Get Adobe Flash player

กำพริกและไข่น้ำ โดย..เชิงภู

Font Size:

 

                เสียงเครื่องไฟดังไปทั่วบริเวณวัด บริเวณซุ้มกลางลานวัดเต็มไปด้วยร้านค้าขนาดย่อมที่มาปักหลักขายของตั้งแต่เมื่อวานแล้ว รถบัสสีส้มหักมุมเลี้ยวแล้วขับตรงมายังวัดที่ประปรายไปด้วยผู้คนแต่งชุดดำ หลังจากรถจอดสนิทคนส่วนใหญ่ที่แต่งชุดอึมครึมก้าวลงจากรถ ต่างสะบัดขาแขนเพื่อลดความเมื่อยล้า

                สักพักใหญ่ชายสูงวัยเดินตรงเข้าไปยกมือไหว้คนทั้งกลุ่มนั้นและเชื้อเชิญให้เดินตามเข้าไปในวัดยังโรงครัวเพื่อนั่งพักและรับประทานอาหาร บางคนในกลุ่มนั้นแยกตัวเดินตรงเข้าไปที่ศาลาโรงธรรมที่โลงศพตั้งตระหง่านอยู่ ทุกคนเข้าแถวขึ้นโรงธรรมเพื่อไปเคารพผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย

                หลังโรงครัวซึ่งเป็นที่เก็บล้างถ้วยชาม รัตน์เด็กชายวัยสิบขวบและยายปริกสองยายหลานกำลังขะมักเขม้นจัดเก็บล้างถ้วยชามที่ส่งต่อมาจากโรงครัวหลังจากแขกที่มางานกินอิ่มหนำเรียบร้อยแล้ว รัตน์กวาดเศษอาหารลงถังใบใหญ่ แล้วล้างน้ำแรกส่งต่อให้ผู้เป็นยายขัดถูด้วยน้ำยาล้างจาน กะละมังที่สามล้นไปด้วยชามสังกะสี รัตน์วิ่งตรงไปล้างและจุ่มต่อในกะละมังที่สี่ จากนั้นนำขึ้นคว่ำไว้ในตะกร้าสานใบใหญ่

                “ศพเผาต่อใด (เมื่อไหร่) ?” รัตน์เอ่ยปากถามขึ้น

                “ตอรือ (มะรืน) โน่นแหล่ะ วันนี้เพิ่งเข้างาน” ยายปริกยกมือปาดเหงื่อที่หน้าผากและตอบหลาน

                “ล้างชามเข้า อย่าแช (อย่าช้า) กำพริกได้ชิงแน่นอน ไม่ต้องห่วง”ผู้เป็นยายบอก

                เสียงพระสวดดังทั่วศาลาโรงธรรม ผ่านไปสักพักใหญ่ดนตรีเพลงธรณีกรรแสงเริ่มบรรเลง พระเดินสงบออกจากศาลาโรงธรรม ตามด้วยคนแบกโลงศพและขบวนญาติๆต่อท้าย บรรยากาศเปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า

                เสียงเฮดังจากข้างเมรุเผาศพ ส่วนใหญ่เป็นเสียงจากเด็กๆที่สนุกสนานเก็บลูกกำพริก (ลูกกำพรึกหรือกัลปพฤกษ์เป็นเงินเหรียญห่อด้วยกระดาษแก้ว ใช้โปรยทานในงานศพ) มีผู้ใหญ่บางคนก้มลงเก็บด้วยเช่นกัน

                ควันไฟจากท่อเมรุเผาศพลอยคลุ้งสู่เบื้องบนเป็นสัญญาณของร่างกายที่มอดไหม้ ข้างล่างนั้น พานทองในมือของญาติผู้ตายเต็มล้นไปด้วยลูกกำพริกหลากสีจากกระดาษแก้ว เมื่อกำเต็มมือแล้วหว่านออกไป เด็กๆก็กรูกันไปรับอย่างสนุกสนาน สร้างรอยยิ้มเล็กๆในงานโศกให้กับกลุ่มญาติที่ยืนมองดูอยู่

                “ล้างมือล้างตีนก่อนขึ้นบ้านนะไอ้รัตน์” ยายปริกบอกหลานอยู่บนชานบ้าน

                “รู้แล้วครับ” รัตน์พูดพร้อมตักน้ำล้างเท้า

                “ไปชิงกำพริก ได้มากี่บาท?” ยายปริกถามเมื่อรัตน์นั่งพักเรียบร้อยแล้ว

                “ได้หิดเดียว (ได้นิดหน่อย) คนชิงลุยเสียหมด (คนแย่งกันเยอะแยะ)”  รัตน์บอก

                “ไหนนับแลถิ (ไหนนับดูซิ)” ยายปริกพูดพลางแกะกระดาษแก้วออก หยิบเศษเหรียญออกไปวางรวมกัน

                “ได้สิบบาทพอดีเลย” รัตน์เอ่ยยิ้มๆ

                “เก็บสม (สะสม) ไว้เป็นเบี้ย (เงิน) ขวัญถุง ก็ดีนะ” ยายปริกบอกหลาน “กำพริก หรือกำพรึก หรือเรียกอีกอย่างว่า กัลปพฤกษ์ หมายถึงต้นไม้ในเมืองสวรรค์ ต้นไม้นี้ใครอยากได้ไอ้ไหร (อะไร) ก็จะได้สมใจ เบี้ยกำพริก ถ้าเก็บไว้เป็นขวัญถุง จะทำให้เราเก็บเบี้ยได้เพิ่มมากขึ้น” ยายปริกเล่าและสอนหลาน

                “แล้วถ้าผมเอาไปจ่ายได้ม่าย (ได้ไหม) ? ” รัตน์ถามยายเบาๆ

                “จ่ายได้ ไม่พรือไหร (ไม่เป็นไร)” ผู้เป็นยายบอก

                ท่ามกลางแดดจ้า เด็กชายตัวน้อยใส่หมวกลูกเสือใบเก่า เสื้อยืดตัวคล้ำและกางเกงนักเรียนตัวเก่ง รองเท้าที่ยาวเลยเท้าดีดดังปั๊บๆ ยามย่างเดิน เดินหิ้วถุงพลาสติกใบน้อยที่ข้างในมีไข่สองฟอง สีหน้าดูมีความสุข

                “ผมอยากกินไข่น้ำครับ” รัตน์ที่เหงื่อโชกยื่นถุงไข่ให้ยายปริก

                “อ้อ! ที่เดินหายไปเนี่ย ไปซื้อไข่เหอ (เหรอ) ?” ยายปริกถามพร้อมกับรับถุงไข่

                “ครับผม! เอาเบี้ยที่ชิงกำพริกได้ไปซื้อ สิบบาทได้ไข่สองหนวย (ได้ไข่สองฟอง)” รัตน์บอกยิ้มๆ

                เสียงซดดังโฮกดังจากเด็กชายตัวน้อย ยายปริกอมยิ้มกับการกระทำนั้น ไข่น้ำใบตำลึงข้างรั้วหอมฉุย รัตน์ตักไข่น้ำราดบนข้าวหุงสุกใหม่ควันยังคงลอยกรุ่น ทั้งไข่และใบตำลึงที่กอดเกลียวกันอยู่บนข้าวในช้อนของรัตน์ เด็กชายเป่าพอควันร้อนจางส่งเข้าปากเคี้ยวแก้มตุ่ม ไม่สนใจแกงน้ำเคย (แกงไตปลา) ในถ้วยข้างๆเลย

                เช้านี้รัตน์ลืมตาตื่นเพราะเสียงเรียกหายายปริกดังจากหน้าบ้าน เด็กชายสะลึมสะลือออกจากที่นอน สวนกับยายปริกที่เดินเข้าบ้าน

                “ใคร? มาเรียกทำไหร (ทำอะไรแต่เช้า?” รัตน์พูดพลางหาวพลาง

                “เขามาบอกว่าพ่อผู้ใหญ่ตายแล้ว ให้ไปช่วยล้างชามในงานศพ” ยายปริกบอก

                “งานนี้เค้าหว่านกำพริกม่าย..”

 

--------------------------