Get Adobe Flash player

ซื้อปลาที่เสกัก โดย..เชิงภู

Font Size:

 

                อาทิตย์อ่อนแสงเพราะเย็นมากแล้ว ลมยามเย็นเริ่มพัดผ่าน ขนำหน้าบ้านใต้ต้นชมพู่ เท้าที่เลยพ้นตะแคร่ออกมากระดิกอย่างสบายอารมณ์  บนหลังคาขนำเต็มไปด้วยใบและเกสรชมพู่ บนพื้นดินลูกชมพู่สุกหล่นเกลื่อน มดแดงเอวคอดไต่ผ่านไปมา

                “ อุบ๊ะ!! หล่นได้หล่นดี (ร่วงได้ร่วงดี) ตกใจแรง” ขามพูดไม่สบอารมณ์เมื่ออยู่ๆลูกชมพู่ร่วงกระทบหลังคาสังกะสี  “ ค่อนทุ่มดีหวามึ้ง (โค่นทิ้งดีกว่ามั๊ง)” ขามยังคงบ่นต่อ

                ชายผ้าถุงวับๆแวมๆอยู่ประตูหน้าบ้าน ยายมีที่ปากแดงสดด้วยน้ำหมากเดินเลี้ยวเข้ามา ขามลุกขึ้นนั่ง ยายมีมองมานิดเดียวก็เดินผ่านไปพร้อมส่งเสียงเรียกคนในบ้าน

                “ แย้มๆ อยู่ม่าย (อยู่ไหม)?” ยายมีส่งเสียงเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบรับ

                “ แล้วคนนั่งอยู่นิ...ไม่ถาม” ขามพูดเสียงดัง “ ไม่อยู่ครับผม อยู่แต่น้าปลา ยายธุระไหร(ยายมีธุระอะไร)?” ขามถาม แต่ยายมีไม่ตอบกลับเพราะไม่ค่อยชอบขี้หน้าเด็กหนุ่มในขนำที่ชอบทำทะเล้นใส่บ่อยๆ “ ไร้เสียงตอบรับ หุหุ” ขามล้อยิ้มๆ

                “ ยายมีไหรคะ(ยายมีอะไรคะ)?” ลูกปลาเดินออกมาถาม

                “ ยายยืมรถรุนที (ยายยืมรถเข็นสักหน่อย) ต่อเช้าเอาผักไปขายที่เสกัก ขึ้นรถหก(พรุ่งนี้เอาผักไปขายที่เสกัก ขึ้นรถไฟหกโมงเช้า) ยืมรถรุนไปใส่ผักรุนไปถานนีรถไฟ (ยืมรถเข็นไปใส่ผักเข็นไปสถานีรถไฟ) รถรุนยายยางแบน” ยายมีตอบ

                “ ไอ้ไหรเสกักๆ เหล้าเหอ(อะไรเสกักๆ เหล้าเหรอ )  เสกักกินคนเดียวเมาแพล็ดๆน้าน(สี่กั๊กกินคนเดียวเมามากเลยนะ)” ขามพูดยิ้มๆ

                “ มึงอย่ามาแหลงเปรตๆกับกู (อย่ามาพูดบ้าๆกับกู)” ยายมีทำตาขวางหันมาว่าขาม

                “เอ๊า!! แล้วกัน ว่าแหล่ะหล่าว (ว่าอีกแล้ว)” ขามพูดจบก็เอนหลังลงนอนบนตะแคร่เหมือนเดิม

                ลูกปลาอาสาเข็นรถไปให้ที่บ้าน ถึงบ้านยายมี หน้าชานบ้านเต็มไปด้วยผัก ทั้งยอดกระถิน ผักตำลึง ผักบุ้ง ลูกเนียง (ผักนิยมรับประทานทางภาคใต้ของไทย นิยมรับประทานเป็นผักสด ใช้ลูกอ่อนปอกเปลือกจิ้มน้ำพริก หรือรับประทานร่วมกับอาหารรสเผ็ด) สะตอฝักเขียว และหัวมันขี้หนู(มันหัวเล็กขนาด2-3 เซนติเมตร รูปร่างเรียวหัวท้าย เปลือกสีดำมีทั่วไปทางภาคใต้)

                “ ผักลุยเสียแหม็ด (ผักเยอะเลย) แล้วยายไปขายกับใคร?” ลูกปลาถาม

                “ไปคนเดียวนี่แหล่ะ” ยายมีบอกเคี้ยวหมากจั๊บๆ

                หัวมันขี้หนูใส่กระสอบปุ๋ยมัดปากแน่น  ลูกเนียงและสะตอแยกใส่อีกกระสอบหนึ่ง ผักบุ้งพรมน้ำจนฉ่ำห่อด้วยกระสอบปุ๋ยผูกด้วยเชือกกล้วยจนแน่น ส่วนกระถินกับผักตำลึง กำได้พอดีมือแล้วใช้กาบกล้วยห่อเข้าตรงกลางกลัดด้วยไม้กลัดทางมะพร้าวอันยาว กระสอบปุ๋ยแผ่ลงกับพื้นวางกำกระถินกับตำลึงลงตามขวางพรมน้ำจนฉ่ำห่อกระสอบปุ๋ยปิดไว้และรัดด้วยเชือกกล้วย

                ผักทุกอย่างวางเรียบร้อยอยู่ในรถเข็นใต้หลังคาหน้าชานบ้าน พร้อมสำหรับเข็นไปสถานีรถไฟประจำหมู่บ้านตอนรุ่งสาง

                “ ยายเห็นยอดหัวครก (ยอดมะม่วงหิมพานต์)ข้างดม(แนวป่าเล็กๆแสดงอาณาเขตที่ดินหรือที่บ้าน) ต่อเช้าเก็บไว้ให้ยายที(พรุ่งนี้เก็บไว้ให้ยายนะ)” ยายมีบอกก่อนลูกปลาจะเดินออกจากบ้าน ลูกปลาพยักหน้ายิ้มให้

                ใกล้รุ่งเสียงหมาเห่าไม่ไกลจากบ้านมากนักดังระงมปลุกให้ลูกปลาตื่น เธอรู้ได้ทันทีว่าคงใกล้เช้าแล้ว และยายมีคงเข็นรถออกจากบ้านแล้ว

                บ่ายคล้อยหลังบ้านที่ต้นหัวครกเรียงราย บนต้นขามตั้งหน้าตั้งตาหักยอดอ่อนทิ้งลงใต้ต้น ส่วนลูกปลาคอยเก็บใส่กะละมัง ขามปีนขึ้นต้นนั้นลงต้นนี้จนครบทุกต้นลงมายืนปัดมดแดงออกจากตัว

                “ มดแดงลุยจริง (มดแดงเยอะจริง) ขบ (กัด) เปรี้ยวทั้งตัวแล้ว” ขามบ่นสองมือปัดป่ายเสื้อผ้าและผม

                ลูกปลาลากกะละมังที่เต็มไปด้วยยอดหัวครกไปข้างบ่อน้ำ ตักน้ำจากบ่อใส่ลงจนเต็ม ส่ายยอดหัวครกล้างเบาๆ ก่อนวางให้สะเด็ดน้ำบนตะแคร่ข้างบ่อและคว่ำกะละมังไว้ข้างๆ

                “ อัยยา!! ได้ลุยเลย (ได้เยอะเลย)” ยายมีพูดเมื่อเดินเข้ามาถึง

                “ ยายเอาไปขายก่อนนะ ค่อยเอาเบี้ย (เงิน) มาให้” ยายมีพูดพลางหงายกะละมังขึ้นและเก็บยอดหัวครกลงใส่กะละมังเหมือนเดิม

                “ อ้อ! เฉียดลืม (เกือบลืม) ได้ยินแม่มึงบ่นอยากกินแกงปลาหัวโม้ง(ปลาหัวอ่อน ปลามีเงี่ยง ไม่มีเกล็ดคล้ายๆ กับปลาแขยงหรือปลากดแต่โตกว่าปลาแขยงและเล็กกว่าปลากด) วันช้ายๆ   (ตอนบ่ายๆ) เค้าขายที่เสกัก ไปซื้อมาแกงให้แม่ตะ (ซิ) ” ยายมีหันมาบอก

                “ ไปขาม ไปเสกักกัน” ลูกปลาเอ่ยชวน

                “ ที่ไหนล่ะ? เสกัก!!”

                “ หลาดเมืองลุง (ตลาดเมืองพัทลุง) นั่นแหล่ะ !!”