Get Adobe Flash player

ทำหนมเบซำหนมบ้า โดย..เชิงภู

Font Size:

ลมบ่ายพัดวูบจนใบขนุนสีเหลืองเข้มหลุดจากขั้วร่วงหล่นในกะละมังน้ำตาลทรายที่มดดำเล็กๆ กำลังไต่เล่นอยู่นั้น พวกมันคงตกใจที่มีอะไรสักอย่างทาบทับจนแตกฮือไต่หนีขึ้นขอบกะละมังไปตัวละทิศละทาง

          เสียงพูดคุยออกรสอยู่บนถนนหน้าบ้านป้าเยื้อนกับป้าแย้มสองพี่น้องนั่นเองเดินคุยกันมาอย่างอารมณ์ดี วันนี้สองคนนัดกันมาทำขนมเดือนสิบที่บ้านป้าแย้ม (วันสารทเดือนสิบประเพณีของคนปักษ์ใต้  ประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติๆที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเชื่อว่าวิญญาณจะได้รับการปลดปล่อยจากที่ถูกจองจำไว้มาโลกมนุษย์เพื่อมาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่น้องที่ได้เตรียมของอุทิศไว้ให้ วิญญาณจะถูกปล่อยตรงกับวันแรม 1 ค่ำเดือน 10 และกลับไปในวันแรม 15 ค่ำเดือน 10)

            “ ไปๆ หลังเรินที่แคร่ใต้ต้นหนุ๊น (ไปๆหลังบ้านที่ตะแคร่ได้ต้นขนุน) ของทำหนมพร้อมแล้ว ” ป้าแย้มเอ่ยชวนพี่สาวเมื่อเดินเลี้ยวเข้าบ้าน

            “ ลูกปลา มาช่วยแม่กัน (ด้วย)” ป้าแย้มตะโกนเรียกลูกปลาที่นั่งอยู่ในบ้าน

            “ อัยยา!! มดขึ้นน้ำผึ้งแหล่ะหล่าว (มดขึ้นน้ำตาลอีกแล้ว) ” ป้าแย้มบ่นและหยิบใบขนุนออกจากกะละมังน้ำตาลทรายพร้อมใช้ใบขนุนตีมดเบาๆจนมันไต่ออกจากกะละมังจนหมด

            “ วันนี้ทำหนมไหรล่ะแม่ (วันนี้ทำขนมอะไรล่ะแม่)?” ลูกปลาถามแม่และยกมือไหว้ป้าเยื้อน

            “ ทำสองหนมก่อน หนมเบซำ (หนมดีซำ/หนมเจาะหู) กับหนมบ้า (ขนมสะบ้า)” ป้าแย้มบอกลูก  “ อย่าแชตะก่อไฟเลย (อย่าช้าซิจุดไฟเตาถ่านเลย)” ผู้เป็นแม่สั่งลูกอีกครั้ง

            ไม่นานนักในเตาไฟถ่านเริ่มคุแดง ลูกปลา ยกกระทะขึ้นวางบนเตาตามที่แม่บอก เอาน้ำตาลทรายในกะละมังเทลงกระทะพร้อมน้ำนิดหน่อย ใช้จวักคนๆจนน้ำตาลเริ่มละลายและเดือดปุดๆ เมื่อได้ที่ลูกปลาก็ยกกระทะลงวางข้างๆเตาถ่าน

            “ เออ ตั้งไว้ตรงนั้นแหล่ะ คล่าว (รอ) ให้เย็นก่อน” ป้าแย้มพูด

            ลูกปลานั่งมองสองพี่น้องจัดโน่นจัดนี่เตรียมการทำขนมอย่างคล่องแคล่ว สองพี่น้องดูเข้าขาและรักใคร่กันมาก หยอกล้อเล่นกันแม้จะสูงวัยกันแล้วก็ตาม ลูกปลาอมยิ้มให้กับภาพตรงหน้า

 “ อย่านั่งยิ้มอยู่ตะ (ซิ) เอาหัวมันหลา (มันสำปะหลัง) ไปล้างเข้า ใส่ซึ้งนึ่งเลย ไฟกำลังดีอยู่” แม่พูดกับลูกปลา

            กลิ่นมันนึ่งโชยหอม ลูกปลาเปิดฝาซึ้งเอาไม้ไผ่จิ้มดูแล้วปิดฝาไว้ตามเดิม ส่วนป้าแย้มนั้นเทแป้งข้าวเจ้าใส่กะละมังแล้วเอาน้ำตาลทรายที่เคี่ยวเสร็จและเย็นแล้วค่อยๆตักใส่ลงในแป้งข้าวเจ้ามือคอยผสมคลุกเคล้าให้แป้งและน้ำตาลเคี่ยวเข้ากัน เวลาผ่านไปแป้งกับน้ำตาลเคี่ยวก็ผสมเป็นเนื้อเดียวกันกลายเป็นก้อนแป้งสีขาวพร้อมสำหรับทอด

            “ มันนึ่งได้แล้วแหล่ะ เปิดฝาออกแล้วยกลง ทะ (กระทะ) ล้างแล้วใช่ม่าย (ใช่มั้ย) ตั้งขึ้นไฟ(เตา) เลย อ้อ ใส่ฟืนเพิ่มด้วย” ป้าแย้มสั่งลูกปลา ส่วนปลาเยื้อนลุกขึ้นไปฉีกใบกล้วยมาพอสมควรก่อนจะยื่นแบ่งให้ป้าแย้ม  สองคนเริ่มลงมือทำขนมเจาะหูโดยเอาแป้งที่นวดเสร็จบิออกทำเป็นก้อนกลมเล็กบี้ให้แบนในใบตองที่ทาน้ำมันพืชไว้ พอแบนแล้วเอานิ้วหัวแม่มือเจาะให้เป็นรูตรงกลาง

            เสียงดังฟู่ยามแป้งที่มีรูตรงกลางโดนน้ำมันร้อนๆในกระทะ ตอนหยอดตัวขนมลงไปมันดำดิ่งลงก้นกระทะ แต่แค่แป๊บเดียวก็ลอยขึ้นเหนือน้ำมัน ลูกปลาทำหน้าที่ใช้ไม้ไผ่เหลายาวสองอันคอยพลิกขนมไปมา เมื่อสุกได้ที่ก็ใช้ไม้ไผ่สอดรูขนมตรงกลางยกขึ้นใส่ในเจ้ย (กระด้งขนาดเล็กทำด้วยไม้ไผ่สานเป็นตาห่างๆ) ที่วางอยู่บนกะละมังอีกที  ส่วนป้าเยื้อนเปลี่ยนงานมือกำลังวุ้นปอกลอกเปลือกมันสำปะหลังที่นึ่งเสร็จและเย็นแล้ว มันนึ่งเต็มกะละมังก่อนจะถูกบี้จนร่วนพร้อมทำขนมต่อไป

            ขนมเจาะหูเต็มเจ้ย ลูกปลาหยิบตัวขนมที่ไม่สวยเท่าไหร่ส่งเข้าปากก่อนจะทำปากกลมพ่นลมออกมาเพราะขนมยังอมความร้อนอยู่มาก  ส่วนสองพี่น้องกำลังช่วยกันผสมน้ำตาลทรายกับมันที่บี้จนร่วนขยำๆจนน้ำตาลละลายเข้ากับเนื้อมันร่วน แล้วเทแป้งข้าวเหนียวลงไปขยำต่อไม่นานนักก็ได้แป้งสำหรับทำขนมสะบ้า

            “ ใส่ฟืนเพิ่มเข้า ลูกปลา ทอดหนมต่อ” ป้าแย้มสั่งลูกที่ยังคงเอร็ดอร่อยกับขนมเจาะหู “ อย่าเพิ่งกินก่อนตะ (ซะ) ต้องแบ่งเก็บไว้ทำบุญก่อน ที่เหลือค่อยกิน” ป้าแย้มบอกลูก

            สองพี่น้องช่วยกันปั้นก้อนแป้งเป็นลูกกลมๆ เล็กๆ ก่อนจะวางใส่ฝ่ามือและทับด้วยมืออีกข้างพอแบนนิดหน่อยส่งลงกระทะ

          ลูกปลาทำหน้าที่เหมือนเดิม เอาไม้ไผ่ยาวเขี่ยพลิกขนมไปมาจนสุกก็ประคองตัวขนมด้วยไม้ไผ่ทั้งสองอันขึ้นวางในเจ้ย

            “ หอมฉุยเลย ” ลูกปลาพูดก่อนจะหยิบขนมที่เหลือจากแบ่งไว้ทำบุญแล้วเข้าปาก   

“ วันนี้ทำสองหนมพอ ต่อเช้าค่อยทำหนมลากับหนมพอง” ป้าแย้มพูดบอกทุกคน

            “ หรอยม่ายล่ะ (อร่อยมั้ยล่ะ)? ลูกปลา ” ป้าเยื้อนถามยิ้มๆ 

 “ หรอยมากเลยค่ะ” ลูกปลาพูดทั้งขนมเต็มปาก

          “หรอยก็จำทำให้เป็น ทำหนมได้ ก็รักษาประเพณีเดือนสิบไว้ได้เหมือนกัน ”