Get Adobe Flash player

ฝนขึ้นขี้ !! โดย..เชิงภู

Font Size:

ใบหูกวางสีส้มอมเหลืองร่วงหล่นค้างเติ่งอยู่บนเป้ใบเก่าที่วางอยู่บนเก้าอี้ไม้ใต้ต้น ใบแล้วใบเล่าจนเกลื่อนพื้น  พ้นจากต้นหูกวางไปไม่เท่าไหร่เป็นคูเล็กแต่ลึกพอสมควรมีน้ำใสไหลเอื่อย บนคูน้ำถูกพาดด้วยท่อนไม้หมากแข็งแรงเพื่อเดินผ่านไปมา ข้ามพ้นผ่านคูน้ำก็ถึงรางรถไฟและสถานีเล็กย่อยของหมู่บ้านที่มีสภาพเป็นเพิงไม้หยาบๆ

            ผู้โดยสารสามคนนั่งอยู่ด้านในเพิงมองดูทุ่งกว้างด้านหลังเพิงไม้ที่ข้าวแตกกอเขียวสด ใบไหวระริกยามต้องลม ลูกปลา แม่ และขามกำลังนั่งรอรถไฟเพื่อเดินทางเข้าตัวเมือง และจะต่อรถไฟเข้าสู่เมืองหาดใหญ่

            “ ขาม เป้น้าอยู่ไหน?” ลูกปลาถามหลานชาย

            “ อ้าว..ลืมเลย ผมลืมไว้ใต้ต้นหูกวาง ไปเอาให้นะ!!” พูดจบขามรีบวิ่งออกไป

            “ โน่นรถแปด (รถไฟขบวนท้องถิ่นช่วงแปดโมงเช้า) มาแล้ว” แม่ส่งเสียงบอก

            รถไฟขบวนสั้นแค่สามตู้ที่ดูเก่าสีซีดจางจอดรับผู้โดยสารสามคน แล้วเลื้อยต่อไปอย่างขี้เกียจ มีที่นั่งว่างเปล่ามากมายบนขบวนรถ ทั้งสามคนเลือกนั่งริมหน้าต่าง รถไฟแล่นไปได้แค่หน่อยเดียวแดดที่เคยจ้าดับวูบหาย ผ่านไปแค่แป๊บเดียวเมฆดำคล้ำลอยเต็มฟ้า

            “ ไอ้ไหรวะแดดออกอยู่เดียวจัยนิ มืดฝนแล้ว (อะไรวะ แดดออกอยู่เมื่อตะกี้ฟ้ามืดแล้ว) ” ขามบ่นเบาๆ

            “ ขี้ฝน (ก้อนเมฆสีทึบก่อตัวก่อนฝนตก)เต็มเลย ” แม่ที่ชะเง้อหน้าออกไปมองที่หน้าต่างพูดบอก

            รถไฟชะลอจอดหน้าสถานีในตัวเมืองโดยปราศจากฝนลงเม็ด สามคนลงจากรถเดินตรงเข้าไปซื้อตั๋วเพื่อนั่งรถไฟขบวนต่อไป นั่งรอไม่นานรถไฟขบวนใหม่ก็จอดเทียบชานชาลา ลูกปลานำหน้าแม่และหลานชายขึ้นบนขบวนรถ

            “ นึกว่าฝนจะตก ฟ้าหวาง (ฟ้าสว่าง) ออกแล้ว” แม่บอกทุกคน

            “ ขนาดฟ้ายังห๊ก (โกหก) ฝนยังเท็จ เอาอะไรกับคนเรา นะป้านะ” ขามพูดพลางพยักพเยิดกับผู้เป็นป้า

            “ รู้จักแหลง (พูด) นะมึง” ป้าแย้มพูดยิ้มๆ

            ณ สถานีรถไฟหาดใหญ่ที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนทั้งผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร สามคนลงจากขบวนรถและเดินออกจากสถานีตรงไปขึ้นรถโดยสารคันเล็กเพื่อมุ่งหน้าไปสงขลา ลูกปลานั่งกอดเป้ส่วนขามซุกตัวอยู่ข้างป้า เพราะคนเต็มรถจึงต้องนั่งเบียดเสียดกัน

            รถโดยสารจอดบนถนนหน้าชายหาดที่เต็มไปด้วยต้นสน ผู้โดยสารบนรถเหลือแค่สามคนเพราะสุดปลายทางแล้ว ลูกปลาพาแม่และหลานชายมาเที่ยวแหลมสมิหลาตามสัญญา ขามดูร่าเริงมากเพราะเพิ่งมาเป็นครั้งแรก รีบเดินตรงไปที่ชายหาดผ่านร้านค้าที่วางตั้งร้านอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

            “ มาแล้วน้องสาวเหอน้องนางเงือก พี่มาหาน้องแล้ว รู้หรือเปล่า” ขามพูดเสียงดังจนคนแถวนั้นหันมามอง ส่วนลูกปลาและแม่หัวเราะชอบใจ

          รูปปั้นนางเงือกที่นั่งอยู่บนโขดหินสองมือจัดแต่งทรงผมตัวเองมีสีหน้าเรียบเฉยไม่ยินดียินร้ายกับคำทักทายและใส่ใจคนที่เดินผ่านไปมา เด็กบางคนปีนป่ายขึ้นไปนั่งบนตัก นั่งท่องเที่ยวบางกลุ่มยืนรุมล้อมรูปปั้นสาวครึ่งคนครึ่งปลาก่อนจะถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน

            ขามรีบแจ้นขึ้นไปยืนอยู่ข้างๆนางเงือกเมื่อนักท่องเที่ยวกลุ่มน้อยใหญ่เดินจากไป ก่อนจะโพสท่าให้ผู้เป็นน้าสาวถ่ายรูปให้

            “ มาถึงแค่เที่ยง (ใกล้เที่ยง) แล้ว แดดร้อน ลงเล่นน้ำเล (น้ำทะเล) ไม่ไหว” ขามยืนเท้าสะเอวบ่นพึมพำ ก่อนจะเดินตามน้าสาวไปหาที่หลบแดดร้อน แต่เพราะวันนี้นักท่องเที่ยวเยอะพอควรเลยต้องเดินหาไปเรื่อยๆ จนมาหยุดตรงโขดหินก้อนใหญ่

            “ อัยยา..เจ็บพุงขี้ (ปวดท้องอึ) เด้ ทำพรือล่ะ (ทำไงดี) ?” ขามพูดเสียงดัง

            “ หลายเรื่องนะมึง” ป้าแย้มเอ็ดหลาน

            “ อ้าว..ว่าแหล่ะหล่าว (ว่าอีกแล้ว) ห้ามฟ้า ห้ามฝน ห้ามคนไม่ให้ขรี้ ห้ามได้พรือล่ะป้า(ห้ามได้ยังไงล่ะป้า)!!” ขามพูดเสียงอ่อยๆ

            ขามรีบวิ่งตรงไปห้องน้ำสาธารณะที่อยู่ใกล้ที่สุดบนเนินเขาใกล้ชายหาด ก่อนจะผลุบหายเข้าไปพร้อมกับท้องฟ้าที่มืดลง แดดส่องแรงค่อยๆหายไป ฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ลมเริ่มพัดแรง

            “ พันพรือหล่าวเนี่ย (ยังไงอีกเนี่ย) ? มาแลหล่าวเหอฝน (มาอีกแล้วเหรอฝน) ” ป้าแย้มพูด

            “ แขบหลบหอพักดีหวา (รีบกลับหอพักดีกว่า)” ลูกปลาชวน

            “ เออ!! ไปๆ ไอ้ขามเร็วๆ ” ป้าแย้มเร่งหลานชายที่เดินออกจากห้องน้ำ “ โน่น..ขึ้นขี้แล้ว” ป้าแย้มพูด

            “ ใครขึ้นไปขี้ ผมขึ้นไปขี้มาเดียวจัย (เมื่อกี้) นิ!! ใครเจ็บพุงขี้หล่าว” ขามถาม

          “ ว่าฝนขึ้นขี้นิ!! (เมฆฝนตั้งเค้าฝนกำลังจะตก)”