองของปักษ์ใต้ ร้องเป็นกลอนสดใช้ภาษาถิ่นใต้ร้องไปตามสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่พบเห็น) และลูกคู่ร้องรับเสียงดังพร้อมๆกัน ผสมเสียงฉิ่งตีดังเป็นจังหวะสอดรับกับเสียงร้อง...ชายวัยหกสิบ สี่คนนั่งล้อมวงร้องเพลงบอกอย่างมีความสุข ตาพร้อยเป็นครูเพลงร้องนำและตีฉิ่งเข้าจังหวะไปด้วย ลูกคู่อีกสามคนตบมือตามและคอยร้องรับ

                ภาพนั้นเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน...โสภณ หนุ่มใต้ผิวคล้ำใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวกางเกงสแลคสีดำ ชายเสื้ออยู่ในกางเกงเรียบร้อย หัวเข็มขัดบอกตรามหาวิทยาลัย นั่งกอดกระเป๋าเป้ใบเก่าตรงที่นั่งข้างหน้าต่างรถไฟ ลมตีเข้าหน้ายามรถไฟพุ่งทะยานไปแต่หนุ่มน้อยเหมือนตกอยู่ในภวังค์ไม่ได้รับรู้แรงลมกระแทกหน้า

                โสภณได้รับข่าวว่าตาไม่สบายหนัก เลิกเรียนตอนบ่ายวันศุกร์เด็กหนุ่มนักศึกษาปีสองรีบกลับหอพักเก็บเสื้อผ้าใส่เป้แล้วขึ้นรถโดยสารจากหน้ามหาวิทยาลัยมุ่งตรงสู่สถานีรถไฟหาดใหญ่ รถไฟพาเขากลับบ้าน ใกล้ถึงสถานีรถไฟในตัวจังหวัดเต็มที แต่ใจเขาไปถึงบ้านก่อนแล้ว

                ตาพร้อยเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่จำความได้ เขาเติบโตมากับเสียงเพลงบอกที่ตาพร้อยร้องให้ฟังอยู่เสมอๆ ตัวเขาเองยังเคยเป็นลูกคู่ร้องรับบทกลอนจากผู้เป็นตาเมื่อตอนอยู่มอปลาย

                อาวุธคู่กายของตาพร้อยคือฉิ่งทองเหลืองคู่ใจที่โสภณเกิดมาก็เห็นเครื่องดนตรีชนิดนี้อยู่ข้างกายตาพร้อยตลอด ตาของเขาสามารถร้องเพลงภาษากลอนด้นสดได้อย่างดีเยี่ยม เพราะเป็นคนอารมณ์ดีและรักในการร้องบทกลอน ในทุกสถานการณ์ตาพร้อยขับกล่อมเป็นเพลงบอกได้หมด

                สิ่งที่โสภณชอบมากคือ เวลาตาพร้อยร้องเพลงบอกหยอกตัวเขาเอง แม้จะร้องไม่มีลูกคู่ มีแค่บทกลอนที่ออกจากปากกับฉิ่งเครื่องดนตรีอันน้อย เมื่อเข้าจังหวะสอดรับกัน สร้างรอยยิ้มให้เขาตลอด

                “ ไข่นุ้ยคนนี้หลานบ่าวใครเหอ ว่าเอว่าเห้ หลานบ่าวใครเหอ  ไข่นุ้ยคนนี้หลานบ่าวใครเหอ ว่าทอยช่าช้าเห้ยหลานบ่าวใครเหอ  ตัวดำแต่ดีแล้วมันหล่อ ชาดจริงใจไม่อ้อร้อ ลองมาแลตะ..เว้อ ว่าลองมาแลตะ..เว้อ,ว่าชาดจริงใจไม่อ้อร้อ ลองมาแลตะ..เว้ออออ

                รถไฟกระตุกน้อยๆ ปลุกโสภณให้ตื่นจากความคิด เมื่อรถจอดสนิทเขาย่างเท้าลงจากรถไฟ มุ่งหน้ากลับบ้านด้วยใจเป็นห่วงผู้เป็นตา

                “ยังไม่กลับไปเรียนเหอ (เหรอ) โสภณ?” แม่ส่งเสียงถาม

                “ค่อยกลับต่อเช้า (พรุ่งนี้) วันนี้อยู่กับพ่อแก่ (ตา) อีกสักวัน” โสภณตอบยิ้มๆ

                ชายสูงวัยร่างกายค่อนข้างผอมแต่สีหน้าอ่อนโยนและสดใสนั่งเอนหลังพิงฝาบ้าน  ข้างๆมีกาน้ำร้อนและแก้วน้ำวางอยู่ แสงแดดสะท้อนเข้าบ้านตกกระทบพานเงินที่อยู่ด้านขวามือของตาพร้อย ฉิ่งทองเหลืองเงาวับอยู่ในพานนั้น

                “พ่อแก่ (ตา) มากินข้าวเที่ยง ผมยกมาให้แล้ว” โสภณเดินยิ้มยกจานข้าวมา ตาพร้อยยิ้มรับขยับตัวนั่งขัดสมาธิพร้อมกินข้าวกับหลาน

                “วันนี้ดีใจเห็นหน้าหลานบ่าว ว่าเอว่าเห้เห็นหน้าหลานบ่าว วันนี้ดีใจเห็นหน้าหลานบ่าว ว่าทอยช่าช้าเห้ยเห็นหน้าหลานบ่าว  มันกลับบ้านเพราะขี้คร้านเรียน ถ้ามันไม่พากไม่เพียร สักวันได้นั่ง..หาว ว่าสักวันได้นั่ง..หาว,ว่าถ้ามันไม่พากไม่เพียร สักวันได้นั่ง...หาววว ”  เสียงร้องเพลงบอกออกจากปากสองตาหลานเมื่อกินข้าวเรียบร้อยแล้ว ตาพร้อยร้องนำเสียงสั่นเครือแต่ยังชัดเจนในบทกลอน ส่วนหลานเป็นลูกคู่ตีฉิ่งและร้องรับ หนุ่มสองวัยสีหน้าเป็นสุข

                ฉิ่งทองเหลืองในพานเงินบนโต๊ะอ่านหนังสือสะท้อนแสงกับหลอดไฟนีออนบนเพดานในห้องพัก โสภณนั่งมองคิดถึงผู้ให้

                “พ่อแก่ (ตา) ให้มึงนะ รักษาให้ดี แล้วอย่าลืมกลับมาร้องเพลงบอกให้พ่อแก่ฟังมั่ง(บ้าง)”..คำของตา วันที่เขาลากลับยังก้องอยู่ในหู

                “พ่อแก่ไม่ต้องห่วง ผมจะร้องเพลงบอกพ่อแก่เอง ร้องไปจนแก่เหมือนพ่อแก่เลย..ผมสัญญา ” โสภณพูดกับดนตรีเครื่องน้อยบนโต๊ะ

                เช้าวันใหม่ โสภณแต่งตัวชุดนักศึกษาสะพายกระเป๋าตรงเข้ามหาวิทยาลัย มือข้างซ้ายถือหนังสือเรียน มือขวาลูบไล้กระเป๋าสะพายเหมือนกลัวเครื่องดนตรีชิ้นรักจะหาย

                “วันนี้มีเพลงที่ร้องมานาน ว่าเอว่าเห้ที่ร้องมานาน  วันนี้มีเพลงที่ร้องมานาน ว่าทอยช่าช้าเห้ยที่ร้องมานาน เพลงบอกบ้านเราแสนสำคัญ ขอให้เราทุกคนนั้น อนุรักษ์สืบ..สาน ว่าอนุรักษ์สืบ..สาน, ว่าขอให้เราทุกคนนั้น อนุรักษ์สืบ..สานนนน

                เสียงเพลงบอกผสมเสียงฉิ่งและลูกคู่ร้องรับได้อย่างไพเราะ ดังลอดออกมาจากอาคารไม้หลังเก่าในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นที่ตั้งของชมรมศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน .....