Get Adobe Flash player

หัวเหลี่ยม...ซี้ปังเท้า ! โดย ป. ปัญญาชน

Font Size:

ก่อนอื่น...ผมต้องขอขอบคุณแฟนๆหลายท่านที่ได้กรุณาเขียนเรื่องราวต่างๆมา ร่วมกับคอลัมน์นี้ ตามที่เราได้อ่านไปตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมา ยอมรับว่าแต่ละท่านมีลีลาลวดลายแตกต่างกันไปทำให้เราได้อ่านกันจนเพลิน.. คลายเหงาไปได้อย่างดียิ่ง... เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงได้รับรสชาติทั้งบรรยายกาศกลิ่นไอภาคใต้และอีสานบ้าน เรา น่าประทับใจจริงๆ ครับพ๊ม ! ... ข อ บ คุ ณ อี ก ค รั้ ง ....

               ความจริงต้องขออภัยแฟนๆอีกหลายๆท่านที่ผมไม่ได้บอกล่วงหน้า เห็นปะหน้ากันทีไรถามว่า ออกไปแล้วหรือ? ทำไม ไม่เขียนเรื่องสั้นอีก โถ..ใจเย็นๆครับ ผมยังอยู่...ที่นี่...รับใช้ท่านผู้อ่านไม่ได้ไปไหนครับ เพียงแต่ให้โอกาสคนอื่นก่อนเท่านั้นเอง

               ส่วนเรื่องที่จะให้ผมเปิดสายด่วนเพื่อคนขี้เหงานั้น ความจริงก็อยากจะทำเหมือนกันเพราะเห็นผู้สูงอายุที่นี่ อยู่กันอย่างโดดเดี่ยวแถมไกลบ้านด้วย น่าเห็นใจและเข้าใจท่านดี แต่..ผมจะต้องมีทีมงานและอย่างอื่นอีกมากมาย อย่างไรก็ตามขอให้ผมลองปรึกษาเพื่อนๆที่มีจิตอาสาทั้งหลายดูก่อนว่าจะเป็นไป ได้แค่ไหนและอย่างไร...

               ดังนั้นขอแจ้งให้ทราบตรงนี้เลยนะครับ หากท่านใดที่อยากมีส่วนร่วมในการเป็นเพื่อนแก้เหงา เป็นเพื่อนไกลบ้าน ส่งเรื่องสั้นของท่านมาร่วมกับเราได้ตลอดเวลา เพียงแต่เรื่องราว สำนวน ลีลา อย่าได้ขี้เหร่จนเกินไป รับรองผมลงตีพิมพ์ให้แน่นอน แต่เราสงวนสิทธิ์ที่จะไม่ลงตีพิมพ์เรื่องใดเรื่องหนึ่งหากเห็นว่ายังไม่ เหมาะสม ซึ่งผมจะตอบท่านเป็นการส่วนตัวเลยครับ

               บ่องตง..เอ๊ยขอโทษ บอกตรงๆ.. ผมไม่ได้คาดหมายมาก่อนว่าจะมีแฟนๆส่งเรื่องสั้นมาร่วมในคอลัมน์นี้ดังที่เห็นในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันแบบนี้ เลยขอถือโอกาสเชิญชวนท่านผู้อ่านที่มีใจชอบขีดๆเขียนๆหรือมีพรสวรรค์ด้านนี้

               ลองส่งจินตนาการ..เรื่องจริงหรือจริงผสมจินตนาการ ส่งมาร่วมกับเราได้เสมอในรูปแบบของเรื่องสั้น ความยาวไม่เกินห้าหน้า ส่งทางอีเมล์หรือ จดหมายก็ได้สำหรับท่านผู้อาวุโสที่ไม่สะดวกใช้คอมพิวเตอร์ ส่วนแฟนๆที่อ่านทางเวปไซต์ของหนังสือพิมพ์เสรีชัย (sereechai.com) ส่งเรื่องมาทางอีเมล์ครับ สะดวกดี อย่าลืมบอกด้วยว่าจะใช้ชื่อจริงหรือนามปากกาให้ทราบด้วยครับ !

 

               อาเจ็ก จิว หรือ คุณอา จิว ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านเดินทางออกจากหนานจิงประเทศจีนสมัยสงครามโลกครั้งที่สองโน้น นั่ง เรือใบรอนแรมในมหาสมุทรเป็นเวลาแรมเดือน ต้องโต้คลื่นหัวปักหัวปำกว่าจะถึงเมืองไทย เวลานั้นไม่คิดว่าจะรอดตายมาได้ อาหารก็หมดแม้แต่น้ำดื่มไม่มีเหลือ ต่างคนต่างหมดหวังเหมือนกำลังรอคอยความตาย เด็กๆและคนจำนวนมากต้องร้องไห้ระงม เนื่องจากความหิวโหยและอดน้ำ

               ที่ร้ายกว่านั้น ต้องคอยหลบคอยลุ้นไม่ให้เจอเรือหรือทหารญี่ปุ่น หากเจอก็อาจโดนถล่มยิงตายหมดทั้งลำ ก่อนเดินทางได้พบกับเรืออีกลำพวกเขาเล่าให้ฟังว่า

               "หากเจอทหารญี่ปุ่นตอนนั้นจะต้องโดนฆ่าตายหมด เพราะพวกทหารพวกนี้ใจคอโหดร้ายผิดมนุษย์ ถ้าเป็นหญิงสาวก็ถูกจับไปข่มขืนอย่างทารุณ" 

 

               ชายชราหยุดถอนหายใจก่อนจะเล่าต่อให้ฟังว่า ในที่สุดอาเจ็กจิวก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคมาได้อย่างหวุดหวิดชนิดเรียกได้ว่า ต้องนอนสลบไสลอยู่ในเรือก่อนจะลุกขึ้นเหยียบแผ่นดินไทยด้วยซ้ำ

               พอขึ้นแถวบางรักดีใจเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ กว่าจะออกมาได้จากที่ตรวจคนเข้าเมืองเล่นเอาแทบตายเหมือนกัน เนื่องจากต้องรอคนรู้จักมารับรอง ความจริงก็ไม่รู้จักใครหรอก เพียงแต่ขอญาติผู้โดยสารคนหนึ่งที่รู้จักบนเรือนั่นแหละให้ช่วยเหลือเป็นผู้ รับรองแทน...

               เชื่อไหม...ขณะนั้นยอมรับว่า พอเห็นแผ่นดินไทยแผ่นดินทองแล้วถึงกับร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้มเลย เพราะดีใจอย่างมากที่ได้เห็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ สมกับที่บอกว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ผู้คนก็ใจดี ขนาดไม่รู้จักกันเลยยังให้ข้าวให้น้ำกิน ตั้งแต่มื้อแรกในเมืองไทย อาเจ็ก จิว ได้แต่บอกตัวเองว่า "เรารอดตายแล้ว"

               จาก นั้น อาเจ็ก คุณอา จิว บอกว่า ได้ไปอาศัยและทำงานอยู่ย่านคนจีนตรงบริเวณถนนราชวงศ์ใกล้เยาวราช เป็นจับกัง กรรมกรรับจ้างแบกของทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นกระสอบข้าวสารขึ้นรถหรือถ่านไม้ก้อนเล็กๆเป็นกระสอบๆเพื่อนำไป เป็นเชื้อเพลิงในร้านซักรีด ซักแห้ง อะไรทำนองนั้น

               เพื่อให้สั้นเข้า อาเจ็ก จิว จับพลัดจับพลูได้ เพนิซิลิน ยาปฏิชีวนะซึ่งหายากมากในเวลานั้น จำนวนหนึ่งราคาแพงมากจากตลาดมืดแห่งหนึ่ง ด้วย ความไม่รู้นี่เอง เลยรับมาจำหน่ายตรงหน้าวัดสามปลื้ม นั่นแหละ..เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตอาเจ็กจิว ปรากฏว่าจากยาที่ซื้อมาจากตลาดมืด ขายได้กำไรกว่าแปดหมื่นซึ่งเงินจำนวนแปดหมื่นบาทนั้นหากเทียบกับสมัยนี้คง ต้องตกประมาณหลายล้านบาท

               จากความที่ไม่เคยเข้าโรงเรียนอะไรทั้งนั้น ยิ่งภาษาไทยด้วยแล้ว เขาเพียงพูดได้บางประโยคเท่านั้นในขณะนั้น เรื่องการเขียนการอ่านภาษาไทยคงไม่ต้องพูดถึง ด้วยเหตุนี้เขาจึงสามารถซื้อห้องแถวในย่านสำเพ็งได้ห้องหนึ่งด้วยเงินสด ไม่มีเช็คเพราะเขียนไม่เป็น..

               พูดถึงสำเพ็ง เมื่อสมัยนั้นเป็นแหล่งชุมชนที่หนาแน่นของชาวจีนจนได้ขนานนามว่า "ไก่บินไม่ตกพื้น" เพราะบ้านหรือห้องแถวแต่ละหลังปลูกติดกันจนหลังคาเป็นแถวติดกันยาวยืด แถมยังมีซ่อง โสเภณี มีชื่อหลายสำนักโด่งดังมากในสมัยนั้น

               ..ต่อมาได้กลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด มีทั้งร้านขายปลีกและยี่ปั๊ว ขายส่งและนำเข้าจากต่างประเทศทั้งเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคและผ้าทุกชนิดทั้ง จากที่ผลิตในประเทศหรือต่างประเทศ ที่ผลิตในประเทศส่วนมากจะเป็นพวกผ้าดำเป็นพับๆ ร้านตัดเสื้อผ้าหรือโรงงานก็จะไปหาซื้อมาตัดเป็นผ้าถุง นับว่าเป็นตลาดซื้อขายที่คึกคักเกือบตลอด 24 ชั่วโมงทีเดียว

               อา เจ็ก จิว ได้ก้าวจากการเป็นจับกังกรรมกรแบกหามแถวราชวงศ์มาเป็นเถ้าแก่ใหญ่ที่มี ธุรกิจเครือข่ายมากมายจนตัวเองแทบจำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง

               ลูกหลานรุ่นต่อๆมาต่างก็ได้รับการศึกษาสูงๆกันทั้งนั้น รับหน้าที่ไปควบคุมดูแลในด้านต่างๆ ตัวเขาเองกลายเป็นประธานใหญ่ของเครือข่ายธุรกิจใหญ่โตไปด้วย ทั้งๆที่อาเจ็ก จิว เขียนและอ่านไม่ได้ นอกจากเซ็นชื่อเป็นอย่างเดียว

               ถ้าถามอาเจ็กจิวว่า อะไรทำให้ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจต่างๆ เขามักจะบอกทีเล่นทีจริงว่า

               "ทุกอย่าง ชะตาฟ้าลิขิตทั้งนั้น ที่ทำสำเร็จได้เพราะความไม่รู้นั่นเอง หากมีความรู้มากก็จะกลัวไปหมด คนอย่างอั๊ว มาจากเมืองจีน มีแต่ตัว จะไปกลัวอะไร อย่างมากก็กลับไปเหมือนเดิม"

               แต่สิ่งหนึ่งที่อาเจ็กจิว มักจะย้ำหนักหนากับลูกๆหลานๆว่า

                "เรามีชีวิตรอดมาได้ และมีทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ เพราะแผ่นดินไทยให้ความเมตตาแก่ครอบครัวเรา ดังนั้นอย่าได้เนรคุณแผ่นดินที่ให้โอกาส วันใดที่คิดคดทรยศ วันนั้นจะเป็น วันพินาศของทั้งครอบครัว ของตระกูลเราทั้งหมด จำไว้"

               "ป๊า..คืนนี้พวกเราจะไปเลี้ยงเจ้าทอมมี่ ป๊าจะไปด้วยไหม" เจ้าตี๋ลูกชายถาม

               "จ้างอั๊วก็ไม่ไปกับมันแล้ว คนอะไรวะ ! ไอ้นี่ ซี๊ปังเท้า หัวสี่เหลี่ยม"

               เจ้าตี๋ถามด้วยความสงสัย

               "อะไรครับป๊า เจ้า ซี๊ปังเท้า มันเป็นอย่างไง"

               "วันนั้นอั๊วอุตส่าห์พามันไปกินข้าวกับผู้หลักผู้ใหญ่ มีอย่างที่ไหนวะ..พวกเราต่างเอาใจมันหยิบโน่นหยิบนี่ใส่จานให้มันกินให้มัน ชิม มันโหโมใส่เราอีก ถามไอ้เปี๊ยกดูดิ มันแปลให้ฟังว่า มันไม่กินทะลึ่งตักให้ทำไม..มันโมโห...เดินออกจากโต๊ะไปเลย ทำให้อั๊วเสียหน้าหมดเลย"

               ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาอั๊วไม่ไปกินข้าวกับพวกนี้อีกเลย เอาแบบนี้ละกัน คืนนี้ลื้อแก้เผ็ดมันหน่อยแทนอั๊วได้ไหม

               "ทำไงครับ ป๊า"

               "ลื้อ ก็ให้พวกเราสั่งอาหารให้เต็มโต๊ะเลย บอกเจ้าของภัตตาคารด้วยว่า ไม่ต้องเอาช้อนชามอะไรให้มัน พอเราเริ่มกินกันก็ไม่ต้องไปสนใจมัน หากมันถามหรืออยากกินก็บอกให้เอาเมนูมาดู มันอยากกินอะไรก็ให้มันสั่งกินคนเดียว"

               เจ้าตี๋ชอบใจ หัวเราะลั่นห้อง

               "ดี ดี ป๊า ชอบ ต้องสอนมันให้รู้จักธรรมเนียมเราบ้าง มีอย่างที่ไหน สงสัยบริษัทหรือฝรั่งพวกนี้มันไม่เคยก้าวออกจากบ้าน ไม่รู้ธรรมเนียมคนอื่นบ้างเลย น่าหมั่นไส้จริงๆ มีอย่างที่ไหน ป๊าและเพื่อนๆอุตส่าห์จะเอาใจมัน มันหาว่าเราไม่มีมารยาท"

 

                โธ่เอ๊ย...รู้จักพ่ออั๊วน้อยไปหน่อย ! !