Get Adobe Flash player

หวันมุ้งมิ้ง...บนยอดภู โดย..เชิงภู

Font Size:

 

                มองดูดวงดาวก็คงเป็นดาวดวงเดียวกัน...มองดูดวงจันทร์ก็เหมือนกับจันทร์ที่บ้านเรา

ยามนี้ฉันเหงาคิดถึงบ้าน. เสียงเพลงผสมเสียงกีตาร์ดังมาจากกลุ่มนักศึกษาชายใกล้เต็นท์นอนข้างๆตัวอาคาร

                เพราะวันนี้ทุกคนในค่ายเหน็ดเหนื่อย แต่ก็ทำงานได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ บริเวณรอบๆโรงเรียนถูกถากถางตัดตกแต่ง ปลูกต้นไม้ใหม่เป็นแนวสวยงาม ทุกอย่างดูเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น การก่อสร้างห้องสมุดคืบหน้าไปเยอะมาก  ทรายกองใหญ่อยู่ด้านข้างห้องสมุดพร้อมใช้งานทำการก่อสร้างและเกลี่ยตกแต่งปรับพื้นที่

                ตกเย็นหลังเล่นน้ำกันที่ลำธารด้านล่างเสร็จ สมาชิกในค่ายได้พักผ่อนตามอัธยาศัย บางกลุ่มที่มีเวรทำอาหารเย็นก็ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขัน  กลิ่นหอมของกับข้าวโชยยั่วต่อมหิวของทุกคน และเช่นเคย...ทุกคนร่วมวงกินข้าวที่โรงอาหารนั้น

                หลังอาหารมื้อเย็นก็ใกล้ค่ำแล้ว ประธานชมรมให้ทุกคนพักผ่อนตามสบาย เพราะเหนื่อยมาทั้งวันจึงไม่มีกิจกรรมอะไรในหัวค่ำของคืนนี้

ลูกปลาเดินแจกขนมให้สมาชิกค่ายตามมุมต่างๆ ที่แยกย้ายกันพักผ่อน ส่วนมากสาวๆจะนอนเล่นพักผ่อนกันในตัวอาคาร

ลูกปลาเดินตรงไปที่อาคารพักของนักศึกษาชาย  หลายคนกำลังจับกลุ่มกันสกรีนเสื้อค่ายเพื่อใช้เป็นเสื้อที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งได้มาออกค่ายที่นี่ บางกลุ่มพูดคุยกันออกรสนั่งบ้างนอนบ้าง  และกลุ่มใกล้เต็นท์นอนบนสนามข้างอาคาร กำลังครวญเพลงและดีดกีตาร์อย่างชำนาญ 

ตะวันใกล้ตกเขาเต็มที  บริเวณโรงเรียนเริ่มสลัวๆ มองไปไกลๆ เห็นแต่เงาต้นไม้พุ่มไม้  หรีดหริ่งเรไรเริ่มทำงาน ร้องระงมบ่งบอกถึงเวลาราตรีจะเริ่มขึ้นแล้ว

หลังแจกขนมเสร็จลูกปลาเดินกลับที่พักตัวเอง เธอเปิดประตูห้องกำลังจะเดินเข้าไปแต่หางตาเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคน ลูกปลาเพ่งมองก่อนเดินเข้าไปหา

“ ใครน่ะ? ” ลูกปลาส่งเสียงถาม  “ อ้อ!! น้องเพลินนั่นเอง หวันมุ้งมิ้ง (โพล้เพล้ใกล้ค่ำ) มานั่งทำไอ้ไหร (อะไร)  คนเดียวล่ะ?” ลูกปลาถามน้องใหม่ปีหนึ่ง ที่เป็นคนเงียบๆ แต่ทำงานไม่เคยปริปากบ่น

“ คิดถึงบ้านค่ะพี่ ยิ่งเวลาหวันมุ้งมิ้ง (ใกล้ค่ำ)  คิดถึงอย่างแรง ” เพลินสาวน้อยปีหนึ่งตอบ

“ บ้านน้องเพลินอยู่ไหน?” สาวรุ่นพี่ถาม

“ อยู่ตรังค่ะ” เพลินตอบเบาๆ  “ บ้านน้องอยู่บนเขา คล้ายๆกับแบบนี้เลย แต่ที่นี่ดีหวาลุย (ดีกว่าเยอะ) ที่นี่มีน้ำมีไฟฟ้าใช้ แต่ที่บ้านน้องประปาไม่มี ไฟฟ้าหาม่าย (ไม่มี)  ต้องตามเกียง (ใช้ตะ เกียง)  ” สาวน้อยเล่าให้ฟัง

“ น่าแปลกจัง สมัยนี้ไม่น่าไม่มีน้ำประปา  ไม่มีไฟฟ้าใช้นะ ” ลูกปลาพูดอย่างแปลกใจ

“ บ้านน้องนี่แหล่ะ ไม่มี ของจริงเลย หมู่บ้านอื่นเค้ามีกันหมดแล้ว หมู่บ้านน้องเป็นหมู่บ้านสุดท้ายที่ทั้งน้ำและไฟฟ้ายังไปไม่ถึง” เพลินยืนยัน

...พอหวัน  (ตะวัน) ตกดิน เสียงเรไรก็ร้อง ทั่วหมู่บ้านเงียบเชียบยังกับหมู่บ้านร้าง แต่ละบ้านมีแสงสว่างสีเหลืองเล็กๆจากไฟตะเกียง ถ้าคืนไหนเดือนมืดมองไปนอกบ้านดำสนิท แต่ถ้าคืนเดือนแจ้งเห็นแต่เงาตะคุ่มๆของต้นไม้  กลางคืนน้องอ่านหนังสือเรียนก็ใช้ตะเกียง  บางช่วงอ่านหนังสือหนักหน่อย เผลอสัปหงก ไฟตะเกียงไหม้ผมก็มี  บ้านน้องไม่มีโทรทัศน์ ทั้งหมู่บ้านมีโทรทัศน์ขาวดำอยู่แค่เครื่องเดียวที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน เห็นบอกว่าใช้ไฟแบตเตอรี่ดูน่ะ  ส่วนน้ำ..ดีหน่อยที่ข้างบ้านมีห้วยเล็กๆ น้ำใสไหลเย็น ตลอดปี มีให้ใช้ไม่ขาด แต่บางปีก็แห้งจนน่าใจหายเหมือนกัน สรุปแล้วบ้านน้องเหมือนหมู่บ้านเล็กในป่าใหญ่ อยู่กันอย่างเรียบง่าย อยู่กับธรรมชาติ ตอนเช้าๆ ตื่นขึ้นทำกับข้าว อาบน้ำ กินข้าวเสร็จก็ปั่นจักรยานลงจากเขาไปเรียน วันหนึ่งๆปั่นเป็นสิบกิโล  เพื่อนจะล้อว่า “ เด็กบนเขา ” แต่สุดท้ายเมื่อผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยออกมา เด็กบนเขาคนนี้ก็สอบเข้าได้คนเดียว......เพลินสาวน้อยปีหนึ่งเล่าอย่างเป็นสุขเมื่อรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายรับฟัง

“ ฟังดูแล้ว น่าอยู่นะ น้ำใช้ไปตักจากในห้วยเหรอ?” ลูกปลาถาม

“ ใช่แล้วค่ะ ตักใส่ตุ่มไว้ น้ำอาบก็ตักใส่ตุ่ม นุ่งกระโจมอกอาบกันกลางแจ้งเลย ” เพลินเล่ายิ้มๆ

“ แล้วน้ำกินล่ะ?” ลูกปลายังคงซักต่อ

“ น้ำกินเป็นน้ำฝนค่ะ มีตุ่มหลายหนวย (ใบ) ข้างบ้าน รองน้ำฝนไว้กินได้ตลอดปี” เพลินตอบ

“โรงเรียนประถมที่หมู่บ้านหนูก็ทรุดโทรมแล้วเหมือนกัน ปีหน้าจัดออกค่ายไปสร้างโรงเรียนที่หมู่บ้านหนูซิ แล้วพี่จะได้เห็นหมู่บ้านเล็กๆ บนภูสูง ” เพลินเอ่ยชักชวน

“ ก็น่าสนใจนะ เดี๋ยวจะเอาเข้าที่ประชุมของชมรม ” ลูกปลาบอก

ใบไม้แกว่งไกวเหมือนหยอกเย้าลมค่ำที่พัดผ่าน ลูกปลายืนมองทิวทัศน์เบื้องหน้าที่ตอนนี้เป็นเงาทะมึนแผ่กว้างอย่างกับผืนป่าและผืนฟ้ากลมกลืนเป็นผืนเดียวกัน ค่ำคืนเริ่มต้นแล้ว เสียงเพลงและเสียงกีตาร์ยังคงดังมาจากอาคารฝั่งโน้น

..ภูเขาแสนงามยิ่งในยามที่มีฝนพรำ ผีเสื้อดอกไม้ร่ายรำชอบฝนพรำทำให้ผมเธอเปียก...